‹ กลับ
พระพุทธานุญาตให้มอบปวารณา
เล่ม ๔ — วินัยปิฎก มหาวรรค ๑ · ข้อ 231 · วิ.ม.ว.๑. ๔/๖๔๓๓ ↗
👁 การแสดงผล
แตะเพื่อเปิด/ปิดแต่ละส่วน
เนื้อความทั้งข้อ
[๒๓๑] ก็โดยสมัยนั้นแล ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันปวารณา มีภิกษุอยู่ด้วยกัน ๕ รูป จึงภิกษุเหล่านั้นได้มีความปริวิตกว่า พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ว่า พึงปวารณาเป็นการสงฆ์ ก็พวกเรามีอยู่เพียง ๕ รูป จะพึงปวารณากันอย่างไรหนอ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุ ๕ รูป ปวารณาเป็นการสงฆ์. สมัยต่อมา ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันปวารณา มีภิกษุอยู่ด้วยกัน ๔ รูป จึงภิกษุเหล่านั้น ได้มีความปริวิตกว่า พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตให้ภิกษุ ๕ รูป ปวารณาเป็นการสงฆ์ ก็พวกเรา มีอยู่เพียง ๔ รูป จะพึงปวารณากันอย่างไรหนอ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มี พระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุ ๔ รูป ปวารณา ต่อกัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุทั้งหลายพึงปวารณาอย่างนี้:- ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้ภิกษุเหล่านั้นทราบด้วยญัตติกรรมวาจาว่า ขอท่านทั้งหลายจงฟังข้าพเจ้า วันนี้เป็นวันปวารณา ถ้าความพร้อมพรั่งของท่าน ทั้งหลายถึงที่แล้ว เราทั้งหลายพึงปวารณากันเถิด. ภิกษุผู้เถระพึงห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระโหย่ง ประคองอัญชลี แล้วกล่าวคำปวารณา ต่อภิกษุเหล่านั้น อย่างนี้ว่า เธอ ฉันปวารณาต่อท่านทั้งหลาย ด้วยได้เห็นก็ดี ด้วยได้ฟังก็ดี ด้วยสงสัยก็ดี ขอท่านทั้งหลายจงอาศัยความกรุณาว่ากล่าวฉัน ฉันเห็นอยู่จักทำคืนเสีย เธอ ฉันปวารณาต่อท่านทั้งหลาย แม้ครั้งที่สอง ด้วยได้เห็นก็ดี ด้วยได้ฟังก็ดี ด้วยสงสัยก็ดี ขอท่านทั้งหลายจงอาศัยความกรุณาว่ากล่าวฉัน ฉันเห็นอยู่จักทำคืนเสีย เธอ ฉันปวารณาต่อท่านทั้งหลาย แม้ครั้งที่สาม ด้วยได้เห็นก็ดี ด้วยได้ฟังก็ดี ด้วยสงสัยก็ดี ขอท่านทั้งหลายจงอาศัยความกรุณาว่ากล่าวฉัน ฉันเห็นอยู่จักทำคืนเสีย ภิกษุผู้นวกะพึงห่มผ้าอุตราสงฆ์เฉวียงบ่า นั่งกระโหย่ง ประคองอัญชลี แล้วกล่าวคำ ปวารณาต่อภิกษุเหล่านั้น อย่างนี้ว่า ท่านเจ้าข้า ผมปวารณาต่อท่านทั้งหลาย ด้วยได้เห็นก็ดี ด้วยได้ฟังก็ดี ด้วยสงสัย ก็ดี ขอท่านทั้งหลายจงอาศัยความกรุณาว่ากล่าวผม ผมเห็นอยู่จักทำคืนเสีย. ท่านเจ้าข้า ผมปวารณาต่อท่านทั้งหลาย แม้ครั้งที่สอง ด้วยได้เห็นก็ดี ด้วยได้ฟัง ก็ดี ด้วยสงสัยก็ดี ขอท่านทั้งหลายจงอาศัยความกรุณาว่ากล่าวผม ผมเห็นอยู่จักทำคืนเสีย. ท่านเจ้าข้า ผมปวารณาต่อท่านทั้งหลาย แม้ครั้งที่สาม ด้วยได้เห็นก็ดี ด้วยได้ฟัง ก็ดี ด้วยสงสัยก็ดี ขอท่านทั้งหลายจงอาศัยความกรุณาว่ากล่าวผม ผมเห็นอยู่จักทำคืนเสีย. สมัยต่อมา ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันปวารณามีภิกษุอยู่ด้วยกัน ๓ รูป จึงภิกษุเหล่านั้น ได้มีความปริวิตกว่า พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตให้ภิกษุ ๕ รูป ปวารณาเป็นการสงฆ์ ให้ภิกษุ ๔ รูป ปวารณาต่อกัน ก็พวกเรามีอยู่ด้วยกัน ๓ รูป จะพึงปวารณากันอย่างไรหนอ แล้วกราบทูล เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุ ๓ รูป ปวารณาต่อกัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุทั้งหลายพึงปวารณาอย่างนี้:- ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้ภิกษุเหล่านั้นทราบด้วยญัตติกรรมวาจาว่า ขอท่านทั้งหลายจงฟังข้าพเจ้า วันนี้เป็นวันปวารณา ถ้าความพร้อมพรั่งของท่าน ทั้งหลายถึงที่แล้ว เราทั้งหลายพึงปวารณากันเถิด. ภิกษุผู้เถระพึงห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระโหย่ง ประคองอัญชลีแล้ว กล่าวคำ ปวารณาต่อภิกษุเหล่านั้นอย่างนี้ ว่าดังนี้:- เธอ ฉันปวารณาต่อเธอทั้งหลาย ด้วยได้เห็นก็ดี ด้วยได้ฟังก็ดี ด้วยสงสัยก็ดี ขอเธอทั้งหลายจงอาศัยความกรุณาว่ากล่าวฉัน ฉันเห็นอยู่จักทำคืนเสีย เธอ ฉันปวารณาต่อเธอทั้งหลาย แม้ครั้งที่สอง ด้วยได้เห็นก็ดี ด้วยได้ฟังก็ดี ด้วยสงสัยก็ดี ขอเธอทั้งหลายจงอาศัยความกรุณาว่ากล่าวฉัน ฉันเห็นอยู่จักทำคืนเสีย เธอ ฉันปวารณาต่อเธอทั้งหลาย แม้ครั้งที่สาม ด้วยได้เห็นก็ดี ด้วยได้ฟังก็ดี ด้วยสงสัยก็ดี ขอเธอทั้งหลายจงอาศัยความกรุณาว่ากล่าวฉัน ฉันเห็นอยู่จักทำคืนเสีย. ภิกษุผู้นวกะพึงห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระโหย่ง ประคองอัญชลีแล้ว กล่าวคำ ปวารณาต่อภิกษุเหล่านั้น อย่างนี้ว่า ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้าปวารณาต่อท่านทั้งหลาย ด้วยได้เห็นก็ดี ด้วยได้ฟังก็ดี ด้วย สงสัยก็ดี ขอท่านทั้งหลายจงอาศัยความกรุณาว่ากล่าวข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเห็นอยู่จักทำคืนเสีย. ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้าปวารณาต่อท่านทั้งหลาย แม้ครั้งที่สอง ด้วยได้เห็นก็ดี ด้วย ได้ฟังก็ดี ด้วยสงสัยก็ดี ขอท่านทั้งหลายจงอาศัยความกรุณาว่ากล่าวข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเห็น อยู่จักทำคืนเสีย. ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้าปวารณาต่อท่านทั้งหลาย แม้ครั้งที่สาม ด้วยได้เห็นก็ดี ด้วย ได้ฟังก็ดี ด้วยสงสัยก็ดี ขอท่านทั้งหลายจงอาศัยความกรุณาว่ากล่าวข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเห็น อยู่จักทำคืนเสีย. สมัยต่อมา ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันปวารณา มีภิกษุอยู่ด้วยกัน ๒ รูป จึงภิกษุทั้งสอง นั้นได้มีความปริวิตกว่า พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตให้ภิกษุ ๕ รูป ปวารณาเป็นการสงฆ์ ให้ ภิกษุ ๔ รูป ปวารณาต่อกัน ให้ภิกษุ ๓ รูป ปวารณาต่อกัน ก็เรามีอยู่ด้วยกันสองรูป จะพึง ปวารณากันอย่างไรหนอ แล้วกราบทูลเรื่องนั้นพระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุ ๒ รูป ปวารณาต่อกัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุทั้งสองพึงปวารณาอย่างนี้:- ภิกษุผู้เถระพึงห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระโหย่ง ประคองอัญชลี แล้วกล่าวคำปวารณา ต่อภิกษุผู้นวกอย่างนี้ ว่าดังนี้:- เธอ ฉันปวารณาต่อเธอ ด้วยได้เห็นก็ดี ด้วยได้ฟังก็ดี ด้วยสงสัยก็ดี ขอเธอ จงอาศัยความกรุณาว่ากล่าวฉัน ฉันเห็นอยู่จักทำคืนเสีย เธอ ฉันปวารณาต่อเธอ แม้ครั้งที่สอง ด้วยได้เห็นก็ดี ด้วยได้ฟังก็ดี ด้วยสงสัย ก็ดี ขอเธอจงอาศัยความกรุณาว่ากล่าวฉัน ฉันเห็นอยู่จักทำคืนเสีย เธอ ฉันปวารณาต่อเธอ แม้ครั้งที่สาม ด้วยได้เห็นก็ดี ด้วยได้ฟังก็ดี ด้วยสงสัย ก็ดี ขอเธอจงอาศัยความกรุณาว่ากล่าวฉัน ฉันเห็นอยู่จักทำคืนเสีย. ภิกษุผู้นวกะพึงห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระโหย่ง ประคองอัญชลี แล้วกล่าวคำ ปวารณาต่อภิกษุผู้เถระอย่างนี้ ว่าดังนี้:- ท่าน ผมปวารณาต่อท่าน ด้วยได้เห็นก็ดี ด้วยได้ฟังก็ดี ด้วยสงสัยก็ดี ขอท่านจง อาศัยความกรุณาว่ากล่าวผม ผมเห็นอยู่จักทำคืนเสีย ท่าน ผมปวารณาต่อท่าน แม้ครั้งที่สอง ด้วยได้เห็นก็ดี ด้วยได้ฟังก็ดี ด้วยสงสัย ก็ดี ขอท่านจงอาศัยความกรุณาว่ากล่าวผม ผมเห็นอยู่จักทำคืนเสีย ท่าน ผมปวารณาต่อท่าน แม้ครั้งที่สาม ด้วยได้เห็นก็ดี ด้วยได้ฟังก็ดี ด้วยสงสัย ก็ดี ขอท่านจงอาศัยความกรุณาว่ากล่าวผม ผมเห็นอยู่จักทำคืนเสีย. สมัยต่อมา ในอาวาสแห่งหนึ่งถึงวันปวารณา มีภิกษุอยู่รูปเดียว จึงภิกษุนั้นได้มีความ ปริวิตกว่า พระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตให้ภิกษุ ๕ รูป ปวารณาเป็นการสงฆ์ ให้ภิกษุ ๔ รูป ปวารณาต่อกัน ให้ภิกษุ ๓ รูป ปวารณาต่อกัน ให้ภิกษุ ๒ รูป ปวารณาต่อกัน ก็เรามีอยู่รูปเดียว จะพึงปวารณากันได้อย่างไรหนอ. ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาค ตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันปวารณา มีภิกษุใน ศาสนานี้อยู่รูปเดียว. ภิกษุนั้นพึงกวาดสถานที่เป็นที่ไปมาแห่งภิกษุทั้งหลาย คือ จะเป็นโรงฉัน มณฑปหรือโคนต้นไม้ ก็ตาม แล้วจัดตั้งน้ำฉัน น้ำใช้ไว้ ปูอาสนะ ตามประทีป แล้วนั่งรออยู่. หากมีภิกษุเหล่าอื่นมา พึงปวารณาร่วมกับพวกเธอ หากไม่มีมา พึงอธิษฐานว่า ปวารณาของเรา วันนี้ หากไม่อธิษฐาน ต้องอาบัติทุกกฏ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในอาวาสที่มีภิกษุอยู่ด้วยกัน ๕ รูป จะนำปวารณาของภิกษุรูปหนึ่ง มาแล้ว ๔ รูปปวารณาเป็นการสงฆ์ไม่ได้ หากขืนปวารณา ต้องอาบัติทุกกฏ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในอาวาสที่มีภิกษุอยู่ด้วยกัน ๔ รูป จะนำปวารณาของภิกษุรูปหนึ่งมา แล้ว ๓ รูปปวารณาต่อกันไม่ได้ หากขืนปวารณา ต้องอาบัติทุกกฏ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในอาวาสที่มีภิกษุอยู่ด้วยกัน ๓ รูป จะนำปวารณาของภิกษุรูปหนึ่ง มาแล้ว ๒ รูปปวารณาต่อกันไม่ได้ หากขืนปวารณา ต้องอาบัติทุกกฏ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในอาวาสที่มีภิกษุอยู่ด้วยกัน ๒ รูป จะนำปวารณาของภิกษุรูปหนึ่ง มาแล้ว อีกรูปหนึ่งอธิษฐานไม่ได้ หากขืนอธิษฐาน ต้องอาบัติทุกกฏ.
เทียบรายประโยค (108 ประโยค)
pli-tv-kd4:5.1.1 #
เตน โข ปน สมเยน อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย ปญฺจ ภิกฺขู วิหรนฺติ ฯ✎ ร่าง
Tena kho pana samayena aññatarasmiṁ āvāse tadahu pavāraṇāya pañca bhikkhū viharanti.
pli-tv-kd4:5.1.2 #
อถโข เตสํ ภิกฺขูนํ เอตทโหสิ✎ ร่าง
Atha kho tesaṁ bhikkhūnaṁ etadahosi—
pli-tv-kd4:5.1.3 #
ภควตา ปญฺญตฺตํ✎ ร่าง
“bhagavatā paññattaṁ—
pli-tv-kd4:5.1.4 #
สงฺเฆน ปวาเรตพฺพนฺติ✎ ร่าง
‘saṅghena pavāretabban’ti.
pli-tv-kd4:5.1.5 #
มยญฺจมฺห ปญฺจ ชนา✎ ร่าง
Mayañcamhā pañca janā.
pli-tv-kd4:5.1.6 #
กถํ นุ โข อเมฺหหิ ปวาเรตพฺพนฺติ ฯ✎ ร่าง
Kathaṁ nu kho amhehi pavāretabban”ti?
pli-tv-kd4:5.1.7 #
ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ✎ ร่าง
Bhagavato etamatthaṁ ārocesuṁ.
pli-tv-kd4:5.1.8 #
อนุชานามิ ภิกฺขเว ปญฺจนฺนํ สงฺเฆน ๑- ปวาเรตุนฺติ ฯ✎ ร่าง
“Anujānāmi, bhikkhave, pañcannaṁ saṅghe pavāretun”ti.
pli-tv-kd4:5.2.1 #
เตน โข ปน สมเยน อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย จตฺตาโร ภิกฺขู วิหรนฺติ ฯ✎ ร่าง
Tena kho pana samayena aññatarasmiṁ āvāse tadahu pavāraṇāya cattāro bhikkhū viharanti.
อ้างอิงฉัฏฐสังคายนา 89.217
pli-tv-kd4:5.2.2 #
อถโข เตสํ ภิกฺขูนํ เอตทโหสิ✎ ร่าง
Atha kho tesaṁ bhikkhūnaṁ etadahosi—
pli-tv-kd4:5.2.3 #
ภควตา อนุญฺญาตํ ปญฺจนฺนํ สงฺเฆน ปวาเรตุํ✎ ร่าง
“bhagavatā anuññātaṁ pañcannaṁ saṅghe pavāretunti.
pli-tv-kd4:5.2.4 #
มยญฺจมฺห จตฺตาโร ชนา✎ ร่าง
Mayañcamhā cattāro janā.
pli-tv-kd4:5.2.5 #
กถํ นุ โข อเมฺหหิ ปวาเรตพฺพนฺติ ฯ✎ ร่าง
Kathaṁ nu kho amhehi pavāretabban”ti?
pli-tv-kd4:5.2.6 #
ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ✎ ร่าง
Bhagavato etamatthaṁ ārocesuṁ.
pli-tv-kd4:5.2.7 #
อนุชานามิ ภิกฺขเว จตุนฺนํ อญฺญมญฺญํ ปวาเรตุํ ฯ✎ ร่าง
“Anujānāmi, bhikkhave, catunnaṁ aññamaññaṁ pavāretuṁ.
pli-tv-kd4:5.3.1 #
เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว ปวาเรตพฺพํ ฯ✎ ร่าง
Evañca pana, bhikkhave, pavāretabbaṁ.
pli-tv-kd4:5.3.2 #
พฺยตฺเตน ภิกฺขุนา ปฏิพเลน เต ภิกฺขู ญาเปตพฺพา✎ ร่าง
Byattena bhikkhunā paṭibalena te bhikkhū ñāpetabbā—
pli-tv-kd4:5.3.3 #
สุณนฺตุ เม อายสฺมนฺโต✎ ร่าง
‘Suṇantu me āyasmanto.
