เนื้อความทั้งข้อ
[๒๑๐] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในพระนครราชคฤห์ ตามพระพุทธาภิรมย์
แล้ว เสด็จจาริกไปทางพระนครสาวัตถี เสด็จจาริกไปโดยลำดับ ลุถึงพระนครสาวัตถี. ทราบว่า
พระองค์ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถีนั้น.
ก็โดยสมัยนั้นแล อุบาสกชื่ออุเทนได้ให้สร้างวิหารอุทิศต่อสงฆ์ไว้ในโกศลชนบท.
เขาได้ส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายจงมา ข้าพเจ้าปรารถนา
จะถวายทาน ฟังธรรม และพบเห็นภิกษุทั้งหลาย.
ภิกษุทั้งหลายตอบไปอย่างนี้ว่า ท่านอุบาสก พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ว่า ภิกษุ
จำพรรษา ไม่อยู่ให้ตลอด ๓ เดือนต้น หรือ ๓ เดือนหลัง ไม่พึงหลีกไปสู่จาริก ขออุบาสก
อุเทนจงรอชั่วระยะเวลาที่ภิกษุทั้งหลายจำพรรษา ออกพรรษาแล้วจึงจักไปได้ แต่ถ้าท่านจะมี
กรณียกิจรีบด่วน จงให้ประดิษฐานวิหารไว้ในสำนักภิกษุเจ้าถิ่น ในโกศลชนบทนั้นนั่นแหละ.
อุบาสกอุเทนจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนเมื่อเราส่งทูตไปแล้ว พระคุณเจ้า
ทั้งหลายจึงได้ไม่มาเล่า เราก็เป็นทายก เป็นผู้ก่อสร้าง เป็นผู้บำรุงสงฆ์.
ภิกษุทั้งหลายได้ยินอุบาสกอุเทนเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ จึงกราบทูลเรื่องนั้น
แด่พระผู้มีพระภาค.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทำธรรมีกถาในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น แล้วรับสั่งกะ
ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคล ๗ จำพวกส่งทูตมา เราอนุญาตให้ไปด้วย
สัตตาหกรณียะได้ แม้เมื่อเขาไม่ส่งมา เราไม่อนุญาต บุคคล ๗ จำพวก คือ ภิกษุ ภิกษุณี
สิกขมานา สามเณร สามเณรี อุบาสก อุบาสิกา ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคล ๗ จำพวกนี้
ส่งทูตมา เราอนุญาตให้ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อเขาไม่ส่งมา เราไม่อนุญาต พึงกลับ
ใน ๗ วัน.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อุบาสกในศาสนานี้ได้ให้สร้างวิหารอุทิศสงฆ์. ถ้าเขาส่งทูตไปใน
สำนักภิกษุทั้งหลายว่า ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ข้าพเจ้าปรารถนาจะถวายทาน ฟังธรรม
และพบเห็นภิกษุทั้งหลาย. เมื่อเขาส่งทูตมา พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อเขาไม่ส่งมา
ก็ไม่พึงไป พึงกลับใน ๗ วัน.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง อุบาสกในศาสนานี้ได้ให้สร้างเรือนมุงแถบเดียวอุทิศสงฆ์ ....
.... ได้ให้สร้างเรือนชั้น ....
.... ได้ให้สร้างเรือนโล้น ....
.... ได้ให้สร้างถ้ำ ....
.... ได้ให้สร้างบริเวณ ....
.... ได้ให้สร้างซุ้ม ....
.... ได้ให้สร้างโรงฉัน ....
.... ได้ให้สร้างโรงไฟ ....
.... ได้ให้สร้างกัปปิยกุฎี ....
.... ได้ให้สร้างวัจจกุฎี ....
.... ได้ให้สร้างที่จงกรม ....
.... ได้ให้สร้างโรงจงกรม ....
.... ได้ให้สร้างบ่อน้ำ ....
.... ได้ให้สร้างโรงน้ำ ....
.... ได้ให้สร้างเรือนไฟ ....
.... ได้ให้สร้างโรงเรือนไฟ ....
.... ได้ให้สร้างสระโบกขรณี ....
.... ได้ให้สร้างมณฑป ....
