เนื้อความทั้งข้อ
[๑๔๐] ชาวบ้านทราบข่าวว่า ท่านพระปิลินทวัจฉะแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ ซึ่งเป็นธรรม
อันยิ่งของมนุษย์ในบริษัทพร้อมทั้งพระราชาต่างพากันยินดีเลื่อมใสโดยยิ่ง, แล้วได้นำเภสัชห้า
คือเนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย มาถวายท่านพระปิลินทวัจฉะ. แม้ตามปกติท่าน
ก็ได้เภสัชห้าอยู่เสมอ. ท่านจึงแบ่งเภสัชที่ได้ๆ มาถวายบริษัท แต่บริษัทของท่านเป็นผู้
มักมาก เก็บเภสัชที่ได้ๆ มาไว้ในกระถางบ้าง ในหม้อน้ำบ้าง จนเต็ม แล้วบรรจุลงในหม้อ
กรองน้ำบ้าง ในถุงย่ามบ้าง แขวนไว้ที่หน้าต่าง เภสัชเหล่านั้นก็เยิ้มซึม แม้จำพวกหนูก็
เกลื่อนกล่นไปทั่ววิหาร. ชาวบ้านที่เดินเที่ยวชมไปตามวิหารพบเข้า ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน
โพนทะนาว่า พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้ มีเรือนคลังในภายในเหมือนพระเจ้า
พิมพิสาร จอมพลมคธรัฐ.
ภิกษุทั้งหลายได้ยินชาวบ้านเหล่านั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย
สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขา ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า
ไฉนภิกษุทั้งหลายจึงพอใจในความมักมากเช่นนี้เล่า? แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น
ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น, แล้วทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าภิกษุ
ทั้งหลายพอใจในความมักมากเช่นนี้ จริงหรือ?
ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย การกระทำของภิกษุโมฆบุรุษ
เหล่านั้นนั่น ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ไฉน ภิกษุ-
*โมฆบุรุษเหล่านั้น จึงได้พอใจในความมักมากเช่นนี้เล่า? การกระทำของโมฆบุรุษเหล่านั้นนั่น
ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่
เลื่อมใสแล้ว. โดยที่แท้ การกระทำของภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้นนั่น เป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใส
ของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็นอย่างอื่นของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว.
พระผู้มีพระภาคทรงติเตียนภิกษุเหล่านั้นโดยอเนกปริยายดั่งนี้แล้ว ตรัสโทษแห่งความ
เป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคนไม่สันโดษ ความ
คลุกคลี ความเกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความเป็นคนบำรุงง่าย ความ
มักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม
การปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย, ทรงกระทำธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่องนั้น ที่เหมาะสม
แก่เรื่องนั้น แก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัย
อำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑
เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก ๑ เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิด
ในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยัง
ไม่เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระ-
*สัทธรรม ๑ เพื่อถือตามพระวินัย ๑.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-
๔๒. ๓. อนึ่ง มีเภสัชอันควรลิ้มของภิกษุผู้อาพาธ, คือ เนยใส เนยข้น
น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย, ภิกษุรับประเคนของนั้นแล้ว พึงเก็บไว้ฉันได้เจ็ดวันเป็น
อย่างยิ่ง, ภิกษุให้ล่วงกำหนดนั้นไป เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์. ฯ
มนุสฺสา อยฺเยน กิร ปิลินฺทวจฺเฉน สราชิกาย ปริสาย
อุตฺตริมนุสฺสธมฺมํ อิทฺธิปาฏิหาริยํ ๒- ทสฺสิตนฺติ✎ ร่าง
Manussā—“ayyena kira pilindavacchena sarājikāya parisāya uttarimanussadhammaṁ iddhipāṭihāriyaṁ dassitan”ti,
อ้างอิงPTS 3.251 · สยามรัฐ 2.122 · พุทธชยันตี 1.610
อตฺตมนา
อภิปฺปสนฺนา อายสฺมโต ปิลินฺทวจฺฉสฺส ปญฺจ เภสชฺชานิ
อภิหรึสุ เสยฺยถีทํ สปฺปิ นวนีตํ เตลํ มธุ ผาณิตํ ฯ✎ ร่าง
attamanā abhippasannā āyasmato pilindavacchassa pañca bhesajjāni abhihariṁsu, seyyathidaṁ—sappi navanītaṁ telaṁ madhu phāṇitaṁ.
ปกติยาปิจายสฺมา
ปิลินฺทวจฺโฉ ลาภี โหติ ปญฺจนฺนํ เภสชฺชานํ✎ ร่าง
Pakatiyāpi ca āyasmā pilindavaccho lābhī hoti pañcannaṁ bhesajjānaṁ.
ลทฺธํ ลทฺธํ ปริสาย
วิสฺสชฺเชติ ฯ ปริสา จสฺส โหติ พาหุลฺลิกา✎ ร่าง
Laddhaṁ laddhaṁ parisāya vissajjeti.
