เนื้อความทั้งข้อ
[๑๔๙] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในพระนครราชคฤห์ตามพระพุทธาภิรมย์
แล้วเสด็จพระพุทธดำเนินไปทางทักขิณาคิรีชนบท พระองค์ทอดพระเนตรเห็นนาของชาวมคธ
ซึ่งเขาพูนดินขึ้นเป็นคันนาสี่เหลี่ยม พูนคันนายาวทั้งด้านยาวและด้านกว้าง พูนคันนาคั่นใน
ระหว่างๆ ด้วยคันนาสั้นๆ พูนคันนาเชื่อมกันดังทาง ๔ แพร่ง ตามที่ซึ่งคันนากับคันนาผ่านตัด
กันไป ครั้นแล้ว รับสั่งกะท่านพระอานนท์ว่า อานนท์เธอเห็นนาของชาวมคธ ซึ่งเขาพูนดิน
ขึ้นเป็นคันนาสี่เหลี่ยมพูนคันนายาวทั้งด้านยาวและด้านกว้าง พูนคันนาคั่นในระหว่างๆ ด้วยคันนา
สั้นๆ พูนคันนาเชื่อมกันทาง ๔ แพร่ง ตามที่ซึ่งคันนากับคันนาผ่านตัดกันไปหรือไม่?
อา. เห็นตามพระพุทธดำรัส พระพุทธเจ้าข้า.
ภ. เธอสามารถแต่งจีวรของภิกษุทั้งหลายให้มีรูปอย่างนั้นได้หรือไม่?
อา. สามารถ พระพุทธเจ้าข้า.
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ทักขิณาคิรีชนบทตามพระพุทธาภิรมย์ แล้วเสด็จ
กลับมาพระนครราชคฤห์อีก ครั้งนั้นท่านพระอานนท์แต่งจีวรสำหรับภิกษุหลายรูป ครั้นแล้ว
เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคได้กราบทูลว่า ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงทอดพระเนตรจีวรที่ข้าพระ-
*พุทธเจ้าแต่งแล้ว พระพุทธเจ้าข้า.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุ
แรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานนท์เป็นคนฉลาด อานนท์
ได้ซาบซึ้งถึงเนื้อความแห่งถ้อยคำที่เรากล่าวย่อได้โดยกว้างขวาง อานนท์ทำผ้ากุสิก็ได้ ทำผ้าชื่อ
อัฑฒกุสิก็ได้ ทำผ้าชื่อมณฑลก็ได้ ทำผ้าชื่ออัฑฒมณฑลก็ได้ ทำผ้าชื่อวิวัฏฏะก็ได้ ทำผ้าชื่อ
อนุวิวัฏฏะก็ได้ ทำผ้าชื่อคีเวยยกะก็ได้ ทำผ้าชื่อชังเฆยยกะก็ได้ และทำผ้าชื่อพาหันตะก็ได้
จีวรจักเป็นผ้าที่ตัดแล้ว เศร้าหมองด้วยศัสตรา สมควรแก่สมณะ และพวกศัตรูไม่ต้องการ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตผ้าสังฆาฏิตัด ผ้าอุตราสงค์ตัด ผ้าอันตรวาสกตัด.
อถโข ภควา ราชคเห ยถาภิรนฺตํ วิหริตฺวา เยน ทกฺขิณาคิริ
เตน จาริกํ ปกฺกามิ ฯ✎ ร่าง
Atha kho bhagavā rājagahe yathābhirantaṁ viharitvā yena dakkhiṇāgiri tena cārikaṁ pakkāmi.
อ้างอิงสยามรัฐ 5.203 · ฉัฏฐสังคายนา 89.378
อทฺทสา ๖- โข ภควา มาคธกฺเขตฺตํ ๗-
อจฺจิพทฺธํ ปาลิพทฺธํ มริยาทพทฺธํ สิงฺฆาฏกพทฺธํ ๘- ทิสฺวาน
อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ อามนฺเตสิ✎ ร่าง
Addasā kho bhagavā magadhakhettaṁ acchibaddhaṁ pāḷibaddhaṁ mariyādabaddhaṁ siṅghāṭakabaddhaṁ, disvāna āyasmantaṁ ānandaṁ āmantesi—
ปสฺสสิ โน ตฺวํ อานนฺท มาคธกฺเขตฺตํ
อจฺจิพทฺธํ ปาลิพทฺธํ มริยาทพทฺธํ สิงฺฆาฏกพทฺธนฺติ ฯ✎ ร่าง
“passasi no tvaṁ, ānanda, magadhakhettaṁ acchibaddhaṁ pāḷibaddhaṁ mariyādabaddhaṁ siṅghāṭakabaddhan”ti?
เอวํ ภนฺเตติ ฯ✎ ร่าง
“Evaṁ, bhante”ti.