.... ได้ให้สร้างอาราม ....
.... ได้ให้สร้างอารามวัตถุ ....
ถ้าเขาส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ข้าพเจ้า
ปรารถนาจะถวายทาน ฟังธรรม และพบเห็นภิกษุทั้งหลาย. เมื่อเขาส่งทูตมา พึงไปด้วย
สัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อเขาไม่ส่งมาก็ไม่พึงไป พึงกลับใน ๗ วัน.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง อุบาสกในศาสนานี้ได้ให้สร้างวิหารอุทิศภิกษุมากรูปด้วยกัน ....
.... ได้ให้สร้างวิหารอุทิศภิกษุรูปหนึ่ง ....
.... ได้ให้สร้างเรือนมุงแถบเดียว ....
.... ได้ให้สร้างเรือนชั้น ....
.... ได้ให้สร้างเรือนโล้น ....
.... ได้ให้สร้างถ้ำ ....
.... ได้ให้สร้างบริเวณ ....
.... ได้ให้สร้างซุ้ม ....
.... ได้ให้สร้างโรงฉัน ....
.... ได้ให้สร้างโรงไฟ ....
.... ได้ให้สร้างกัปปิยกุฎี ....
.... ได้ให้สร้างวัจจกุฎี ....
.... ได้ให้สร้างที่จงกรม ....
.... ได้ให้สร้างโรงจงกรม ....
.... ได้ให้สร้างบ่อน้ำ ....
.... ได้ให้สร้างโรงน้ำ ....
.... ได้ให้สร้างเรือนไฟ ....
.... ได้ให้สร้างโรงเรือนไฟ ....
.... ได้ให้สร้างสระโบกขรณี ....
.... ได้ให้สร้างมณฑป ....
.... ได้ให้สร้างอาราม ....
.... ได้ให้สร้างอารามวัตถุ ....
ถ้าเขาส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ข้าพเจ้า
ปรารถนาจะถวายทาน ฟังธรรม และพบเห็นภิกษุทั้งหลาย. เมื่อเขาส่งทูตมา พึงไปด้วย
สัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อเขาไม่ส่งมา ก็ไม่พึงไป พึงกลับใน ๗ วัน.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อุบาสกในศาสนานี้ได้ให้สร้างวิหารอุทิศภิกษุณีสงฆ์ ....
.... อุทิศภิกษุณีมากรูปด้วยกัน ....
.... อุทิศภิกษุณีรูปหนึ่ง ....
.... อุทิศสิกขมานามากรูปด้วยกัน ....
.... อุทิศสิกขมานารูปหนึ่ง ....
.... อุทิศสามเณรมากรูปด้วยกัน ....
.... อุทิศสามเณรรูปหนึ่ง ....
.... อุทิศสามเณรีมากรูปด้วยกัน ....
.... อุทิศสามเณรีรูปหนึ่ง ....
.... ได้ให้สร้างเรือนมุงแถบเดียว ....
.... ได้ให้สร้างเรือนชั้น ....
.... ได้ให้สร้างเรือนโล้น ....
.... ได้ให้สร้างถ้ำ ....
.... ได้ให้สร้างบริเวณ ....
.... ได้ให้สร้างซุ้ม ....
.... ได้ให้สร้างโรงฉัน ....
.... ได้ให้สร้างโรงไฟ ....
.... ได้ให้สร้างกัปปิยกุฎี ....
.... ได้ให้สร้างวัจจกุฎี ....
.... ได้ให้สร้างที่จงกรม ....
.... ได้ให้สร้างโรงจงกรม ....
.... ได้ให้สร้างบ่อน้ำ ....
.... ได้ให้สร้างโรงบ่อน้ำ ....
.... ได้ให้สร้างสระโบกขรณี ....
.... ได้ให้สร้างมณฑป ....
.... ได้ให้สร้างอาราม ....
.... ได้ให้สร้างอารามวัตถุ. ถ้าเขาส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ขออาราธนา
พระคุณเจ้าทั้งหลายมา ข้าพเจ้าปรารถนาจะถวายทาน ฟังธรรม และพบภิกษุทั้งหลาย เมื่อเขา
ส่งทูตมา พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อเขาไม่ส่งมา ก็ไม่พึงไป พึงกลับใน ๗ วัน.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง อุบาสกในศาสนานี้ได้ให้สร้างนิเวศน์เพื่อประโยชน์ตน ....