อ้างอิงสยามรัฐ 4.321
pli-tv-kd4:5.3.4 #
อชฺช ปวารณา ฯ✎ ร่าง
Ajja pavāraṇā.
pli-tv-kd4:5.3.5 #
ยทายสฺมนฺตานํ ปตฺตกลฺลํ มยํ อญฺญมญฺญํ ปวาเรยฺยามาติ ฯ✎ ร่าง
Yadāyasmantānaṁ pattakallaṁ, mayaṁ aññamaññaṁ pavāreyyāmā’ti.
pli-tv-kd4:5.3.6 #
เถเรน ภิกฺขุนา เอกํสํ อุตฺตราสงฺคํ กริตฺวา อุกฺกุฏิกํ นิสีทิตฺวา อญฺชลึ ปคฺคเหตฺวา เต ภิกฺขู เอวมสฺสุ วจนียา✎ ร่าง
Therena bhikkhunā ekaṁsaṁ uttarāsaṅgaṁ karitvā ukkuṭikaṁ nisīditvā añjaliṁ paggahetvā te bhikkhū evamassu vacanīyā—
pli-tv-kd4:5.3.7 #
อหํ อาวุโส อายสฺมนฺเต ปวาเรมิ ทิฏฺเฐน วา สุเตน วา ปริสงฺกาย วา✎ ร่าง
‘ahaṁ, āvuso, āyasmante pavāremi diṭṭhena vā sutena vā parisaṅkāya vā.
pli-tv-kd4:5.3.8 #
วทนฺตุ มํ อายสฺมนฺโต อนุกมฺปํ อุปาทาย✎ ร่าง
Vadantu maṁ āyasmanto anukampaṁ upādāya.
pli-tv-kd4:5.3.9 #
ปสฺสนฺโต ปฏิกริสฺสามิ✎ ร่าง
Passanto paṭikarissāmi.
pli-tv-kd4:5.3.10 #
ทุติยมฺปิ✎ ร่าง
Dutiyampi …pe…
pli-tv-kd4:5.3.11 #
อาวุโส อายสฺมนฺเต ปวาเรมิ ทิฏฺเฐน วา สุเตน วา ปริสงฺกาย วา✎ ร่าง
tatiyampi ahaṁ, āvuso, āyasmante pavāremi diṭṭhena vā sutena vā parisaṅkāya vā.
pli-tv-kd4:5.3.12 #
วทนฺตุ มํ อายสฺมนฺโต อนุกมฺปํ อุปาทาย ปสฺสนฺโต ปฏิกริสฺสามิ ตติยมฺปิ อาวุโส อายสฺมนฺเต ปวาเรมิ ทิฏฺเฐน วา สุเตน วา ปริสงฺกาย วา วทนฺตุ มํ อายสฺมนฺโต อนุกมฺปํ อุปาทาย✎ ร่าง
Vadantu maṁ āyasmanto anukampaṁ upādāya.
pli-tv-kd4:5.3.13 #
ปสฺสนฺโต ปฏิกริสฺสามีติ ฯ✎ ร่าง
Passanto paṭikarissāmī’ti.
pli-tv-kd4:5.3.14 #
นวเกน ภิกฺขุนา เอกํสํ อุตฺตราสงฺคํ กริตฺวา อุกฺกุฏิกํ นิสีทิตฺวา อญฺชลึ ปคฺคเหตฺวา เต ภิกฺขู เอวมสฺสุ วจนียา✎ ร่าง
Navakena bhikkhunā ekaṁsaṁ uttarāsaṅgaṁ karitvā ukkuṭikaṁ nisīditvā añjaliṁ paggahetvā te bhikkhū evamassu vacanīyā—
pli-tv-kd4:5.3.15 #
อหํ ภนฺเต อายสฺมนฺเต ปวาเรมิ ทิฏฺเฐน วา สุเตน วา ปริสงฺกาย วา✎ ร่าง
‘ahaṁ, bhante, āyasmante pavāremi diṭṭhena vā sutena vā parisaṅkāya vā.
pli-tv-kd4:5.3.16 #
วทนฺตุ มํ อายสฺมนฺโต อนุกมฺปํ อุปาทาย✎ ร่าง
Vadantu maṁ āyasmanto anukampaṁ upādāya.
pli-tv-kd4:5.3.17 #
ปสฺสนฺโต ปฏิกริสฺสามิ✎ ร่าง
Passanto paṭikarissāmi.
pli-tv-kd4:5.3.18 #
ทุติยมฺปิ✎ ร่าง
Dutiyampi …pe…
pli-tv-kd4:5.3.19 #
ภนฺเต อายสฺมนฺเต ปวาเรมิ ทิฏฺเฐน วา สุเตน วา ปริสงฺกาย วา✎ ร่าง
tatiyampi ahaṁ, bhante, āyasmante pavāremi diṭṭhena vā sutena vā parisaṅkāya vā.
pli-tv-kd4:5.3.20 #
วทนฺตุ มํ อายสฺมนฺโต อนุกมฺปํ อุปาทาย ปสฺสนฺโต ปฏิกริสฺสามิ ตติยมฺปิ ภนฺเต อายสฺมนฺเต ปวาเรมิ ทิฏฺเฐน วา สุเตน วา ปริสงฺกาย วา วทนฺตุ มํ อายสฺมนฺโต อนุกมฺปํ อุปาทาย✎ ร่าง
Vadantu maṁ āyasmanto anukampaṁ upādāya.
pli-tv-kd4:5.3.21 #
ปสฺสนฺโต ปฏิกริสฺสามีติ ฯ✎ ร่าง
Passanto paṭikarissāmī’”ti.
pli-tv-kd4:5.4.1 #
เตน โข ปน สมเยน อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย ตโย ภิกฺขู วิหรนฺติ ฯ✎ ร่าง
Tena kho pana samayena aññatarasmiṁ āvāse tadahu pavāraṇāya tayo bhikkhū viharanti.
