‹ กลับ
เรื่องภิกษุพวกพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะ
เล่ม ๖ — วินัยปิฎก จุลวรรค ๑ · ข้อ 85 · วิ.จุล.๑. ๖/๘๔๕ ↗
👁 การแสดงผล
แตะเพื่อเปิด/ปิดแต่ละส่วน
เนื้อความทั้งข้อ
[๘๕] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งจำพรรษาในแคว้นกาสี เดินทาง ไปพระนครสาวัตถี เพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถึงชนบทกิฏาคีรีแล้ว ครั้นเวลาเช้า ภิกษุนั้นครองอันตรวาสก ถือบาตรจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังชนบทกิฏาคีรี มีอาการ เดินไป ถอยกลับ แลเหลียว คู้แขน เหยียดแขน น่าเลื่อมใส มีจักษุทอดลง สมบูรณ์ด้วยอิริยาบถ คนทั้งหลายเห็นภิกษุรูปนั้น แล้วพูดอย่างนี้ว่า ภิกษุรูปนี้เป็นใคร ดูคล้ายคน ไม่ค่อยมีกำลัง เหมือนคนอ่อนแอ เหมือนคนมีหน้าสยิ้ว ใครเล่าจักถวายบิณฑะ แก่ท่านผู้เข้าไปเที่ยวบิณฑบาตรูปนี้ ส่วนพระผู้เป็นเจ้าเหล่าพระอัสสชิ และพระ ปุนัพพสุกะของพวกเรา เป็นผู้อ่อนโยน พูดจาไพเราะ อ่อนหวาน ยิ้มแย้มก่อน มักพูดว่า มาเถิด มาดีแล้ว มีหน้าไม่สยิ้ว มีหน้าชื่นบาน มักพูดก่อน ใครๆ ก็ ต้องถวายบิณฑะแก่ท่านเหล่านั้น อุบาสกคนหนึ่งได้แลเห็นภิกษุรูปนั้น กำลังเที่ยวบิณฑบาตอยู่ในชนบท กิฏาคีรี ครั้นแล้วจึงเข้าไปหาภิกษุรูปนั้น กราบเรียนถามภิกษุรูปนั้นว่า พระคุณเจ้า ได้บิณฑะบ้างไหม ขอรับ ภิกษุรูปนั้นตอบว่า ยังไม่ได้บิณฑะเลย จ้ะ อุบาสกกล่าวอาราธนาว่า นิมนต์ไปเรือนผมเถิด ขอรับ แล้วนำภิกษุรูปนั้น ไปเรือน นิมนต์ให้ฉันแล้วเรียนถามว่า พระคุณเจ้าจักไปที่ไหน ขอรับ ภิ. อาตมาจักไปพระนครสาวัตถี เพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาค อุ. ถ้าเช่นนั้น ขอพระคุณเจ้า จงกราบถวายบังคมพระบาทยุคลของ พระผู้มีพระภาคด้วยเศียรเกล้า และขอจงกราบทูลตามถ้อยคำของผมอย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าข้า วัดในชนบทกิฏาคีรีโทรม ภิกษุพวกอัสสชิและปุนัพพสุกะ เป็นเจ้าถิ่นในชนบทกิฏาคีรี เป็นภิกษุอลัชชี เลวทราม พวกเธอประพฤติอนาจาร เห็นปานดังนี้ คือ ปลูกต้นไม้ดอกเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นปลูกบ้าง รดน้ำเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นรดบ้าง เก็บดอกไม้เองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นเก็บบ้าง ร้อยกรองดอกไม้เองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นร้อยกรองบ้าง ทำมาลัยต่อก้านเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง ทำมาลัยเรียง ก้านเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง ทำดอกไม้ช่อเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง ทำดอกไม้ พุ่มเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง ทำดอกไม้เทริดเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง ทำ ดอกไม้พวงเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง ทำดอกไม้แผงสำหรับประดับอกเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นทำบ้าง ภิกษุพวกนั้นนำไปเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นนำไปบ้าง ซึ่งมาลัยต่อก้าน นำไปเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นนำไปบ้าง ซึ่งมาลัยเรียงก้าน นำไปเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่น นำไปบ้าง ซึ่งดอกไม้ช่อ นำไปเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นนำไปบ้าง ซึ่งดอกไม้พุ่ม นำไปเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นนำไปบ้าง ซึ่งดอกไม้เทริด นำไปเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่น นำไปบ้าง ซึ่งดอกไม้พวง นำไปเองบ้าง ใช้ให้ผู้อื่นนำไปบ้าง ซึ่งดอกไม้แผง สำหรับประดับอก เพื่อกุลสตรี เพื่อกุลธิดา เพื่อกุมารีแห่งตระกูล เพื่อสะใภ้ แห่งตระกูล เพื่อกุลทาสี ภิกษุพวกนั้นฉันอาหารในภาชนะอันเดียวกันบ้าง ดื่มน้ำ ในขันใบเดียวกันบ้าง นั่งบนอาสนะอันเดียวกันบ้าง นอนบนเตียงอันเดียวกันบ้าง นอนร่วมเครื่องลาดอันเดียวกันบ้าง นอนคลุมผ้าห่มผืนเดียวกันบ้าง นอนร่วม เครื่องลาดและคลุมผ้าห่มร่วมกันบ้าง กับกุลสตรี กุลธิดา กุมารีแห่งตระกูล สะใภ้แห่งตระกูล กุลทาสี ฉันอาหารในเวลาวิกาลบ้าง ดื่มน้ำเมาบ้าง ทัดทรง ดอกไม้ของหอมและเครื่องลูบไล้บ้าง ฟ้อนรำบ้าง ขับร้องบ้าง ประโคมบ้าง เต้นรำบ้าง ฟ้อนรำกับหญิงฟ้อนรำบ้าง ขับร้องกับหญิงฟ้อนรำบ้าง ประโคม กับหญิงฟ้อนรำบ้าง เต้นรำกับหญิงฟ้อนรำบ้าง ฟ้อนรำกับหญิงขับร้องบ้าง ขับร้อง กับหญิงขับร้องบ้าง ประโคมกับหญิงขับร้องบ้าง เต้นรำกับหญิงขับร้องบ้าง ฟ้อนรำ กับหญิงประโคมบ้าง ขับร้องกับหญิงประโคมบ้าง ประโคมกับหญิงประโคมบ้าง เต้นรำกับหญิงประโคมบ้าง ฟ้อนรำกับหญิงเต้นรำบ้าง ขับร้องกับหญิงเต้นรำบ้าง ประโคมกับหญิงเต้นรำบ้าง เต้นรำกับหญิงเต้นรำบ้าง เล่นหมากรุกแถวละแปดตา บ้าง เล่นหมากรุกแถวละสิบตาบ้าง เล่นหมากเก็บบ้าง เล่นชิงนางบ้าง เล่น หมากไหวบ้าง เล่นโยนบ่วงบ้าง เล่นไม้หึ่งบ้าง เล่นฟาดให้เป็นรูปต่างๆ บ้าง เล่นสะกาบ้าง เล่นเป่าใบไม้บ้าง เล่นไถน้อยๆ บ้าง เล่นหกคะเมนบ้าง เล่น ไม้กังหันบ้าง เล่นตวงทรายด้วยใบไม้บ้าง เล่นรถน้อยๆ บ้าง เล่นธนูน้อยๆ บ้าง เล่นเขียนทายบ้าง เล่นทายใจบ้าง เล่นเลียนคนพิการบ้าง หัดขี่ช้างบ้าง หัด ขี่ม้าบ้าง หัดขี่รถบ้าง หัดยิงธนูบ้าง หัดเพลงอาวุธบ้าง วิ่งผลัดช้างบ้าง วิ่งผลัด ม้าบ้าง วิ่งผลัดรถบ้าง วิ่งขับกันบ้าง วิ่งเปี้ยวกันบ้าง ผิวปากบ้าง ปรบมือบ้าง ปล้ำกันบ้าง ชกมวยกันบ้าง ปูลาดผ้าสังฆาฏิ ณ กลางสถานเต้นรำ แล้วพูดกับ หญิงฟ้อนรำอย่างนี้ว่า น้องหญิง เธอจงฟ้อนรำ ณ ที่นี้ ดังนี้บ้าง ให้การคำนับบ้าง ประพฤติอนาจารมีอย่างต่างๆ บ้าง เมื่อก่อนชาวบ้านยังมีศรัทธาเลื่อมใส แต่เดี๋ยวนี้ เขาไม่ศรัทธาไม่เลื่อมใสแล้ว แม้ทานประจำของสงฆ์ก่อนๆ บัดนี้ทายกทายิกา ได้ตัดขาดแล้ว ภิกษุมีศีลเป็นที่รักย่อมหลีกเลี่ยงไป ภิกษุเลวทรามอยู่ครอง พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้าขอประทานพระวโรกาส พระผู้มีพระภาคพึงส่ง ภิกษุทั้งหลายไปสู่ชนบทกิฏาคีรีเถิด เพื่อวัดในชนบทกิฏาคีรีนี้จะพึงตั้งมั่นอยู่ ภิกษุรูปนั้นรับคำของอุบาสกนั้นแล้ว ลุกจากอาสนะหลีกไปโดยทาง พระนครสาวัตถี ถึงพระนครสาวัตถี พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิก คหบดี โดยลำดับ เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ
เทียบรายประโยค (39 ประโยค)
pli-tv-kd11:13.3.1 #
เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ กาสีสุ วสฺสํ วุตฺโถ สาวตฺถึ คจฺฉนฺโต ภควนฺตํ ทสฺสนาย เยน กิฏาคิริ ตทวสริ ฯ✎ ร่าง
Tena kho pana samayena aññataro bhikkhu kāsīsu vassaṁvuṭṭho sāvatthiṁ gacchanto bhagavantaṁ dassanāya yena kīṭāgiri tadavasari.