.... ได้ให้สร้างเรือนนอน ....
.... ได้ให้สร้างโรงเก็บของ ....
.... ได้ให้สร้างร้าน ....
.... ได้ให้สร้างโรงกลม ....
.... ได้ให้สร้างร้านค้า ....
.... ได้ให้สร้างโรงร้านค้า ....
.... ได้ให้สร้างเรือนชั้น ....
.... ได้ให้สร้างเรือนโล้น ....
.... ได้ให้สร้างถ้ำ ....
.... ได้ให้สร้างบริเวณ ....
.... ได้ให้สร้างซุ้ม ....
.... ได้ให้สร้างโรงฉัน ....
.... ได้ให้สร้างโรงไฟ ....
.... ได้ให้สร้างโรงครัว ....
.... ได้ให้สร้างวัจจกุฎี ....
.... ได้ให้สร้างที่จงกรม ....
.... ได้ให้สร้างบ่อน้ำ ....
.... ได้ให้สร้างโรงบ่อน้ำ ....
.... ได้ให้สร้างเรือนไฟ ....
.... ได้ให้สร้างโรงเรือนไฟ ....
.... ได้ให้สร้างสระโบกขรณี ....
.... ได้ให้สร้างมณฑป ....
.... ได้ให้สร้างอาราม ....
.... ได้ให้สร้างอารามวัตถุ อนึ่ง จะมีการมงคลแก่บุตรก็ดี จะมีการมงคลแก่ธิดาก็ดี
เขาเจ็บไข้ก็ดี จะกล่าวพระสุตตันตะที่รู้เฉพาะก็ดี. ถ้าเขาส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า
ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา จักได้เรียนพระสุตตันตะนี้ไว้ โดยวิธีที่พระสุตตันตะนี้
จะไม่เสื่อมสูญไปเสีย หรือว่าเขามีกิจหรือกรณียะ อย่างใดอย่างหนึ่งก็ดี. ถ้าเขาส่งทูตไป
ในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ข้าพเจ้าปรารถนาจะถวายทาน
ฟังธรรม และพบเห็นภิกษุทั้งหลาย. เมื่อเขาส่งทูตมา พึงไปด้วยสัตตาหะกรณียะได้ แต่เมื่อ
เขาไม่ส่งมา ก็ไม่พึงไป พึงกลับใน ๗ วัน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง อุบาสิกาในศาสนานี้ได้ให้สร้างวิหารอุทิศสงฆ์. ถ้าเขาส่งทูต
ไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ขออาราธนาพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันปรารถนาจะถวายทาน
ฟังธรรม และพบเห็นภิกษุทั้งหลาย. เมื่อนางส่งทูตมา พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อนาง
ไม่ส่งมา ก็ไม่พึงไป พึงกลับใน ๗ วัน.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง อุบาสิกาในศาสนานี้ได้ให้สร้างเรือนมุงแถบเดียวอุทิศสงฆ์ ....
.... ได้ให้สร้างเรือนชั้น ....
.... ได้ให้สร้างเรือนโล้น ....
.... ได้ให้สร้างถ้ำ ....
.... ได้ให้สร้างบริเวณ ....
.... ได้ให้สร้างซุ้ม ....
.... ได้ให้สร้างโรงฉัน ....
.... ได้ให้สร้างโรงไฟ ....
.... ได้ให้สร้างกัปปิยกุฎี ....
.... ได้ให้สร้างวัจจกุฎี ....
.... ได้ให้สร้างที่จงกรม ....
.... ได้ให้สร้างโรงจงกรม ....
.... ได้ให้สร้างบ่อน้ำ ....
.... ได้ให้สร้างโรงบ่อน้ำ ....
.... ได้ให้สร้างเรือนไฟ ....
.... ได้ให้สร้างโรงเรือนไฟ ....
.... ได้ให้สร้างสระโบกขรณี ....
.... ได้ให้สร้างมณฑป ....
.... ได้ให้สร้างอาราม ....
