เนื้อความทั้งข้อ
[๑๓๙] ก็โดยสมัยนั้นแล ท่านพระปิลินทวัจฉะ ได้เป็นพระกุลุปกะในหมู่บ้านตำบลนั้น.
ครั้นเช้าวันหนึ่ง ท่านครองอันตรวาสกแล้ว ถือบาตรจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังตำบลบ้านปิลินทวัจฉะ.
สมัยนั้น ในตำบลบ้านนั้นมีมหรสพ. พวกเด็กๆ ตกแต่งกายประดับดอกไม้ เล่นมหรสพอยู่.
พอดีท่านพระปิลินทวัจฉะเที่ยวบิณฑบาตไปตามลำดับตรอกปิลินทวัจฉะ ได้เข้าไปถึงเรือนคนทำการ
วัดผู้หนึ่ง. ครั้นแล้วนั่งบนอาสนะที่เข้าจัดถวาย.
ขณะนั้น ธิดาของสตรีผู้ทำการวัดนั้น เห็นเด็กๆ พวกอื่นตกแต่งกายประดับดอกไม้
แล้วร้องอ้อนว่า จงให้ดอกไม้แก่ข้าพเจ้า, จงให้เครื่องตกแต่งกายแก่ข้าพเจ้า.
ท่านพระปิลินทวัจฉะจึงถามสตรีผู้ทำการวัดคนนั้นว่า เด็กหญิงคนนี้ร้องอ้อนอยากได้
อะไร?
นางกราบเรียนว่า ท่านเจ้าข้า เด็กหญิงคนนี้เห็นเด็กๆ พวกอื่นเขาตกแต่งกายประดับ
ดอกไม้ จึงร้องอ้อนขอว่า จงให้ดอกไม้แก่ข้าพเจ้า, จงให้เครื่องตกแต่งกายแก่ข้าพเจ้า, ดิฉัน
บอกว่า เราเป็นคนจน จะได้ดอกไม้มาจากไหน, จะได้เครื่องแต่งกายมาจากไหน.
ขณะนั้น ท่านพระปิลินทวัจฉะหยิบหมวกฟางใบหนึ่งส่งให้แล้วกล่าวว่า เจ้าจงสวม-
*หมวกฟางนี้ลงที่ศีรษะเด็กหญิงนั้น. ทันใดนางได้รับหมวกฟางนั้นสวมลงที่ศีรษะเด็กหญิงนั้น.
หมวกฟางนั้นได้กลายเป็นระเบียบดอกไม้ทองคำ งดงามน่าดู น่าชม, ระเบียบดอกไม้ทองคำ
เช่นนั้น แม้ในพระราชสถานก็ไม่มี.
ชาวบ้านกราบทูลแด่พระเจ้าพิมพิสาร จอมพลมคธรัฐว่า ขอเดชะ ระเบียบดอกไม้ทองคำ
ที่เรือนของคนทำการวัดชื่อโน้น งดงาม น่าดู น่าชม, แม้ในพระราชสถานก็ไม่มี. เขาเป็นคน
เข็ญใจจะได้มาแต่ไหน, เป็นต้องได้มาด้วยโจรกรรมเป็นแน่นอน.
ท้าวเธอจึงรับสั่งให้จองจำตระกูลคนทำการวัดนั้น.
ครั้นเช้าวันที่ ๒ ท่านพระปิลินทวัจฉะครองอันตรวาสกแล้ว ถือบาตรจีวรเข้าไปบิณฑบาต
ถึงตำบลบ้านปิลินทวัจฉะ เมื่อเที่ยวบิณฑบาตไปตามลำดับตรอกในบ้านปิลินทวัจฉะ ได้เดินผ่านไป
ทางเรือนคนทำการวัดผู้นั้น. ครั้นแล้วได้ถามคนที่เขาคุ้นกันว่า ตระกูลคนทำการวัดนี้ไปไหนเสีย?.
คนพวกนั้นกราบเรียนว่า เขาถูกจองจำเพราะเรื่องระเบียบดอกไม้ทองคำนั้น เจ้าข้า.
ทันใดนั้นแล ท่านพระปิลินทวัจฉะได้เข้าไปสู่พระราชนิเวศน์นั่งเหนืออาสนะที่เขาจัด-
*ถวาย.