อ้างอิงสยามรัฐ 4.322 · พุทธชยันตี 3.410
pli-tv-kd4:5.4.2 #
อถโข เตสํ ภิกฺขูนํ เอตทโหสิ✎ ร่าง
Atha kho tesaṁ bhikkhūnaṁ etadahosi—
pli-tv-kd4:5.4.3 #
ภควตา อนุญฺญาตํ ปญฺจนฺนํ สงฺเฆน ปวาเรตุํ จตุนฺนํ อญฺญมญฺญํ ปวาเรตุํ✎ ร่าง
“bhagavatā anuññātaṁ pañcannaṁ saṅghe pavāretuṁ, catunnaṁ aññamaññaṁ pavāretuṁ.
pli-tv-kd4:5.4.4 #
มยญฺจมฺห ตโย ชนา✎ ร่าง
Mayañcamhā tayo janā.
pli-tv-kd4:5.4.5 #
กถํ นุ โข อเมฺหหิ ปวาเรตพฺพนฺติ ฯ✎ ร่าง
Kathaṁ nu kho amhehi pavāretabban”ti?
pli-tv-kd4:5.4.6 #
ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ✎ ร่าง
Bhagavato etamatthaṁ ārocesuṁ.
pli-tv-kd4:5.4.7 #
อนุชานามิ ภิกฺขเว ติณฺณนฺนํ อญฺญมญฺญํ ปวาเรตุํ ฯ✎ ร่าง
“Anujānāmi, bhikkhave, tiṇṇaṁ aññamaññaṁ pavāretuṁ.
pli-tv-kd4:5.4.8 #
เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว ปวาเรตพฺพํ ฯ✎ ร่าง
Evañca pana, bhikkhave, pavāretabbaṁ.
pli-tv-kd4:5.4.9 #
พฺยตฺเตน ภิกฺขุนา ปฏิพเลน เต ภิกฺขู ญาเปตพฺพา✎ ร่าง
Byattena bhikkhunā paṭibalena te bhikkhū ñāpetabbā—
pli-tv-kd4:5.4.10 #
สุณนฺตุ เม อายสฺมนฺตา✎ ร่าง
‘Suṇantu me āyasmantā.
อ้างอิงฉัฏฐสังคายนา 89.218
pli-tv-kd4:5.4.11 #
อชฺช ปวารณา ฯ✎ ร่าง
Ajja pavāraṇā.
pli-tv-kd4:5.4.12 #
ยทายสฺมนฺตานํ ปตฺตกลฺลํ มยํ อญฺญมญฺญํ ปวาเรยฺยามาติ ฯ✎ ร่าง
Yadāyasmantānaṁ pattakallaṁ, mayaṁ aññamaññaṁ pavāreyyāmā’ti.
pli-tv-kd4:5.4.13 #
เถเรน ภิกฺขุนา เอกํสํ อุตฺตราสงฺคํ กริตฺวา อุกฺกุฏิกํ นิสีทิตฺวา อญฺชลึ ปคฺคเหตฺวา เต ภิกฺขู เอวมสฺสุ วจนียา✎ ร่าง
Therena bhikkhunā ekaṁsaṁ uttarāsaṅgaṁ karitvā ukkuṭikaṁ nisīditvā añjaliṁ paggahetvā te bhikkhū evamassu vacanīyā—
pli-tv-kd4:5.4.14 #
อหํ อาวุโส อายสฺมนฺเต ปวาเรมิ ทิฏฺเฐน วา สุเตน วา ปริสงฺกาย วา✎ ร่าง
‘ahaṁ, āvuso, āyasmante pavāremi diṭṭhena vā sutena vā parisaṅkāya vā.
pli-tv-kd4:5.4.15 #
วทนฺตุ มํ อายสฺมนฺตา อนุกมฺปํ อุปาทาย✎ ร่าง
Vadantu maṁ āyasmantā anukampaṁ upādāya.
pli-tv-kd4:5.4.16 #
ปสฺสนฺโต ปฏิกริสฺสามิ✎ ร่าง
Passanto paṭikarissāmi.
pli-tv-kd4:5.4.17 #
ทุติยมฺปิ✎ ร่าง
Dutiyampi …pe…
pli-tv-kd4:5.4.18 #
อาวุโส อายสฺมนฺเต ปวาเรมิ ทิฏฺเฐน วา สุเตน วา ปริสงฺกาย วา✎ ร่าง
tatiyampi ahaṁ, āvuso, āyasmante pavāremi diṭṭhena vā sutena vā parisaṅkāya vā.
pli-tv-kd4:5.4.19 #
วทนฺตุ มํ อายสฺมนฺตา อนุกมฺปํ อุปาทาย ปสฺสนฺโต ปฏิกริสฺสามิ ตติยมฺปิ อาวุโส อายสฺมนฺเต ปวาเรมิ ทิฏฺเฐน วา สุเตน วา ปริสงฺกาย วา วทนฺตุ มํ อายสฺมนฺตา อนุกมฺปํ อุปาทาย✎ ร่าง
Vadantu maṁ āyasmantā anukampaṁ upādāya.