.... ได้ให้สร้างอารามวัตถุ. ถ้าเขาส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ขออาราธนา
พระคุณเจ้าทั้งหลายมา ข้าพเจ้าปรารถนาจะถวายทาน ฟังธรรม และพบเห็นภิกษุทั้งหลาย. เมื่อนาง
ส่งทูตมา พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อนางไม่ส่งมา ก็ไม่พึงไป พึงกลับใน ๗ วัน.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง อุบาสิกาในศาสนานี้ได้ให้สร้างวิหารอุทิศภิกษุมากรูปด้วยกัน ....
.... อุทิศภิกษุรูปหนึ่ง ....
.... อุทิศภิกษุณีสงฆ์ ....
.... อุทิศภิกษุณีมากรูปด้วยกัน ....
.... อุทิศภิกษุณีรูปหนึ่ง ....
.... อุทิศสิกขมานามากรูปด้วยกัน ....
.... อุทิศสิกขมานารูปหนึ่ง ....
.... อุทิศสามเณรมากรูปด้วยกัน ....
.... อุทิศสามเณรรูปหนึ่ง ....
.... อุทิศสามเณรีมากรูปด้วยกัน ....
.... อุทิศสามเณรีรูปหนึ่ง ....
.... ได้ให้สร้างเรือนมุงแถบเดียว ....
.... ได้ให้สร้างเรือนชั้น ....
.... ได้ให้สร้างเรือนโล้น ....
.... ได้ให้สร้างถ้ำ ....
.... ได้ให้สร้างบริเวณ ....
.... ได้ให้สร้างซุ้ม ....
.... ได้ให้สร้างโรงฉัน ....
.... ได้ให้สร้างโรงไฟ ....
.... ได้ให้สร้างกัปปิยกุฎี ....
.... ได้ให้สร้างวัจจกุฎี ....
.... ได้ให้สร้างที่จงกรม ....
.... ได้ให้สร้างโรงจงกรม ....
.... ได้ให้สร้างบ่อน้ำ ....
.... ได้ให้สร้างโรงบ่อน้ำ ....
.... ได้ให้สร้างเรือนไฟ ....
.... ได้ให้สร้างโรงเรือนไฟ ....
.... ได้ให้สร้างสระโบกขรณี ....
.... ได้ให้สร้างมณฑป ....
.... ได้ให้สร้างอาราม ....
.... ได้ให้สร้างอารามวัตถุ. ถ้านางส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ขออาราธนาพระ-
*คุณเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันปรารถนาจะถวายทาน ฟังธรรม และพบเห็นภิกษุทั้งหลาย. เมื่อนางส่ง
ทูตมา พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อนางไม่ส่งมา ก็ไม่พึงไป พึงกลับใน ๗ วัน.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง อุบาสิกาในศาสนานี้ได้ให้สร้างนิเวศน์ เพื่อประโยชน์ตน ....
.... ได้ให้สร้างเรือนนอน ....
.... ได้ให้สร้างโรงเก็บของ ....
.... ได้ให้สร้างร้าน ....
.... ได้ให้สร้างโรงกลม ....
.... ได้ให้สร้างร้านค้า ....
.... ได้ให้สร้างโรงร้านค้า ....
.... ได้ให้สร้างเรือนชั้น ....
.... ได้ให้สร้างเรือนโล้น ....
.... ได้ให้สร้างถ้ำ ....
.... ได้ให้สร้างบริเวณ ....
.... ได้ให้สร้างซุ้ม ....
.... ได้ให้สร้างโรงฉัน ....
.... ได้ให้สร้างโรงไฟ ....
.... ได้ให้สร้างกัปปิยกุฎี ....
.... ได้ให้สร้างวัจจกุฎี ....
.... ได้ให้สร้างที่จงกรม ....
.... ได้ให้สร้างโรงจงกรม ....
.... ได้ให้สร้างบ่อน้ำ ....
.... ได้ให้สร้างโรงน้ำ ....
.... ได้ให้สร้างเรือนไฟ ....
.... ได้ให้สร้างโรงเรือนไฟ ....
.... ได้ให้สร้างสระโบกขรณี ....
.... ได้ให้สร้างมณฑป ....
.... ได้ให้สร้างอาราม ....
