เนื้อความทั้งข้อ
[๗] ครั้นล่วง ๗ วัน พระผู้มีพระภาคทรงออกจากสมาธินั้นแล้ว เสด็จจากควงไม้
ราชายตนะ เข้าไปยังต้นไม้อชปาลนิโครธ. ทราบว่า พระองค์ประทับอยู่ ณ ควงไม้อชปาลนิโครธ
นั้น และพระองค์เสด็จไปในที่สงัด หลีกเร้นอยู่ ได้มีพระปริวิตกแห่งจิตเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า ธรรม
ที่เราได้บรรลุแล้วนี้ เป็นคุณอันลึก เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก เป็นธรรมสงบ ประณีต ไม่หยั่ง
ลงสู่ความตรึก ละเอียด เป็นวิสัยที่บัณฑิตจะพึงรู้แจ้ง ส่วนหมู่สัตว์นี้เริงรมย์ด้วยอาลัย ยินดีใน
อาลัย ชื่นชมในอาลัย ฐานะคือความที่อวิชชาเป็นปัจจัยแห่งสังขารเป็นต้นนี้ เป็นสภาพอาศัย
ปัจจัยเกิดขึ้นนี้ อันหมู่สัตว์ผู้เริงรมย์ด้วยอาลัย ยินดีในอาลัย ชื่นชมในอาลัยเห็นได้ยาก แม้
ฐานะคือธรรมเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง เป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นตัณหา เป็นที่สิ้น
กำหนัด เป็นที่ดับสนิท หากิเลสเครื่องร้อยรัดมิได้นี้ ก็แสนยากที่จะเห็นได้ ก็ถ้าเราจะพึงแสดง
ธรรม สัตว์เหล่าอื่นก็จะไม่พึงรู้ทั่วถึงธรรมของเรา ข้อนั้น จะพึงเป็นความเหน็ดเหนื่อยเปล่า
แก่เรา จะพึงเป็นความลำบากเปล่าแก่เรา.
อนึ่ง อนัจฉริยคาถาเหล่านี้ ที่ไม่เคยได้สดับในกาลก่อน ปรากฏแก่พระผู้มีพระภาค
ว่าดังนี้:-
บัดนี้ เรายังไม่ควรจะประกาศธรรมที่เราได้บรรลุแล้ว
โดยยาก เพราะธรรมนี้อันสัตว์ผู้อันราคะและโทสะ
ครอบงำแล้วไม่ตรัสรู้ได้ง่าย สัตว์ผู้อันราคะย้อมแล้ว
ถูกกองอวิชชาหุ้มห่อแล้ว จักไม่เห็นธรรมอันละเอียด
ลึกซึ้ง ยากที่จะเห็น ละเอียดยิ่ง อันจะยังสัตว์
ให้ถึงธรรมที่ทวนกระแสคือนิพพาน.
เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงพิจารณาเห็นอยู่ ดังนี้ พระทัยก็น้อมไปเพื่อความขวนขวายน้อย
ไม่น้อมไปเพื่อทรงแสดงธรรม.
อถโข ภควา สตฺตาหสฺส อจฺจเยน ตมฺหา สมาธิมฺหา
วุฏฺฐหิตฺวา ราชายตนมูลา เยน อชปาลนิโคฺรโธ เตนุปสงฺกมิ ๓- ฯ
ตตฺร สุทํ ภควา อชปาลนิโคฺรธมูเล วิหรติ ฯ✎ ร่าง
Tatra sudaṁ bhagavā ajapālanigrodhamūle viharati.
อถโข ภควโต
รโหคตสฺส ปฏิสลฺลีนสฺส เอวํ เจตโส ปริวิตกฺโก อุทปาทิ✎ ร่าง
Atha kho bhagavato rahogatassa paṭisallīnassa evaṁ cetaso parivitakko udapādi—
อธิคโต โข มยายํ ธมฺโม คมฺภีโร ทุทฺทโส ทุรนุโพโธ สนฺโต
ปณีโต อตกฺกาวจโร นิปุโณ ปณฺฑิตเวทนีโย✎ ร่าง
“adhigato kho myāyaṁ dhammo gambhīro duddaso duranubodho santo paṇīto atakkāvacaro nipuṇo paṇḍitavedanīyo.