pli-tv-kd4:5.4.20 #
ปสฺสนฺโต ปฏิกริสฺสามีติ ฯ✎ ร่าง
Passanto paṭikarissāmī’ti.
pli-tv-kd4:5.4.21 #
นวเกน ภิกฺขุนา เอกํสํ อุตฺตราสงฺคํ กริตฺวา อุกฺกุฏิกํ นิสีทิตฺวา อญฺชลึ ปคฺคเหตฺวา เต ภิกฺขู เอวมสฺสุ วจนียา✎ ร่าง
Navakena bhikkhunā ekaṁsaṁ uttarāsaṅgaṁ karitvā ukkuṭikaṁ nisīditvā añjaliṁ paggahetvā te bhikkhū evamassu vacanīyā—
อ้างอิงPTS 1.163 · สยามรัฐ 4.323
pli-tv-kd4:5.4.22 #
อหํ ภนฺเต อายสฺมนฺเต ปวาเรมิ ทิฏฺเฐน วา สุเตน วา ปริสงฺกาย วา✎ ร่าง
‘ahaṁ, bhante, āyasmante pavāremi diṭṭhena vā sutena vā parisaṅkāya vā.
pli-tv-kd4:5.4.23 #
วทนฺตุ มํ อายสฺมนฺตา อนุกมฺปํ อุปาทาย✎ ร่าง
Vadantu maṁ āyasmantā anukampaṁ upādāya.
pli-tv-kd4:5.4.24 #
ปสฺสนฺโต ปฏิกริสฺสามิ✎ ร่าง
Passanto paṭikarissāmi.
pli-tv-kd4:5.4.25 #
ทุติยมฺปิ✎ ร่าง
Dutiyampi …pe…
pli-tv-kd4:5.4.26 #
ภนฺเต อายสฺมนฺเต ปวาเรมิ ทิฏฺเฐน วา สุเตน วา ปริสงฺกาย วา✎ ร่าง
tatiyampi ahaṁ, bhante, āyasmante pavāremi diṭṭhena vā sutena vā parisaṅkāya vā.
pli-tv-kd4:5.4.27 #
วทนฺตุ มํ อายสฺมนฺตา อนุกมฺปํ อุปาทาย ปสฺสนฺโต ปฏิกริสฺสามิ ตติยมฺปิ ภนฺเต อายสฺมนฺเต ปวาเรมิ ทิฏฺเฐน วา สุเตน วา ปริสงฺกาย วา วทนฺตุ มํ อายสฺมนฺตา อนุกมฺปํ อุปาทาย✎ ร่าง
Vadantu maṁ āyasmantā anukampaṁ upādāya.
pli-tv-kd4:5.4.28 #
ปสฺสนฺโต ปฏิกริสฺสามีติ ฯ✎ ร่าง
Passanto paṭikarissāmī’”ti.
pli-tv-kd4:5.5.1 #
เตน โข ปน สมเยน อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย เทฺว ภิกฺขู วิหรนฺติ✎ ร่าง
Tena kho pana samayena aññatarasmiṁ āvāse tadahu pavāraṇāya dve bhikkhū viharanti.
pli-tv-kd4:5.5.2 #
อถโข เตสํ ภิกฺขูนํ เอตทโหสิ✎ ร่าง
Atha kho tesaṁ bhikkhūnaṁ etadahosi—
pli-tv-kd4:5.5.3 #
ภควตา อนุญฺญาตํ ปญฺจนฺนํ สงฺเฆน ปวาเรตุํ จตุนฺนํ อญฺญมญฺญํ ปวาเรตุํ ติณฺณนฺนํ อญฺญมญฺญํ ปวาเรตุํ✎ ร่าง
“bhagavatā anuññātaṁ pañcannaṁ saṅghe pavāretuṁ, catunnaṁ aññamaññaṁ pavāretuṁ, tiṇṇaṁ aññamaññaṁ pavāretuṁ.
pli-tv-kd4:5.5.4 #
มยญฺจมฺห เทฺว ชนา✎ ร่าง
Mayañcamhā dve janā.
pli-tv-kd4:5.5.5 #
กถํ นุ โข อเมฺหหิ ปวาเรตพฺพนฺติ ฯ✎ ร่าง
Kathaṁ nu kho amhehi pavāretabban”ti.
pli-tv-kd4:5.5.6 #
ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ✎ ร่าง
Bhagavato etamatthaṁ ārocesuṁ.
pli-tv-kd4:5.5.7 #
อนุชานามิ ภิกฺขเว ทฺวินฺนํ อญฺญมญฺญํ ปวาเรตุํ ฯ✎ ร่าง
“Anujānāmi, bhikkhave, dvinnaṁ aññamaññaṁ pavāretuṁ.
pli-tv-kd4:5.6.1 #
เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว ปวาเรตพฺพํ ฯ✎ ร่าง
Evañca pana, bhikkhave, pavāretabbaṁ.
pli-tv-kd4:5.6.2 #
เถเรน ภิกฺขุนา เอกํสํ อุตฺตราสงฺคํ กริตฺวา อุกฺกุฏิกํ นิสีทิตฺวา อญฺชลึ ปคฺคเหตฺวา นโว ภิกฺขุ เอวมสฺส วจนีโย✎ ร่าง
Therena bhikkhunā ekaṁsaṁ uttarāsaṅgaṁ karitvā ukkuṭikaṁ nisīditvā añjaliṁ paggahetvā navo bhikkhu evamassa vacanīyo—
pli-tv-kd4:5.6.3 #
อหํ อาวุโส อายสฺมนฺตํ ปวาเรมิ ทิฏฺเฐน วา สุเตน วา ปริสงฺกาย วา✎ ร่าง
‘ahaṁ, āvuso, āyasmantaṁ pavāremi diṭṭhena vā sutena vā parisaṅkāya vā.
