เนื้อความทั้งข้อ
[๑๖๕] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ
อนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายออกพรรษาแล้วยังยับยั้งอยู่ใน
เสนาสนะป่า. พวกโจรเดือน ๑๒ เข้าใจว่า ภิกษุทั้งหลายได้ลาภแล้ว จึงพากันเที่ยวปล้น. ภิกษุ
ทั้งหลายได้กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะ
เหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุผู้อยู่
ในเสนาสนะป่า เก็บไตรจีวรผืนใดผืนหนึ่งไว้ในละแวกบ้านได้.
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายทราบว่า พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตให้ภิกษุผู้อยู่ใน
เสนาสนะป่า เก็บไตรจีวรผืนใดผืนหนึ่งไว้ในละแวกบ้านได้, จึงเก็บไตรจีวรผืนใดผืนหนึ่งไว้ใน
ละแวกบ้าน แล้วอยู่ปราศเกิน ๖ คืน. จีวรเหล่านั้น หายบ้าง ฉิบหายบ้าง ถูกไฟไหม้บ้าง
ถูกหนูกัดบ้าง. ภิกษุทั้งหลายมีแต่ผ้าไม่ดี มีแต่จีวรปอน, จึงถามกันขึ้นอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลาย
เพราะเหตุใด พวกท่านจึงมีแต่ผ้าไม่ดี มีแต่จีวรปอน? ครั้นแล้วภิกษุเหล่านั้นได้แจ้งเรื่องนั้น
แก่ภิกษุทั้งหลาย.
บรรดาภิกษุผู้มักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขา ต่างก็
เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน ภิกษุทั้งหลายจึงเก็บไตรจีวรผืนใดผืนหนึ่งไว้ในละแวกบ้าน
แล้วอยู่ปราศเกิน ๖ คืนเล่า? แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.
ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะ
เหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า พวกภิกษุเก็บไตร
จีวรผืนใดผืนหนึ่งไว้ในละแวกบ้าน แล้วอยู่ปราศเกิน ๖ คืน จริงหรือ?
ภิกษุทั้งหลาย ทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย การกระทำของพวกภิกษุโมฆ-
*บุรุษเหล่านั้นนั่น ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ไฉน
ภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้นจึงได้เก็บไตรจีวรผืนใดผืนหนึ่งไว้ในละแวกบ้าน แล้วอยู่ปราศเกิน ๖ คืน
เล่า? การกระทำของภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้นนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่
เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว, โดยที่แท้ การกระทำของภิกษุ
โมฆบุรุษเหล่านั้นนั่น เป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็น
อย่างอื่นของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว.
พระผู้มีพระภาคทรงติเตียนภิกษุเหล่านั้นโดยอเนกปริยาย ดังนี้แล้ว ตรัสโทษแห่งความ
เป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคนไม่สันโดษ ความ
คลุกคลี ความเกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความเป็นคนบำรุงง่าย ความ
มักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การ
ปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย, ทรงกระทำธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่องนั้น ที่เหมาะสมแก่
เรื่องนั้น แก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัยอำนาจ
ประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อข่ม
บุคคลผู้เก้อยาก ๑ เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิดใน
ปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่
เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑
เพื่อถือตามพระวินัย ๑.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-
๔๘. ๙. อนึ่ง ภิกษุจำพรรษาแล้ว จะอยู่ในเสนาสนะป่า ที่รู้กันว่าเป็นที่มี
รังเกียจ มีภัยจำเพาะหน้า ตลอดถึงวันเพ็ญเดือน ๑๒, ปรารถนาอยู่ พึงเก็บจีวร ๓
ผืนๆ ใดผืนหนึ่งไว้ในละแวกบ้านได้. และปัจจัยอะไรๆ เพื่อจะอยู่ปราศจากจีวรนั้น
จะพึงมีแก่ภิกษุนั้น, ภิกษุนั้นพึงอยู่ปราศจากจีวรนั้นได้ ๖ คืนเป็นอย่างยิ่ง, ถ้าเธออยู่
ปราศยิ่งกว่านั้น เว้นไว้แต่ภิกษุได้สมมติ, เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
เตน สมเยน พุทฺโธ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน
อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ✎ ร่าง
Tena samayena buddho bhagavā sāvatthiyaṁ viharati jetavane anāthapiṇḍikassa ārāme.
