เนื้อความทั้งข้อ
[๗๙๐] โดยสมัยต่อจากนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเป็นกุลุปกะของตระกูลนั้น ครั้นเวลาเช้า
เธอครองอันตรวาสกแล้วถือบาตจีวรเดินผ่านเข้าไปในตระกูลนั้น ครั้นถึงแล้วจึงนั่งบนอาสนะที่
เขาจัดถวาย ภิกษุนั้นเกิดอาพาธในทันใด จึงชาวบ้านเหล่านั้นได้กล่าวอาราธนาภิกษุนั้นว่า นิมนต์
ฉันเถิดขอรับ ภิกษุนั้นไม่รับนิมนต์ รังเกียจอยู่ว่า ภิกษุผู้อันทายกไม่ได้นิมนต์ไว้ก่อน รับของเคี้ยว
ของฉันในตระกูลที่สงฆ์สมมติว่าเป็นเสกขะด้วยมือของตน แล้วเคี้ยวฉัน พระผู้มีพระภาคทรง
ห้ามแล้ว ดังนี้แล้วไม่อาจไปบิณฑบาต ได้อดอาหารแล้ว ครั้นหายจากอาพาธแล้ว เธอได้ไปสู่
อารามแจ้งเรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลายๆ ได้กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุ
แรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุผู้อาพาธรับ
ของเคี้ยวก็ดี ของฉันก็ดี ในตระกูลที่สงฆ์สมมติว่า เป็นเสกขะ ด้วยมือของตน แล้วเคี้ยว
ฉันได้.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-
๑๔๔. ๓. ค. อนึ่ง ภิกษุใด ไม่ได้รับนิมนต์ก่อน มิใช่ผู้อาพาธ รับของ
เคี้ยวก็ดี ของฉันก็ดี ในตระกูลทั้งหลายที่สงฆ์สมมติว่าเป็นเสกขะเห็นปานนั้น ด้วยมือ
ของตน แล้วเคี้ยวก็ดี ฉันก็ดี ภิกษุนั้นพึงแสดงคืนว่า แน่ะเธอ ฉันต้องธรรมที่น่าติ
ไม่เป็นที่สบาย ควรจะแสดงคืน ฉันแสดงคืนธรรมนั้น.
เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ ตสฺส กุลสฺส
กุลุปโก โหติ ฯ✎ ร่าง
Tena kho pana samayena aññataro bhikkhu tassa kulassa kulūpako hoti.
อถโข โส ภิกฺขุ ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา
ปตฺตจีวรมาทาย เยน ตํ กุลํ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา
ปญฺญตฺเต อาสเน นิสีทิ ฯ อถ✎ ร่าง
Atha kho so bhikkhu pubbaṇhasamayaṁ nivāsetvā pattacīvaramādāya yena taṁ kulaṁ tenupasaṅkami; upasaṅkamitvā paññatte āsane nisīdi.
โข โส ภิกฺขุ คิลาโน โหติ ฯ✎ ร่าง
Tena kho pana samayena so bhikkhu gilāno hoti.
อถโข เต มนุสฺสา ตํ ภิกฺขุํ เอตทโวจุํ✎ ร่าง
Atha kho te manussā taṁ bhikkhuṁ etadavocuṁ—
ภุญฺชถ ภนฺเตติ ฯ✎ ร่าง
“bhuñjatha, bhante”ti.
อถโข โส ภิกฺขุ✎ ร่าง
Atha kho so bhikkhu—
ภควตา ปฏิกฺขิตฺตํ อนิมนฺติเตน เสกฺขสมฺมเตสุ
กุเลสุ ขาทนียํ วา โภชนียํ วา สหตฺถา ปฏิคฺคเหตฺวา ขาทิตุํ
ภุญฺชิตุนฺติ กุกฺกุจฺจายนฺโต น ปฏิคฺคเหสิ✎ ร่าง
“bhagavatā paṭikkhittaṁ animantitena sekkhasammatesu kulesu khādanīyaṁ vā bhojanīyaṁ vā sahatthā paṭiggahetvā khādituṁ bhuñjitun”ti kukkuccāyanto na paṭiggahesi;
นาสกฺขิ ปิณฺฑาย
จริตุํ✎ ร่าง
nāsakkhi piṇḍāya carituṁ;
ฉินฺนภตฺโต อโหสิ ฯ✎ ร่าง
chinnabhatto ahosi.
อถโข โส ภิกฺขุ อารามํ คนฺตฺวา
ภิกฺขูนํ เอตมตฺถํ อาโรเจสิ ฯ✎ ร่าง
Atha kho so bhikkhu ārāmaṁ gantvā bhikkhūnaṁ etamatthaṁ ārocesi.
อ้างอิงสยามรัฐ 2.524 · พุทธชยันตี 2.1.476
ภิกฺขู ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ✎ ร่าง
Bhikkhū bhagavato etamatthaṁ ārocesuṁ.
อถโข ภควา เอตสฺมึ นิทาเน เอตสฺมึ ปกรเณ ธมฺมึ กถํ กตฺวา
ภิกฺขู อามนฺเตสิ✎ ร่าง
Atha kho bhagavā etasmiṁ nidāne etasmiṁ pakaraṇe dhammiṁ kathaṁ katvā bhikkhū āmantesi—
อนุชานามิ ภิกฺขเว คิลาเนน ภิกฺขุนา
เสกฺขสมฺมเตสุ กุเลสุ ขาทนียํ วา โภชนียํ วา สหตฺถา ปฏิคฺคเหตฺวา
ขาทิตุํ ภุญฺชิตุํ✎ ร่าง
“anujānāmi, bhikkhave, gilānena bhikkhunā sekkhasammatesu kulesu khādanīyaṁ vā bhojanīyaṁ vā sahatthā paṭiggahetvā khādituṁ bhuñjituṁ.
เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว อิมํ สิกฺขาปทํ อุทฺทิเสยฺยาถ✎ ร่าง
Evañca pana, bhikkhave, imaṁ sikkhāpadaṁ uddiseyyātha—
ยานิ โข ปน ตานิ เสกฺขสมฺมตานิ กุลานิ โย ปน ภิกฺขุ
ตถารูเปสุ เสกฺขสมฺมเตสุ กุเลสุ ปุพฺเพ อนิมนฺติโต อคิลาโน
ขาทนียํ วา โภชนียํ วา สหตฺถา ปฏิคฺคเหตฺวา ขาเทยฺย วา
ภุญฺเชยฺย วา ปฏิเทเสตพฺพํ เตน ภิกฺขุนา✎ ร่าง
“Yāni kho pana tāni sekkhasammatāni kulāni, yo pana bhikkhu tathārūpesu sekkhasammatesu kulesu pubbe animantito agilāno khādanīyaṁ vā bhojanīyaṁ vā sahatthā paṭiggahetvā khādeyya vā bhuñjeyya vā, paṭidesetabbaṁ tena bhikkhunā—
คารยฺหํ อาวุโส
ธมฺมํ อาปชฺชึ อสปฺปายํ ปาฏิเทสนียํ ตํ ปฏิเทเสมีติ ฯ✎ ร่าง
‘gārayhaṁ, āvuso, dhammaṁ āpajjiṁ asappāyaṁ pāṭidesanīyaṁ, taṁ paṭidesemī’”ti.