ลทฺธํ ลทฺธํ โกลมฺเพปิ
ฆเฏปิ ปูเรตฺวา ปฏิสาเมติ ปริสฺสาวนานิปิ ถวิกาโยปิ ปูเรตฺวา
วาตปาเนสุ ลคฺเคติ ฯ✎ ร่าง
Laddhaṁ laddhaṁ kolambepi ghaṭepi pūretvā paṭisāmeti, parissāvanānipi thavikāyopi pūretvā vātapānesu laggeti.
ตานิ โอลีนวิลีนานิ ติฏฺฐนฺติ ฯ อุนฺทุเรหิปิ
วิหารา โอกิณฺณวิกิณฺณา โหนฺติ ฯ✎ ร่าง
Tāni olīnavilīnāni tiṭṭhanti. Undūrehipi vihārā okiṇṇavikiṇṇā honti.
มนุสฺสา วิหารจาริกํ อาหิณฺฑนฺตา
ปสฺสิตฺวา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ✎ ร่าง
Manussā vihāracārikaṁ āhiṇḍantā passitvā ujjhāyanti khiyyanti vipācenti—
อนฺโตโกฏฺฐาคาริกา อิเม
สมณา สกฺยปุตฺติยา เสยฺยถาปิ ราชา มาคโธ เสนิโย
@เชิงอรรถ: ๑ ยุ. อยฺยสฺส โส ฯ ๒ อิทฺธิปฺปาฏิหาริยนฺติ อมฺหากํ มติ ฯ
พิมฺพิสาโรติ ฯ✎ ร่าง
“antokoṭṭhāgārikā ime samaṇā sakyaputtiyā, seyyathāpi rājā māgadho seniyo bimbisāro”ti.
อสฺโสสุํ โข ภิกฺขู เตสํ มนุสฺสานํ อุชฺฌายนฺตานํ
ขียนฺตานํ วิปาเจนฺตานํ ฯ✎ ร่าง
Assosuṁ kho bhikkhū tesaṁ manussānaṁ ujjhāyantānaṁ khiyyantānaṁ vipācentānaṁ.
เย เต ภิกฺขู อปฺปิจฺฉา ฯเปฯ เต
อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ✎ ร่าง
Ye te bhikkhū appicchā …pe… te ujjhāyanti khiyyanti vipācenti—
กถํ หิ นาม ภิกฺขู เอวรูปาย
พาหุลฺลาย เจเตสฺสนฺตีติ ฯ✎ ร่าง
“kathañhi nāma bhikkhū evarūpāya bāhullāya cetessantī”ti.
อถโข เต ภิกฺขู ภควโต เอตมตฺถํ
อาโรเจสุํ ฯ✎ ร่าง
Atha kho te bhikkhū te anekapariyāyena vigarahitvā bhagavato etamatthaṁ ārocesuṁ …pe…
สจฺจํ กิร ภิกฺขเว ภิกฺขู เอวรูปาย พาหุลฺลาย
เจเตนฺตีติ ฯ✎ ร่าง
“saccaṁ kira, bhikkhave, bhikkhū evarūpāya bāhullāya cetentī”ti?
สจฺจํ ภควาติ ฯ✎ ร่าง
“Saccaṁ, bhagavā”ti.
วิครหิ พุทฺโธ ภควา✎ ร่าง
Vigarahi buddho bhagavā …pe…
กถํ หิ นาม
เต ภิกฺขเว โมฆปุริสา เอวรูปาย พาหุลฺลาย เจเตสฺสนฺติ✎ ร่าง
kathañhi nāma te, bhikkhave, moghapurisā evarūpāya bāhullāya cetessanti.
เนตํ
ภิกฺขเว อปฺปสนฺนานํ วา ปสาทาย ปสนฺนานํ วา ภิยฺโยภาวาย
ฯเปฯ✎ ร่าง
Netaṁ, bhikkhave, appasannānaṁ vā pasādāya …pe…
เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว อิมํ สิกฺขาปทํ อุทฺทิเสยฺยาถ✎ ร่าง
evañca pana, bhikkhave, imaṁ sikkhāpadaṁ uddiseyyātha—
ยานิ โข ปน ตานิ คิลานานํ ภิกฺขูนํ ปฏิสายนียานิ
เภสชฺชานิ เสยฺยถีทํ สปฺปิ นวนีตํ เตลํ มธุ ผาณิตํ ฯ ตานิ
ปฏิคฺคเหตฺวา สตฺตาหปรมํ สนฺนิธิการกํ ปริภุญฺชิตพฺพานิ✎ ร่าง
“Yāni kho pana tāni gilānānaṁ bhikkhūnaṁ paṭisāyanīyāni bhesajjāni, seyyathidaṁ— sappi navanītaṁ telaṁ madhu phāṇitaṁ, tāni paṭiggahetvā sattāhaparamaṁ sannidhikārakaṁ paribhuñjitabbāni.
อ้างอิงฉัฏฐสังคายนา 87.376
ตํ
อติกฺกามยโต นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยนฺติ ฯ✎ ร่าง
Taṁ atikkāmayato nissaggiyaṁ pācittiyan”ti.