อาลยรามา โข
ปนายํ ปชา อาลยรตา อาลยสมฺมุทิตา✎ ร่าง
Ālayarāmā kho panāyaṁ pajā ālayaratā ālayasammuditā.
อาลยรามาย โข ปน
ปชาย อาลยรตาย อาลยสมฺมุทิตาย ทุทฺทสํ อิทํ ฐานํ ยทิทํ
อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปาโท✎ ร่าง
Ālayarāmāya kho pana pajāya ālayaratāya ālayasammuditāya duddasaṁ idaṁ ṭhānaṁ yadidaṁ idappaccayatāpaṭiccasamuppādo;
อ้างอิงPTS 1.5
อิทํปิ โข ฐานํ สุทุทฺทสํ ยทิทํ
สพฺพสงฺขารสมโถ สพฺพูปธิปฏินิสฺสคฺโค ตณฺหกฺขโย วิราโค นิโรโธ
นิพฺพานํ✎ ร่าง
idampi kho ṭhānaṁ sududdasaṁ yadidaṁ sabbasaṅkhārasamatho sabbūpadhipaṭinissaggo taṇhākkhayo virāgo nirodho nibbānaṁ.
อหญฺเจว โข ปน ธมฺมํ เทเสยฺยํ ปเร จ เม น อาชาเนยฺยุํ
โส มมสฺส กิลมโถ สา มมสฺส วิเหสาติ ฯ✎ ร่าง
Ahañceva kho pana dhammaṁ deseyyaṁ, pare ca me na ājāneyyuṁ, so mamassa kilamatho, sā mamassa vihesā”ti.
อปิสฺสุ ภควนฺตํ อิมา
อนจฺฉริยา คาถาโย ปฏิภํสุ ปุพฺเพ อสฺสุตปุพฺพา✎ ร่าง
Apissu bhagavantaṁ imā anacchariyā gāthāyo paṭibhaṁsu pubbe assutapubbā—
กิจฺเฉน เม อธิคตํ✎ ร่าง
“Kicchena me adhigataṁ,
อ้างอิงสยามรัฐ 4.9
หลนฺทานิ ปกาสิตุํ ฯ✎ ร่าง
halaṁ dāni pakāsituṁ;
ราคโทสปเรเตหิ✎ ร่าง
Rāgadosaparetehi,
นายํ ธมฺโม สุสมฺพุโธ ฯ✎ ร่าง
nāyaṁ dhammo susambudho.
ปฏิโสตคามึ นิปุณํ✎ ร่าง
Paṭisotagāmiṁ nipuṇaṁ,
คมฺภีรํ ทุทฺทสํ อณุํ✎ ร่าง
gambhīraṁ duddasaṁ aṇuṁ;
ราครตฺตา น ทกฺขนฺติ✎ ร่าง
Rāgarattā na dakkhanti,
ตโมกฺขนฺเธน อาวุฏาติ ฯ✎ ร่าง
tamokhandhena āvuṭā”ti.
อิติห ภควโต ปฏิสญฺจิกฺขโต อปฺโปสฺสุกฺกตาย จิตฺตํ นมติ โน
ธมฺมเทสนาย ฯ✎ ร่าง
Itiha bhagavato paṭisañcikkhato appossukkatāya cittaṁ namati, no dhammadesanāya.
อ้างอิงฉัฏฐสังคายนา 89.6
ปาทปีฐํ✎ ร่าง
Atha kho brahmuno sahampatissa bhagavato cetasā cetoparivitakkamaññāya etadahosi—
อ้างอิงสยามรัฐ 4.10