เนื้อความทั้งข้อ
[๑๗๓] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันอารามของ
อนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น พระหัตถกะศากยบุตรเป็นคนพูดสับปรับ
ท่านเจรจาอยู่กับพวกเดียรถีย์ กล่าวปฏิเสธแล้วรับ กล่าวรับแล้วปฏิเสธ เอาเรื่องอื่นกลบเกลื่อน
เรื่องอื่น กล่าวเท็จทั้งๆ ที่รู้อยู่ พูดนัดหมายไว้แล้ว ทำให้คลาดเคลื่อน.
พวกเดียรถีย์พากันเพ่งโทษติเตียนโพนทะนาว่า ไฉน พระหัตถกะศากยบุตร เจรจาอยู่กับ
พวกเรา จึงได้กล่าวปฏิเสธแล้วรับ กล่าวรับแล้วปฏิเสธ เอาเรื่องอื่นกลบเกลื่อนเรื่องอื่น กล่าว
เท็จทั้งๆ ที่รู้อยู่ พูดนัดหมายไว้แล้วทำให้คลาดเคลื่อนเล่า?.
ภิกษุทั้งหลายได้ยินเดียรถีย์พวกนั้น เพ่งโทษติเตียนโพนทะนาอยู่ จึงเข้าไปหาพระหัตถ-
*กะศากยบุตรถึงสำนัก ครั้นแล้วได้ถามพระหัตถกะว่า อาวุโสหัตถกะ ข่าวว่า ท่านเจรจาอยู่กับพวก
เดียรถีย์ กล่าวปฏิเสธแล้วรับ กล่าวรับแล้วปฏิเสธ เอาเรื่องอื่นกลบเกลื่อนเรื่องอื่น กล่าวเท็จ
ทั้งๆ ที่รู้อยู่ พูดนัดหมายไว้แล้วทำให้คลาดเคลื่อน จริงหรือ?.
พระหัตถกะศากยบุตรตอบว่า อาวุโสทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่าพวกเดียรถีย์เหล่านี้ เราต้อง
เอาชนะด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง เราไม่ควรให้ความชนะแก่เดียรถีย์พวกนั้น.
บรรดาภิกษุผู้มักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขา ต่างก็
เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน พระหัตถกะศากยบุตร เจรจาอยู่กับพวกเดียรถีย์ จึงได้กล่าว
ปฏิเสธแล้วรับ กล่าวรับแล้วปฏิเสธ เอาเรื่องอื่นกลบเกลื่อนเรื่องอื่น กล่าวเท็จทั้งๆ ที่รู้อยู่
พูดนัดหมายไว้แล้วทำให้คลาดเคลื่อนเล่า? แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะ
เหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถาม พระหัตถกะศากยบุตรว่า จริงหรือหัตถกะ ข่าวว่า เธอเจรจา
อยู่กับพวกเดียรถีย์ กล่าวปฏิเสธแล้วรับ กล่าวรับแล้วปฏิเสธ เอาเรื่องอื่นกลบเกลื่อนเรื่องอื่น
กล่าวเท็จทั้งๆ ที่รู้อยู่ พูดนัดหมายไว้แล้วทำให้คลาดเคลื่อน?.
พระหัตถกะศากยบุตรทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษ ไฉน เธอเจรจาอยู่กับพวกเดียรถีย์
จึงได้กล่าวปฏิเสธแล้วรับ กล่าวรับแล้วปฏิเสธ เอาเรื่องอื่นกลบเกลื่อนเรื่องอื่น กล่าวเท็จทั้งๆ
ที่รู้อยู่ พูดนัดหมายไว้แล้วทำให้คลาดเคลื่อนเล่า? การกระทำของเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความ
เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว, โดยที่แท้
การกระทำของเธอนั่น เป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็น
อย่างอื่นของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว.
พระผู้มีพระภาคครั้นทรงติเตียนพระหัตถกะศากยบุตร โดยอเนกปริยายดังนี้แล้ว ตรัส
โทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคนไม่
สันโดษ ความคลุกคลี ความเกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความเป็นคน
บำรุงง่าย ความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่
สะสม การปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย, ทรงกระทำธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่องนั้น
ที่เหมาะสมแก่เรื่องนั้น แก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัยอำนาจ
ประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อข่ม
บุคคลผู้เก้อยาก ๑ เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิดใน
ปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่
เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑
เพื่อถือตามพระวินัย ๑.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-
๕๐. ๑. เป็นปาจิตตีย์ในเพราะสัมปชามุสาวาท.
เตน สมเยน พุทฺโธ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน
อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ✎ ร่าง
Tena samayena buddho bhagavā sāvatthiyaṁ viharati jetavane anāthapiṇḍikassa ārāme.
อ้างอิงฉัฏฐสังคายนา 88.2
เตน โข ปน สมเยน หตฺถโก
สกฺยปุตฺโต วาทกฺขิตฺโต โหติ ฯ✎ ร่าง
Tena kho pana samayena hatthako sakyaputto vādakkhitto hoti.