.... ได้ให้สร้างอารามวัตถุ อนึ่ง จะมีการมงคลแก่บุตรก็ดี จะมีการมงคลแก่ธิดาก็ดี เขา
เจ็บไข้ก็ดี จะกล่าวพระสุตตันตะที่รู้เฉพาะก็ดี. ถ้าเขาส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ขอ
อาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา จักได้เรียนพระสุตตันตะนี้ไว้ โดยวิธีที่พระสุตตันตะนี้จะไม่เสื่อมสูญ
ไปเสีย หรือว่า เขามีกิจ หรือกรณียะอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี. ถ้าเขาส่งทูตไปในสำนักภิกษุ
ทั้งหลายว่า ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันปรารถนาจะถวายทาน ฟังธรรม และพบเห็น
ภิกษุทั้งหลาย. เมื่อนางส่งทูตมา พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อนางไม่ส่งมา ก็ไม่พึงไป
พึงกลับใน ๗ วัน.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในศาสนานี้ได้ให้สร้างวิหารอุทิศสงฆ์ ....
.... ภิกษุณีได้ให้สร้างวิหารอุทิศสงฆ์ ....
.... สิกขมานาได้ให้สร้างวิหารอุทิศสงฆ์ ....
.... สามเณรได้ให้สร้างวิหารอุทิศสงฆ์ ....
.... สามเณรีได้ให้สร้างวิหารอุทิศสงฆ์ ....
.... อุทิศภิกษุมากรูปด้วยกัน ....
.... อุทิศภิกษุรูปหนึ่ง ....
.... อุทิศภิกษุณีสงฆ์ ....
.... อุทิศภิกษุณีมากรูปด้วยกัน ....
.... อุทิศภิกษุณีรูปหนึ่ง ....
.... อุทิศสิกขมานามากรูปด้วยกัน ....
.... อุทิศสิกขมานารูปหนึ่ง ....
.... อุทิศสามเณรมากรูปด้วยกัน ....
.... อุทิศสามเณรรูปหนึ่ง ....
.... อุทิศสามเณรีมากรูปด้วยกัน ....
.... อุทิศสามเณรีรูปหนึ่ง ....
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง สามเณรีในศาสนานี้ได้ให้สร้างวิหารเพื่อประโยชน์ตน ....
.... ได้ให้สร้างเรือนมุงแถบเดียว ....
.... ได้ให้สร้างเรือนชั้น ....
.... ได้ให้สร้างเรือนโล้น ....
.... ได้ให้สร้างถ้ำ ....
.... ได้ให้สร้างบริเวณ ....
.... ได้ให้สร้างซุ้ม ....
.... ได้ให้สร้างโรงฉัน ....
.... ได้ให้สร้างโรงไฟ ....
.... ได้ให้สร้างกัปปิยกุฎี ....
.... ได้ให้สร้างวัจจกุฎี ....
.... ได้ให้สร้างที่จงกรม ....
.... ได้ให้สร้างโรงจงกรม ....
.... ได้ให้สร้างบ่อน้ำ ....
.... ได้ให้สร้างโรงบ่อน้ำ ....
.... ได้ให้สร้างสระโบกขรณี ....
.... ได้ให้สร้างมณฑป ....
.... ได้ให้สร้างอาราม ....
.... ได้ให้สร้างอารามวัตถุ. ถ้านางส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ขออาราธนาพระ-
*คุณเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันปรารถนาจะถวายทาน ฟังธรรม และพบเห็นภิกษุทั้งหลาย. เมื่อนางส่ง
ทูตมา พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อนางไม่ส่งมา ก็ไม่พึงไป พึงกลับใน ๗ วัน.
อถโข ภควา ราชคเห ยถาภิรนฺตํ วิหริตฺวา เยน
สาวตฺถี เตน จาริกํ ปกฺกามิ✎ ร่าง
Atha kho bhagavā rājagahe yathābhirantaṁ viharitvā yena sāvatthi tena cārikaṁ pakkāmi.
