เนื้อความทั้งข้อ
[๓๙] ก็โดยสมัยนั้นแล ท่านพระปิลินทวัจฉะอาพาธเป็นโรคลม พวกแพทย์ปรึกษา
ตกลงกันอย่างนี้ว่า ต้องหุงน้ำมันถวาย ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.
พระผู้มีพระภาค ตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตน้ำมันที่หุง
ในน้ำมันที่หุงนั้นแล แพทย์ต้องเจือน้ำเมาด้วย ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.
พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้เจือน้ำเมาลง
ในน้ำมันที่หุง.
สมัยต่อมา พระฉัพพัคคีย์หุงน้ำมันเจือน้ำเมาลงไปเกินขนาด ดื่มน้ำมันนั้นแล้วเมา
ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสห้ามภิกษุทั้งหลายว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงดื่มน้ำมันที่เจือน้ำเมาลงไปเกินขนาด รูปใดดื่ม พึงปรับอาบัติตามธรรม
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ดื่มน้ำมันเจือน้ำเมา ชนิดที่เขาหุงไม่ปรากฏสี กลิ่น
และรสของน้ำเมา.
สมัยต่อมา น้ำมันที่พวกภิกษุหุงเจือน้ำเมาลงไปเกินขนาดมีมาก ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลาย
ได้มีความปริวิตกว่า จะพึงปฏิบัติในน้ำมันที่เจือน้ำเมาลงไปเกินขนาด อย่างไรหนอ? แล้วกราบ
ทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เราอนุญาตให้ตั้งเอาไว้เป็นยาทา
สมัยต่อมา ท่านพระปิลินทวัจฉะหุงน้ำมันไว้มาก ภาชนะสำหรับบรรจุน้ำมันไม่มี ภิกษุ
ทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตลักจั่น ๓ ชนิด คือ ลักจั่นทำด้วยโลหะ ๑ ลักจั่นทำด้วยไม้ ๑
ลักจั่นด้วยผลไม้ ๑.
สมัยต่อมา ท่านพระปิลินทวัจฉะอาพาธเป็นโรคลมตามอวัยวะ ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูล
เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เราอนุญาตการเข้ากระโจม โรคลมยังไม่หาย ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค.
พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตการรมใบไม้ต่างๆ
โรคลมยังไม่หาย พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตการรมใหญ่ โรคลมยังไม่หาย พระผู้มีพระภาค
ตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตน้ำที่ต้มเดือดด้วยใบไม้ต่างชนิด
โรคลมยังไม่หาย พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต
อ่างน้ำ.
เตน โข ปน สมเยน อายสฺมโต ปิลินฺทวจฺฉสฺส
วาตาพาโธ โหติ ฯ✎ ร่าง
Tena kho pana samayena āyasmato pilindavacchassa vātābādho hoti.
เวชฺชา เอวมาหํสุ✎ ร่าง
Vejjā evamāhaṁsu—
อ้างอิงPTS 1.205
เตลํ ปจิตพฺพนฺติ ฯ✎ ร่าง
“telaṁ pacitabban”ti.
ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ✎ ร่าง
Bhagavato etamatthaṁ ārocesuṁ.
อนุชานามิ ภิกฺขเว เตลปากนฺติ ฯ✎ ร่าง
“Anujānāmi, bhikkhave, telapākan”ti.
ตสฺมึ โข✎ ร่าง
Tasmiṁ kho pana telapāke majjaṁ pakkhipitabbaṁ hoti.
—
Bhagavato etamatthaṁ ārocesuṁ.
—
“Anujānāmi, bhikkhave, telapāke majjaṁ pakkhipitun”ti.
—
Tena kho pana samayena chabbaggiyā bhikkhū atipakkhittamajjāni telāni pacanti, tāni pivitvā majjanti.
อ้างอิงสยามรัฐ 5.49
—
Bhagavato etamatthaṁ ārocesuṁ.
—
“Na, bhikkhave, atipakkhittamajjaṁ telaṁ pātabbaṁ.
—
Yo piveyya, yathādhammo kāretabbo.
—
Anujānāmi, bhikkhave, yasmiṁ telapāke majjassa na vaṇṇo na gandho na raso paññāyati, evarūpaṁ majjapakkhittaṁ telaṁ pātun”ti.
—
Tena kho pana samayena bhikkhūnaṁ bahuṁ atipakkhittamajjaṁ telaṁ pakkaṁ hoti.
อ้างอิงฉัฏฐสังคายนา 89.281
—
Atha kho bhikkhūnaṁ etadahosi—“kathaṁ nu kho atipakkhittamajje tele paṭipajjitabban”ti?
—
Bhagavato etamatthaṁ ārocesuṁ.
—
“Anujānāmi, bhikkhave, abbhañjanaṁ adhiṭṭhātun”ti.
—
Tena kho pana samayena āyasmato pilindavacchassa bahutaraṁ telaṁ pakkaṁ hoti, telabhājanaṁ na vijjati.
—
Bhagavato etamatthaṁ ārocesuṁ.
—
“Anujānāmi, bhikkhave, tīṇi tumbāni—
—
lohatumbaṁ, kaṭṭhatumbaṁ, phalatumban”ti.
—
Tena kho pana samayena āyasmato pilindavacchassa aṅgavāto hoti.