pli-tv-kd4:5.6.4 #
วทตุ มํ อายสฺมา อนุกมฺปํ อุปาทาย✎ ร่าง
Vadatu maṁ āyasmā anukampaṁ upādāya.
pli-tv-kd4:5.6.5 #
ปสฺสนฺโต ปฏิกริสฺสามิ✎ ร่าง
Passanto paṭikarissāmi.
pli-tv-kd4:5.6.6 #
ทุติยมฺปิ✎ ร่าง
Dutiyampi …pe…
pli-tv-kd4:5.6.7 #
อาวุโส อายสฺมนฺตํ ปวาเรมิ ทิฏฺเฐน วา สุเตน วา ปริสงฺกาย วา✎ ร่าง
tatiyampi ahaṁ, āvuso, āyasmantaṁ pavāremi diṭṭhena vā sutena vā parisaṅkāya vā.
pli-tv-kd4:5.6.8 #
วทตุ มํ อายสฺมา อนุกมฺปํ อุปาทาย ปสฺสนฺโต ปฏิกริสฺสามิ ตติยมฺปิ อาวุโส อายสฺมนฺตํ ปวาเรมิ ทิฏฺเฐน วา สุเตน วา ปริสงฺกาย วา วทตุ มํ อายสฺมา อนุกมฺปํ อุปาทาย✎ ร่าง
Vadatu maṁ āyasmā anukampaṁ upādāya.
pli-tv-kd4:5.6.9 #
ปสฺสนฺโต ปฏิกริสฺสามีติ ฯ✎ ร่าง
Passanto paṭikarissāmīti.
pli-tv-kd4:5.6.10 #
นวเกน ภิกฺขุนา เอกํสํ อุตฺตราสงฺคํ กริตฺวา อุกฺกุฏิกํ นิสีทิตฺวา อญฺชลึ ปคฺคเหตฺวา เถโร ภิกฺขุ เอวมสฺส วจนีโย✎ ร่าง
Navakena bhikkhunā ekaṁsaṁ uttarāsaṅgaṁ karitvā ukkuṭikaṁ nisīditvā añjaliṁ paggahetvā thero bhikkhu evamassa vacanīyo—
อ้างอิงสยามรัฐ 4.324 · ฉัฏฐสังคายนา 89.219 · พุทธชยันตี 3.412
pli-tv-kd4:5.6.11 #
อหํ ภนฺเต อายสฺมนฺตํ ปวาเรมิ ทิฏฺเฐน วา สุเตน วา ปริสงฺกาย วา✎ ร่าง
‘ahaṁ, bhante, āyasmantaṁ pavāremi diṭṭhena vā sutena vā parisaṅkāya vā.
pli-tv-kd4:5.6.12 #
วทตุ มํ อายสฺมา อนุกมฺปํ อุปาทาย✎ ร่าง
Vadatu maṁ āyasmā anukampaṁ upādāya.
pli-tv-kd4:5.6.13 #
ปสฺสนฺโต ปฏิกริสฺสามิ✎ ร่าง
Passanto paṭikarissāmi.
pli-tv-kd4:5.6.14 #
ทุติยมฺปิ✎ ร่าง
Dutiyampi …pe…
pli-tv-kd4:5.6.15 #
ภนฺเต อายสฺมนฺตํ ปวาเรมิ ทิฏฺเฐน วา สุเตน วา ปริสงฺกาย วา✎ ร่าง
tatiyampi ahaṁ, bhante, āyasmantaṁ pavāremi diṭṭhena vā sutena vā parisaṅkāya vā.
pli-tv-kd4:5.6.16 #
วทตุ มํ อายสฺมา อนุกมฺปํ อุปาทาย ปสฺสนฺโต ปฏิกริสฺสามิ ตติยมฺปิ ภนฺเต อายสฺมนฺตํ ปวาเรมิ ทิฏฺเฐน วา สุเตน วา ปริสงฺกาย วา วทตุ มํ อายสฺมา อนุกมฺปํ อุปาทาย✎ ร่าง
Vadatu maṁ āyasmā anukampaṁ upādāya.
pli-tv-kd4:5.6.17 #
ปสฺสนฺโต ปฏิกริสฺสามีติ ฯ✎ ร่าง
Passanto paṭikarissāmī’”ti.
pli-tv-kd4:5.7.1 #
เตน โข ปน สมเยน อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย เอโก ภิกฺขุ วิหรติ ฯ✎ ร่าง
Tena kho pana samayena aññatarasmiṁ āvāse tadahu pavāraṇāya eko bhikkhu viharati.
pli-tv-kd4:5.7.2 #
อถโข ตสฺส ภิกฺขุโน เอตทโหสิ✎ ร่าง
Atha kho tassa bhikkhuno etadahosi—
pli-tv-kd4:5.7.3 #
ภควตา อนุญฺญาตํ ปญฺจนฺนํ สงฺเฆน ปวาเรตุํ จตุนฺนํ อญฺญมญฺญํ ปวาเรตุํ ติณฺณนฺนํ อญฺญมญฺญํ ปวาเรตุํ ทฺวินฺนํ อญฺญมญฺญํ ปวาเรตุํ✎ ร่าง
“bhagavatā anuññātaṁ pañcannaṁ saṅghe pavāretuṁ, catunnaṁ aññamaññaṁ pavāretuṁ, tiṇṇaṁ aññamaññaṁ pavāretuṁ, dvinnaṁ aññamaññaṁ pavāretuṁ.