อ้างอิงPTS 1.139 · สยามรัฐ 4.274 · ฉัฏฐสังคายนา 89.183 · พุทธชยันตี 3.350
อนุปุพฺเพน จาริกํ จรมาโน เยน
@เชิงอรรถ: ๑ ม. ปนายฺยา ฯ
สาวตฺถี ตทวสริ ฯ✎ ร่าง
Anupubbena cārikaṁ caramāno yena sāvatthi tadavasari.
ตตฺร สุทํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน
อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ✎ ร่าง
Tatra sudaṁ bhagavā sāvatthiyaṁ viharati jetavane anāthapiṇḍikassa ārāme.
เตน โข ปน สมเยน โกสเลสุ
ชนปเทสุ อุเทเนน อุปาสเกน สงฺฆํ อุทฺทิสฺส วิหาโร การาปิโต
โหติ ฯ✎ ร่าง
Tena kho pana samayena kosalesu janapade udenena upāsakena saṅghaṁ uddissa vihāro kārāpito hoti.
โส ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปาเหติ✎ ร่าง
So bhikkhūnaṁ santike dūtaṁ pāhesi—
อาคจฺฉนฺตุ ภทนฺตา
อิจฺฉามิ ทานญฺจ ทาตุํ ธมฺมญฺจ โสตุํ ภิกฺขู จ ปสฺสิตุนฺติ ฯ✎ ร่าง
“āgacchantu bhadantā, icchāmi dānañca dātuṁ, dhammañca sotuṁ, bhikkhū ca passitun”ti.
ภิกฺขู เอวมาหํสุ✎ ร่าง
Bhikkhū evamāhaṁsu—
ภควตา อาวุโส ปญฺญตฺตํ✎ ร่าง
“bhagavatā, āvuso, paññattaṁ—
น วสฺสํ อุปคนฺตฺวา
ปุริมํ วา เตมาสํ ปจฺฉิมํ วา เตมาสํ อวสิตฺวา จาริกา
ปกฺกมิตพฺพาติ✎ ร่าง
‘na vassaṁ upagantvā purimaṁ vā temāsaṁ pacchimaṁ vā temāsaṁ avasitvā cārikā pakkamitabbā’ti.
อาคเมตุ อุเทโน อุปาสโก ยาว ภิกฺขู วสฺสํ วสนฺติ✎ ร่าง
Āgametu udeno upāsako, yāva bhikkhū vassaṁ vasanti.
วสฺสํ วุตฺถา คมิสฺสนฺติ✎ ร่าง
Vassaṁvuṭṭhā āgamissanti.
สเจ ปนสฺส อจฺจายิกํ กรณียํ ตตฺเถว
อาวาสิกานํ ภิกฺขูนํ สนฺติเก วิหารํ ปติฏฺฐาเปตูติ ฯ✎ ร่าง
Sace panassa accāyikaṁ karaṇīyaṁ, tattheva āvāsikānaṁ bhikkhūnaṁ santike vihāraṁ patiṭṭhāpetū”ti.
อุเทโน
อุปาสโก อุชฺฌายติ ขียติ วิปาเจติ✎ ร่าง
Udeno upāsako ujjhāyati khiyyati vipāceti—
กถํ หิ นาม ภทนฺตา มยา
ปหิเต น อาคจฺฉิสฺสนฺติ✎ ร่าง
“kathañhi nāma bhadantā mayā pahite na āgacchissanti.
อหํ หิ ทายโก การโก สงฺฆุปฏฺฐาโกติ ฯ✎ ร่าง
Ahañhi dāyako kārako saṅghupaṭṭhāko”ti.
อสฺโสสุํ โข ภิกฺขู อุเทนสฺส อุปาสกสฺส อุชฺฌายนฺตสฺส ขียนฺตสฺส
วิปาเจนฺตสฺส ฯ✎ ร่าง
Assosuṁ kho bhikkhū udenassa upāsakassa ujjhāyantassa khiyyantassa vipācentassa.
อถโข เต ภิกฺขู ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ✎ ร่าง
Atha kho te bhikkhū bhagavato etamatthaṁ ārocesuṁ.
อถโข
ภควา เอตสฺมึ นิทาเน✎ ร่าง
Atha kho bhagavā etasmiṁ nidāne etasmiṁ pakaraṇe dhammiṁ kathaṁ katvā bhikkhū āmantesi—