ขณะนั้น พระเจ้าพิมพิสาร จอมพลมคธรัฐ เสด็จเข้าไปหาท่านพระปิลินทวัจฉะ, ทรง
อภิวาทแล้ว ประทับนั่งเหนือพระราชอาสน์ อันควรส่วนข้างหนึ่ง.
ท่านพระปิลินทวัจฉะได้ทูลถามพระเจ้าพิมพิสาร จอมพลมคธรัฐ ผู้ประทับนั่งเรียบร้อย
แล้วดังนี้ว่า ขอถวายพระพร ตระกูลคนทำวัดถูกรับสั่งให้จองจำด้วยเรื่องอะไร?
พระเจ้าพิมพิสารตรัสว่า ข้าแต่พระคุณเจ้า เพราะที่เรือนของเขามีระเบียบดอกไม้ทองคำ
อย่างงดงาม น่าดู น่าชม, แม้ที่ในวังก็ยังไม่มี, เขาเป็นคนจนจะได้มาแต่ไหน, เป็นต้องได้มา
ด้วยโจรกรรมเป็นแน่นอน.
ขณะนั้นแล ท่านพระปิลินทวัจฉะได้อธิษฐานปราสาทของพระเจ้าพิมพิสาร จอมพล-
*มคธรัฐ จงเป็นทอง, ปราสาทนั้นได้กลายเป็นทองไปทั้งหมด. แล้วได้ถวายพระพรทูลถามว่า
ขอถวายพระพร ก็นี่ทองมากมายเท่านั้น มหาบพิตรได้มาแต่ไหน?.
ข้าพเจ้าทราบแล้ว, นี้เป็นอิทธานุภาพของพระคุณเจ้า. พระเจ้าพิมพิสารตรัสดังนี้แล้ว
รับสั่งให้ปล่อยตระกูลคนทำการวัดนั้นพ้นพระราชอาญา.
เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา ปิลินฺทวจฺโฉ ตสฺมึ คามเก
กุลุปโก โหติ ฯ✎ ร่าง
Tena kho pana samayena āyasmā pilindavaccho tasmiṁ gāmake kulūpako hoti.
อ้างอิงPTS 3.250 · สยามรัฐ 2.120 · ฉัฏฐสังคายนา 87.375 · พุทธชยันตี 1.608
อถโข อายสฺมา ปิลินฺทวจฺโฉ ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา
ปตฺตจีวรมาทาย ปิลินฺทวจฺฉคามกํ ปิณฺฑาย ปาวิสิ✎ ร่าง
Atha kho āyasmā pilindavaccho pubbaṇhasamayaṁ nivāsetvā pattacīvaraṁ ādāya pilindagāmakaṁ piṇḍāya pāvisi.
ฯ✎ ร่าง
Parisā cassa hoti bāhullikā.
เตน โข ปน
สมเยน ตสฺมึ คามเก อุสฺสโว โหติ ฯ ทารกา ๓- อลงฺกตา มาลากิตา
กีฬนฺติ ฯ✎ ร่าง
Tena kho pana samayena tasmiṁ gāmake ussavo hoti. Dārakā alaṅkatā mālākitā kīḷanti.
อถโข อายสฺมา ปิลินฺทวจฺโฉ ปิลินฺทวจฺฉคามเก สปทานํ
ปิณฺฑาย จรมาโน เยน อญฺญตรสฺส อารามิกสฺส นิเวสนํ เตนุปสงฺกมิ
อุปสงฺกมิตฺวา ปญฺญตฺเต อาสเน นิสีทิ ฯ✎ ร่าง
Atha kho āyasmā pilindavaccho pilindagāmake sapadānaṁ piṇḍāya caramāno yena aññatarassa ārāmikassa nivesanaṁ tenupasaṅkami; upasaṅkamitvā paññatte āsane nisīdi.
เตน โข ปน สมเยน ตสฺสา อารามิกินิยา ธีตา
อญฺเญ ทารเก อลงฺกเต มาลากิเต ปสฺสิตฺวา โรทติ มาลํ เม
เทถ อลงฺการํ เม เทถาติ ฯ✎ ร่าง
Tena kho pana samayena tassā ārāmikiniyā dhītā aññe dārake alaṅkate mālākite passitvā rodati—“mālaṁ me detha, alaṅkāraṁ me dethā”ti.
อถโข อายสฺมา ปิลินฺทวจฺโฉ
ตํ อารามิกินึ เอตทโวจ กิสฺสายํ ทาริกา โรทตีติ ฯ✎ ร่าง
Atha kho āyasmā pilindavaccho taṁ ārāmikiniṁ etadavoca—“kissāyaṁ dārikā rodatī”ti?