pli-tv-kd4:5.7.4 #
อหญฺจมฺหิ เอกโก✎ ร่าง
Ahañcamhi ekako.
pli-tv-kd4:5.7.5 #
กถํ นุ โข มยา ปวาเรตพฺพนฺติ ฯ✎ ร่าง
Kathaṁ nu kho mayā pavāretabban”ti?
pli-tv-kd4:5.7.6 #
ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ✎ ร่าง
Bhagavato etamatthaṁ ārocesuṁ.
pli-tv-kd4:5.8.1 #
อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย เอโก ภิกฺขุ วิหรติ ฯ✎ ร่าง
“Idha pana, bhikkhave, aññatarasmiṁ āvāse tadahu pavāraṇāya eko bhikkhu viharati.
pli-tv-kd4:5.8.2 #
เตน ภิกฺขเว ภิกฺขุนา ยตฺถ ภิกฺขู ปฏิกฺกมนฺติ อุปฏฺฐานสาลาย วา มณฺฑเป วา รุกฺขมูเล วา โส เทโส สมฺมชฺชิตฺวา ปานียํ ปริโภชนียํ อุปฏฺฐาเปตฺวา อาสนํ ปญฺญาเปตฺวา ปทีปํ กตฺวา นิสีทิตพฺพํ ฯ✎ ร่าง
Tena, bhikkhave, bhikkhunā yattha bhikkhū paṭikkamanti upaṭṭhānasālāya vā maṇḍape vā rukkhamūle vā, so deso sammajjitvā pānīyaṁ paribhojanīyaṁ upaṭṭhāpetvā āsanaṁ paññapetvā padīpaṁ katvā nisīditabbaṁ.
pli-tv-kd4:5.8.3 #
สเจ อญฺเญ ภิกฺขู อาคจฺฉนฺติ เตหิ สทฺธึ ปวาเรตพฺพํ✎ ร่าง
Sace aññe bhikkhū āgacchanti, tehi saddhiṁ pavāretabbaṁ;
pli-tv-kd4:5.8.4 #
โน เจ อาคจฺฉนฺติ อชฺช เม ปวารณาติ อธิฏฺฐาตพฺพํ✎ ร่าง
no ce āgacchanti, ‘ajja me pavāraṇā’ti adhiṭṭhātabbaṁ.
pli-tv-kd4:5.8.5 #
โน เจ อธิฏฺฐเหยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ✎ ร่าง
No ce adhiṭṭheyya, āpatti dukkaṭassa.
pli-tv-kd4:5.9.1 #
ตตฺร ภิกฺขเว ยตฺถ ปญฺจ ภิกฺขู วิหรนฺติ น เอกสฺส ปวารณํ อาหริตฺวา จตูหิ สงฺเฆน ปวาเรตพฺพํ✎ ร่าง
Tatra, bhikkhave, yattha pañca bhikkhū viharanti, na ekassa pavāraṇaṁ āharitvā catūhi saṅghe pavāretabbaṁ.
อ้างอิงสยามรัฐ 4.325
pli-tv-kd4:5.9.2 #
ปวาเรยฺยุํ เจ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ✎ ร่าง
Pavāreyyuñce, āpatti dukkaṭassa.
pli-tv-kd4:5.9.3 #
ตตฺร ภิกฺขเว ยตฺถ จตฺตาโร ภิกฺขู วิหรนฺติ น เอกสฺส ปวารณํ อาหริตฺวา ตีหิ อญฺญมญฺญํ ปวาเรตพฺพํ✎ ร่าง
Tatra, bhikkhave, yattha cattāro bhikkhū viharanti, na ekassa pavāraṇaṁ āharitvā tīhi aññamaññaṁ pavāretabbaṁ.
pli-tv-kd4:5.9.4 #
ปวาเรยฺยุํ เจ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ✎ ร่าง
Pavāreyyuñce, āpatti dukkaṭassa.
pli-tv-kd4:5.9.5 #
ตตฺร ภิกฺขเว ยตฺถ ตโย ภิกฺขู วิหรนฺติ น เอกสฺส ปวารณํ อาหริตฺวา ทฺวีหิ อญฺญมญฺญํ ปวาเรตพฺพํ✎ ร่าง
Tatra, bhikkhave, yattha tayo bhikkhū viharanti, na ekassa pavāraṇaṁ āharitvā dvīhi aññamaññaṁ pavāretabbaṁ.
อ้างอิงPTS 1.164
pli-tv-kd4:5.9.6 #
ปวาเรยฺยุํ เจ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ✎ ร่าง
Pavāreyyuñce, āpatti dukkaṭassa.
pli-tv-kd4:5.9.7 #
ตตฺร ภิกฺขเว ยตฺถ เทฺว ภิกฺขู วิหรนฺติ น เอกสฺส ปวารณํ อาหริตฺวา เอเกน อธิฏฺฐาตพฺพํ✎ ร่าง
Tatra, bhikkhave, yattha dve bhikkhū viharanti, na ekassa pavāraṇaṁ āharitvā ekena adhiṭṭhātabbaṁ.
pli-tv-kd4:5.9.8 #
อธิฏฺฐเหยฺย เจ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ✎ ร่าง
Adhiṭṭheyya ce, āpatti dukkaṭassā”ti.
pli-tv-kd4:6.1.0 #
6. Āpattipaṭikammavidhi
‹ กลับสารบัญ เล่ม ๔ — วินัยปิฎก มหาวรรค ๑
ความน่าเชื่อถือ: ✓ ทางการ 🤖 AI จับคู่ ✎ ร่าง — "ร่าง" คือจับคู่อัตโนมัติ อาจคลาดเคลื่อน ยังไม่ตรวจทาน