โส ติตฺถิเยหิ สทฺธึ สลฺลปนฺโต
อวชานิตฺวา ปฏิชานาติ ปฏิชานิตฺวา อวชานาติ อญฺเญนญฺญํ
ปฏิจรติ สมฺปชานมุสา ภาสติ สงฺเกตํ กตฺวา วิสํวาเทติ ฯ✎ ร่าง
So titthiyehi saddhiṁ sallapanto avajānitvā paṭijānāti, paṭijānitvā avajānāti, aññenaññaṁ paṭicarati, sampajānamusā bhāsati, saṅketaṁ katvā visaṁvādeti.
ต✎ ร่าง
tīhākārehi viññātaṁ “diṭṭhañca me mutañcā”ti …pe…
ิตฺถิยา
อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ กถํ หิ นาม หตฺถโก สกฺยปุตฺโต
อเมฺหหิ สทฺธึ สลฺลปนฺโต อวชานิตฺวา ปฏิชานิสฺสติ ปฏิชานิตฺวา
อวชานิสฺสติ อญฺเญนญฺญํ ปฏิจริสฺสติ สมฺปชานมุสา ภาสิสฺสติ
สงฺเกตํ กตฺวา วิสํวาเทสฺสตีติ ฯ✎ ร่าง
Titthiyā ujjhāyanti khiyyanti vipācenti—“kathañhi nāma hatthako sakyaputto amhehi saddhiṁ sallapanto avajānitvā paṭijānissati, paṭijānitvā avajānissati, aññenaññaṁ paṭicarissati, sampajānamusā bhāsissati, saṅketaṁ katvā visaṁvādessatī”ti.
อสฺโสสุํ โข ภิกฺขู เตสํ ติตฺถิยานํ อุชฺฌายนฺตานํ
ขียนฺตานํ วิปาเจนฺตานํ ฯ✎ ร่าง
Assosuṁ kho bhikkhū tesaṁ titthiyānaṁ ujjhāyantānaṁ khiyyantānaṁ vipācentānaṁ.
อ้างอิงPTS 4.2 · สยามรัฐ 2.154
อถโข เต ภิกฺขู เยน หตฺถโก สกฺยปุตฺโต
เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา หตฺถกํ สกฺยปุตฺตํ เอตทโวจุํ✎ ร่าง
Atha kho te bhikkhū yena hatthako sakyaputto tenupasaṅkamiṁsu; upasaṅkamitvā hatthakaṁ sakyaputtaṁ etadavocuṁ—
สจฺจํ
กิร ตฺวํ อาวุโส หตฺถก ติตฺถิเยหิ สทฺธึ สลฺลปนฺโต อวชานิตฺวา
ปฏิชานาสิ ปฏิชานิตฺวา อวชานาสิ อญฺเญนญฺญํ ปฏิจรสิ
สมฺปชานมุสา ภาสสิ สงฺเกตํ กตฺวา วิสํวาเทสีติ ฯ✎ ร่าง
“saccaṁ kira tvaṁ, āvuso hatthaka, titthiyehi saddhiṁ sallapanto avajānitvā paṭijānāsi, paṭijānitvā avajānāsi, aññenaññaṁ paṭicarasi, sampajānamusā bhāsasi, saṅketaṁ katvā visaṁvādesī”ti?
เอเต โข
อาวุโส ติตฺถิยา นาม เยน เกนจิ เชตพฺพา✎ ร่าง
“Ete kho, āvuso, titthiyā nāma yena kenaci jetabbā;
น ๑- เตสํ
@เชิงอรรถ: ๑ ม. เนว ฯ
ชโย ทาตพฺโพติ ฯ✎ ร่าง
neva tesaṁ jayo dātabbo”ti.
เย เต ภิกฺขู อปฺปิจฺฉา ฯเปฯ เต อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ
วิปาเจนฺติ✎ ร่าง
Ye te bhikkhū appicchā …pe… te ujjhāyanti khiyyanti vipācenti—
กถํ หิ นาม หตฺถโก สกฺยปุตฺโต ติตฺถิเยหิ สทฺธึ สลฺลปนฺโต
อวชานิตฺวา ปฏิชานิสฺสติ ปฏิชานิตฺวา อวชานิสฺสติ อญฺเญนญฺญํ
ปฏิจริสฺสติ สมฺปชานมุสา ภาสิสฺสติ สงฺเกตํ กตฺวา วิสํวาเทสฺสตีติ ฯ✎ ร่าง
“kathañhi nāma hatthako sakyaputto titthiyehi saddhiṁ sallapanto avajānitvā paṭijānissati, paṭijānitvā avajānissati, aññenaññaṁ paṭicarissati, sampajānamusā bhāsissati, saṅketaṁ katvā visaṁvādessatī”ti.
อถโข เต ภิกฺขู✎ ร่าง
Atha kho te bhikkhū hatthakaṁ sakyaputtaṁ anekapariyāyena vigarahitvā bhagavato etamatthaṁ ārocesuṁ.
อ้างอิงพุทธชยันตี 2.1.4