อุสฺสหสิ ตฺวํ อานนฺท ภิกฺขูนํ เอวรูปานิ จีวรานิ สํวิทหิตุนฺติ ฯ✎ ร่าง
“Ussahasi tvaṁ, ānanda, bhikkhūnaṁ evarūpāni cīvarāni saṁvidahitun”ti?
อุสฺสหามิ ภควาติ ฯ✎ ร่าง
“Ussahāmi, bhagavā”ti.
อถโข ภควา ทกฺขิณาคิริสฺมึ ยถาภิรนฺตํ
วิหริตฺวา ปุนเทว ราชคหํ ปจฺฉาคจฺฉิ ฯ✎ ร่าง
Atha kho bhagavā dakkhiṇāgirismiṁ yathābhirantaṁ viharitvā punadeva rājagahaṁ paccāgañchi.
อถโข อายสฺมา อานนฺโท สมฺพหุลานํ ภิกฺขูนํ
จีวรานิ สํวิทหิตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา
ภควนฺตํ เอตทโวจ✎ ร่าง
Atha kho āyasmā ānando sambahulānaṁ bhikkhūnaṁ cīvarāni saṁvidahitvā yena bhagavā tenupasaṅkami; upasaṅkamitvā bhagavantaṁ etadavoca—
ปสฺสตุ เม ภนฺเต ภควา จีวรานิ
สํวิทหิตานีติ ฯ✎ ร่าง
“passatu me, bhante, bhagavā cīvarāni saṁvidahitānī”ti.
อถโข ภควา เอตสฺมึ นิทาเน เอตสฺมึ
@เชิงอรรถ: ๑ ม. ยุ. อยํ ปาโฐ น ทิสฺสติ ฯ ๒ ยุ. อยํ ปาโฐ น ทิสฺสติ ฯ ๓ ม. ยุ.@ทนฺตกาสาวานิ ฯ ๔ ม. อิโต ปรํ เสยฺยถาปิ นาม คิหี กามโภคิโนติ ทิสฺสติ ฯ@๕ ตตฺถายํ ปาโฐ น โหติ ฯ ๖ ยุ. อทฺทส ฯ ๗ ม. ยุ. มคธเขตฺตํ ฯ@๘. ยุ. อจฺจิพนฺธํ ปาลิพนฺธํ มริยาทพนฺธํ สิงฺฆาฏกพนฺธํ ฯ โป. ม. อจฺฉิพนฺธํ ฯ
ปกรเณ ธมฺมึ กถํ กตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ✎ ร่าง
Atha kho bhagavā etasmiṁ nidāne etasmiṁ pakaraṇe dhammiṁ kathaṁ katvā bhikkhū āmantesi—
ปณฺฑิโต ภิกฺขเว
อานนฺโท มหาปญฺโญ ภิกฺขเว อานนฺโท ยตฺร หิ นาม มยา
สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส วิตฺถาเรน อตฺถํ อาชานิสฺสติ✎ ร่าง
“paṇḍito, bhikkhave, ānando; mahāpañño, bhikkhave, ānando; yatra hi nāma mayā saṅkhittena bhāsitassa vitthārena atthaṁ ājānissati,
กุสิมฺปิ นาม
กริสฺสติ อฑฺฒกุสิมฺปิ นาม กริสฺสติ มณฺฑลมฺปิ นาม กริสฺสติ
อฑฺฒมณฺฑลมฺปิ นาม กริสฺสติ วิวฏฺฏมฺปิ นาม กริสฺสติ
อนุวิวฏฺฏมฺปิ นาม กริสฺสติ คีเวยฺยกมฺปิ นาม กริสฺสติ ชงฺเฆยฺยกมฺปิ
นาม กริสฺสติ พาหนฺตมฺปิ นาม กริสฺสติ ฉินฺนกญฺจ ๑- ภวิสฺสติ
สตฺถลูขํ สมณสารุปฺปํ ปจฺจตฺถิกานญฺจ อนภิชฺฌิตํ✎ ร่าง
kusimpi nāma karissati, aḍḍhakusimpi nāma karissati, maṇḍalampi nāma karissati, aḍḍhamaṇḍalampi nāma karissati, vivaṭṭampi nāma karissati, anuvivaṭṭampi nāma karissati, gīveyyakampi nāma karissati, jaṅgheyyakampi nāma karissati, bāhantampi nāma karissati, chinnakaṁ bhavissati, satthalūkhaṁ samaṇasāruppaṁ paccatthikānañca anabhicchitaṁ.
อนุชานามิ
ภิกฺขเว ฉินฺนกํ สงฺฆาฏึ ฉินฺนกํ อุตฺตราสงฺคํ ฉินฺนกํ อนฺตรวาสกนฺติ ฯ✎ ร่าง
Anujānāmi, bhikkhave, chinnakaṁ saṅghāṭiṁ chinnakaṁ uttarāsaṅgaṁ chinnakaṁ antaravāsakan”ti.