อ้างอิงสยามรัฐ 2.145
เตน โข ปน สมเยน ภิกฺขู วุตฺถวสฺสา
อารญฺญเกสุ เสนาสเนสุ วิหรนฺติ ฯ✎ ร่าง
Tena kho pana samayena bhikkhū vutthavassā āraññakesu senāsanesu viharanti.
กตฺติกโจรกา ภิกฺขู✎ ร่าง
Kattikacorakā bhikkhū—
ลทฺธลาภาติ
ปริปาเตนฺติ ฯ✎ ร่าง
“laddhalābhā”ti paripātenti.
ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ✎ ร่าง
Bhagavato etamatthaṁ ārocesuṁ.
อถโข ภควา เอตสฺมึ
นิทาเน เอตสฺมึ ปกรเณ ธมฺมึ กถํ กตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ✎ ร่าง
Atha kho bhagavā etasmiṁ nidāne etasmiṁ pakaraṇe dhammiṁ kathaṁ katvā bhikkhū āmantesi—
อนุชานามิ ภิกฺขเว อารญฺญเกสุ เสนาสเนสุ วิหรนฺเตน ติณฺณํ
จีวรานํ อญฺญตรํ จีวรํ อนฺตรฆเร นิกฺขิปิตุนฺติ ฯ✎ ร่าง
“anujānāmi, bhikkhave, āraññakesu senāsanesu viharantena tiṇṇaṁ cīvarānaṁ aññataraṁ cīvaraṁ antaraghare nikkhipitun”ti.
เตน โข ปน
สมเยน ภิกฺขู ภควตา อนุญฺญาตํ อารญฺญเกสุ เสนาสเนสุ
วิหรนฺเตน ติณฺณํ จีวรานํ อญฺญตรํ จีวรํ อนฺตรฆเร นิกฺขิปิตุนฺติ ฯ
{๑๖๕.๑} เต ๑- ติณฺณํ จีวรานํ อญฺญตรํ จีวรํ อนฺตรฆเร
นิกฺขิปิตฺวา อติเรกฉารตฺตํ วิปฺปวสนฺติ ฯ✎ ร่าง
Tena kho pana samayena bhikkhū—“bhagavatā anuññātaṁ āraññakesu senāsanesu viharantena tiṇṇaṁ cīvarānaṁ aññataraṁ cīvaraṁ antaraghare nikkhipitun”ti tiṇṇaṁ cīvarānaṁ aññataraṁ cīvaraṁ antaraghare nikkhipitvā atirekachārattaṁ vippavasanti.
อ้างอิงPTS 3.263
ตานิ จีวรานิ นสฺสนฺติปิ
วินสฺสนฺติปิ ทยฺหนฺติปิ อุนฺทุเรหิปิ ขชฺชนฺติ ฯ✎ ร่าง
Tāni cīvarāni nassantipi vinassantipi ḍayhantipi undūrehipi khajjanti.
ภิกฺขู ทุจฺโจลา
โหนฺติ ลูขจีวรา ฯ✎ ร่าง
Bhikkhū duccoḷā honti lūkhacīvarā.
ภิกฺขู เอวมาหํสุ✎ ร่าง
Bhikkhū evamāhaṁsu—
กิสฺส ตุเมฺห อาวุโส ทุจฺโจลา
ลูขจีวราติ ฯ✎ ร่าง
“kissa tumhe, āvuso, duccoḷā lūkhacīvarā”ti?
อถโข เต ภิกฺขู ภิกฺขูนํ เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ✎ ร่าง
Atha kho te bhikkhū bhikkhūnaṁ etamatthaṁ ārocesuṁ.
เย เต ภิกฺขู อปฺปิจฺฉา ฯเปฯ เต อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ
วิปาเจนฺติ✎ ร่าง
Ye te bhikkhū appicchā …pe… te ujjhāyanti khiyyanti vipācenti—
กถํ หิ นาม ภิกฺขู ติณฺณํ จีวรานํ อญฺญตรํ จีวรํ
อนฺตรฆเร นิกฺขิปิตฺวา อติเรกฉารตฺตํ วิปฺปวสิสฺสนฺตีติ ฯ✎ ร่าง
“kathañhi nāma bhikkhū tiṇṇaṁ cīvarānaṁ aññataraṁ cīvaraṁ antaraghare nikkhipitvā atirekachārattaṁ vippavasissantī”ti.