อยํ ภนฺเต ทาริกา อญฺเญ ทารเก อลงฺกเต มาลากิเต ปสฺสิตฺวา
โรทติ มาลํ เม เทถ อลงฺการํ เม เทถาติ กุโต อมฺหากํ
ทุคฺคตานํ มาลา กุโต อลงฺกาโรติ ฯ✎ ร่าง
“Ayaṁ, bhante, dārikā aññe dārake alaṅkate mālākite passitvā rodati—‘mālaṁ me detha, alaṅkāraṁ me dethā’ti. Kuto amhākaṁ duggatānaṁ mālā kuto, alaṅkāro”ti?
อถโข อายสฺมา ปิลินฺทวจฺโฉ
อญฺญตรํ ติณณฺฑูปกํ ๔- คเหตฺวา ตํ อารามิกินึ เอตทโวจ
หนฺทิมํ ติณณฺฑูปกํ ตสฺสา ทาริกาย สีเส ปฏิมุญฺจาหีติ ๕- ฯ✎ ร่าง
Atha kho āyasmā pilindavaccho aññataraṁ tiṇaṇḍupakaṁ gahetvā taṁ ārāmikiniṁ etadavoca—“handimaṁ tiṇaṇḍupakaṁ tassā dārikāya sīse paṭimuñcā”ti.
อถโข
@เชิงอรรถ: ๑ ม. ยุ. ปาทาสิ ฯ ๒ ม. ยุ. ปิลินฺทคามโกติปิ ฯ ๓ ม. ยุ. ทาริกา ฯ@๔ ม. ยุ. ติณณฺฑุปกํ ฯ เอวมุปริปิ ฯ ๕ ม. ยุ. ปฏิมุญฺจาติ ฯ
สา อารามิกินี ตํ ติณณฺฑูปกํ คเหตฺวา ตสฺสา ทาริกาย สีเส ปฏิมุญฺจิ ฯ
สา อโหสิ สุวณฺณมาลา อภิรูปา ทสฺสนียา ปาสาทิกา ฯ✎ ร่าง
Atha kho sā ārāmikinī taṁ tiṇaṇḍupakaṁ gahetvā tassā dārikāya sīse paṭimuñci. Sā ahosi suvaṇṇamālā abhirūpā dassanīyā pāsādikā.
นตฺถิ ตาทิสา
รญฺโญปิ อนฺเตปุเร สุวณฺณมาลา ฯ✎ ร่าง
Natthi tādisā raññopi antepure suvaṇṇamālā.
มนุสฺสา รญฺโญ มาคธสฺส เสนิยสฺส
พิมฺพิสารสฺส อาโรเจสุํ อมุกสฺส เทว อารามิกสฺส ฆเร สุวณฺณมาลา
อภิรูปา ทสฺสนียา ปาสาทิกา✎ ร่าง
Manussā rañño māgadhassa seniyassa bimbisārassa ārocesuṁ—“amukassa, deva, ārāmikassa ghare suvaṇṇamālā abhirūpā dassanīyā pāsādikā.
นตฺถิ ตาทิสา เทวสฺสาปิ อนฺเตปุเร
สุวณฺณมาลา✎ ร่าง
Natthi tādisā devassāpi antepure suvaṇṇamālā.
กุโต ตสฺส ทุคฺคตสฺส✎ ร่าง
Kuto tassa duggatassa.
นิสฺสํสยํ โจริกาย อาภตาติ ฯ✎ ร่าง
Nissaṁsayaṁ corikāya ābhatā”ti.
อถโข ราชา มาคโธ เสนิโย พิมฺพิสาโร ตํ อารามิกกุลํ
พนฺธาเปสิ ฯ✎ ร่าง
Atha kho rājā māgadho seniyo bimbisāro taṁ ārāmikakulaṁ bandhāpesi.
ทุติยมฺปิ โข อายสฺมา ปิลินฺทวจฺโฉ ปุพฺพณฺหสมยํ
นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย ปิลินฺทวจฺฉคามกํ ปิณฺฑาย ปาวิสิ✎ ร่าง
Dutiyampi kho āyasmā pilindavaccho pubbaṇhasamayaṁ nivāsetvā pattacīvaraṁ ādāya pilindagāmakaṁ piṇḍāya pāvisi.