อถโข เต ภิกฺขู ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ✎ ร่าง
Atha kho te bhikkhū te anekapariyāyena vigarahitvā bhagavato etamatthaṁ ārocesuṁ …pe…
อ้างอิงสยามรัฐ 2.146
สจฺจํ กิร
@เชิงอรรถ: ๑ ม. อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ
ภิกฺขเว ภิกฺขู ติณฺณํ จีวรานํ อญฺญตรํ จีวรํ อนฺตรฆเร นิกฺขิปิตฺวา
อติเรกฉารตฺตํ วิปฺปวสนฺตีติ ฯ✎ ร่าง
“saccaṁ kira, bhikkhave, bhikkhū tiṇṇaṁ cīvarānaṁ aññataraṁ cīvaraṁ antaraghare nikkhipitvā atirekachārattaṁ vippavasantī”ti?
สจฺจํ ภควาติ ฯ✎ ร่าง
“Saccaṁ, bhagavā”ti.
วิครหิ พุทฺโธ
ภควา✎ ร่าง
Vigarahi buddho bhagavā …pe…
กถํ หิ นาม เต ภิกฺขเว โมฆปุริสา ติณฺณํ จีวรานํ อญฺญตรํ
จีวรํ อนฺตรฆเร นิกฺขิปิตฺวา อติเรกฉารตฺตํ วิปฺปวสิสฺสนฺติ✎ ร่าง
kathañhi nāma te, bhikkhave, moghapurisā tiṇṇaṁ cīvarānaṁ aññataraṁ cīvaraṁ antaraghare nikkhipitvā atirekachārattaṁ vippavasissanti.
เนตํ
ภิกฺขเว อปฺปสนฺนานํ วา ปสาทาย ปสนฺนานํ วา ภิยฺโยภาวาย
ฯเปฯ✎ ร่าง
Netaṁ, bhikkhave, appasannānaṁ vā pasādāya …pe…
เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว อิมํ สิกฺขาปทํ อุทฺทิเสยฺยาถ✎ ร่าง
evañca pana, bhikkhave, imaṁ sikkhāpadaṁ uddiseyyātha—
อุปวสฺสํ โข ปน กตฺติกปุณฺณมํ ฯ ยานิ โข ปน ตานิ
อารญฺญกานิ เสนาสนานิ สาสงฺกสมฺมตานิ สปฺปฏิภยานิ ตถารูเปสุ
ภิกฺขุ เสนาสเนสุ วิหรนฺโต อากงฺขมาโน ติณฺณํ จีวรานํ อญฺญตรํ
จีวรํ อนฺตรฆเร นิกฺขิเปยฺย ฯ สิยา จ ตสฺส ภิกฺขุโน โกจิเทว ปจฺจโย
เตน จีวเรน วิปฺปวาสาย✎ ร่าง
“Upavassaṁ kho pana kattikapuṇṇamaṁ yāni kho pana tāni āraññakāni senāsanāni sāsaṅkasammatāni sappaṭibhayāni tathārūpesu bhikkhu senāsanesu viharanto ākaṅkhamāno tiṇṇaṁ cīvarānaṁ aññataraṁ cīvaraṁ antaraghare nikkhipeyya, siyā ca tassa bhikkhuno kocideva paccayo tena cīvarena vippavāsāya.
อ้างอิงฉัฏฐสังคายนา 87.391 · พุทธชยันตี 1.634
ฉารตฺตปรมนฺเตน ภิกฺขุนา เตน จีวเรน
วิปฺปวสิตพฺพํ ฯ ตโต เจ อุตฺตรึ วิปฺปวเสยฺย อญฺญตฺร ภิกฺขุสมฺมติยา
นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยนฺติ ฯ✎ ร่าง
Chārattaparamaṁ tena bhikkhunā tena cīvarena vippavasitabbaṁ. Tato ce uttari vippavaseyya, aññatra bhikkhusammutiyā, nissaggiyaṁ pācittiyan”ti.