ปิลินฺทวจฺฉคามเก สปทานํ ปิณฺฑาย จรมาโน เยน ตสฺส
อารามิกสฺส นิเวสนํ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ปฏิวิสฺสเก ปุจฺฉิ
กหํ อิทํ อารามิกกุลํ คตนฺติ ฯ✎ ร่าง
Pilindagāmake sapadānaṁ piṇḍāya caramāno yena tassa ārāmikassa nivesanaṁ tenupasaṅkami; upasaṅkamitvā paṭivissake pucchi—“kahaṁ imaṁ ārāmikakulaṁ gatan”ti?
เอติสฺสา ภนฺเต สุวณฺณมาลาย
การณา รญฺญา พนฺธาปิตนฺติ ฯ✎ ร่าง
“Etissā, bhante, suvaṇṇamālāya kāraṇā raññā bandhāpitan”ti.
อถโข อายสฺมา ปิลินฺทวจฺโฉ เยน รญฺโญ มาคธสฺส
เสนิยสฺส พิมฺพิสารสฺส นิเวสนํ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ปญฺญตฺเต
อาสเน นิสีทิ ฯ✎ ร่าง
Atha kho āyasmā pilindavaccho yena rañño māgadhassa seniyassa bimbisārassa nivesanaṁ tenupasaṅkami; upasaṅkamitvā paññatte āsane nisīdi.
อ้างอิงสยามรัฐ 2.121
อถโข ราชา มาคโธ เสนิโย พิมฺพิสาโร เยนายสฺมา
ปิลินฺทวจฺโฉ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ ปิลินฺทวจฺฉํ
อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ✎ ร่าง
Atha kho rājā māgadho seniyo bimbisāro yenāyasmā pilindavaccho tenupasaṅkami; upasaṅkamitvā āyasmantaṁ pilindavacchaṁ abhivādetvā ekamantaṁ nisīdi.
เอกมนฺตํ นิสินฺนํ โข ราชานํ มาคธํ
เสนิยํ พิมฺพิสารํ อายสฺมา ปิลินฺทวจฺโฉ เอตทโวจ กิสฺส มหาราช
อารามิกกุลํ พนฺธาปิตนฺติ ฯ✎ ร่าง
Ekamantaṁ nisinnaṁ kho rājānaṁ māgadhaṁ seniyaṁ bimbisāraṁ āyasmā pilindavaccho etadavoca—“kissa, mahārāja, ārāmikakulaṁ bandhāpitan”ti?
ตสฺส ภนฺเต อารามิกสฺส ฆเร
สุวณฺณมาลา อภิรูปา ทสฺสนียา ปาสาทิกา✎ ร่าง
“Tassa, bhante, ārāmikassa ghare suvaṇṇamālā abhirūpā dassanīyā pāsādikā.
นตฺถิ ตาทิสา
อมฺหากํปิ อนฺเตปุเร สุวณฺณมาลา✎ ร่าง
Natthi tādisā amhākampi antepure suvaṇṇamālā.
กุโต ตสฺส ทุคฺคตสฺส✎ ร่าง
Kuto tassa duggatassa.
นิสฺสํสยํ โจริกาย อาภตาติ ฯ✎ ร่าง
Nissaṁsayaṁ corikāya ābhatā”ti.
อถโข อายสฺมา ปิลินฺทวจฺโฉ
รญฺโญ มาคธสฺส เสนิยสฺส พิมฺพิสารสฺส ปาสาทํ สุวณฺณนฺติ
อธิมุจฺจิ ฯ✎ ร่าง
Atha kho āyasmā pilindavaccho rañño māgadhassa seniyassa bimbisārassa pāsādaṁ suvaṇṇanti adhimucci.
โส อโหสิ สพฺพโสวณฺณมโย ฯ✎ ร่าง
So ahosi sabbasovaṇṇamayo.
อิทํ ปน เต มหาราช
ตาวพหุํ สุวณฺณํ กุโตติ ฯ✎ ร่าง
“Idaṁ pana te, mahārāja, tāva bahuṁ suvaṇṇaṁ kuto”ti?
อญฺญาตํ ภนฺเต อยฺยสฺเสเวโส ๑-
อิทฺธานุภาโวติ✎ ร่าง
“Aññātaṁ, bhante, ayyasseveso iddhānubhāvo”ti.
ตํ อารามิกกุลํ มุญฺจาเปสิ ฯ✎ ร่าง
Taṁ ārāmikakulaṁ muñcāpesi.