อ้างอิงฉัฏฐสังคายนา 90.23 · พุทธชยันตี 4.42
pli-tv-kd11:13.3.2 #
อถโข โส ภิกฺขุ ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย กิฏาคิรึ ปิณฺฑาย ปาวิสิ ปาสาทิเกน อภิกฺกนฺเตน ปฏิกฺกนฺเตน อาโลกิเตน วิโลกิเตน สมฺมิญฺชิเตน ปสาริเตน โอกฺขิตฺตจกฺขุ อิริยาปถสมฺปนฺโน ฯ✎ ร่าง
Atha kho so bhikkhu pubbaṇhasamayaṁ nivāsetvā pattacīvaramādāya kīṭāgiriṁ piṇḍāya pāvisi pāsādikena abhikkantena paṭikkantena ālokitena vilokitena samiñjitena pasāritena, okkhittacakkhu iriyāpathasampanno.
pli-tv-kd11:13.3.3 #
มนุสฺสา ตํ ภิกฺขุํ ปสฺสิตฺวา เอวมาหํสุ✎ ร่าง
Manussā taṁ bhikkhuṁ passitvā evamāhaṁsu—
pli-tv-kd11:13.3.4 #
กฺวายํ อพลพโล วิย มนฺทมนฺโท วิย ภากุฏิกภากุฏิโก วิย✎ ร่าง
“kvāyaṁ abalabalo viya mandamando viya bhākuṭikabhākuṭiko viya?
อ้างอิงPTS 2.11
pli-tv-kd11:13.3.5 #
โก อิมสฺส อุปคตสฺส ปิณฺฑกํปิ ทสฺสติ✎ ร่าง
Ko imassa upagatassa piṇḍakampi dassati?
pli-tv-kd11:13.3.6 #
อมฺหากํ ปน อยฺยา อสฺสชิปุนพฺพสุกา สณฺหา สขิลา สุขสมฺภาสา มิหิตปุพฺพงฺคมา เอหิสฺวาคตวาทิโน อพฺภากุฏิกา อุตฺตานมุขา ปุพฺพภาสิโน✎ ร่าง
Amhākaṁ pana ayyā assajipunabbasukā saṇhā sakhilā sukhasambhāsā mihitapubbaṅgamā ehisvāgatavādino abbhākuṭikā uttānamukhā pubbabhāsino.
pli-tv-kd11:13.3.7 #
เตสํ โข นาม ปิณฺโฑ ทาตพฺโพติ ฯ✎ ร่าง
Tesaṁ kho nāma piṇḍo dātabbo”ti.
pli-tv-kd11:13.3.8 #
อทฺทสา โข อญฺญตโร อุปาสโก ตํ ภิกฺขุํ กิฏาคิริสฺมึปิ ปิณฺฑาย จรนฺตํ✎ ร่าง
Addasā kho aññataro upāsako taṁ bhikkhuṁ kīṭāgirismiṁ piṇḍāya carantaṁ;
อ้างอิงสยามรัฐ 6.36
pli-tv-kd11:13.3.9 #
ทิสฺวาน เยน โส ภิกฺขุ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ตํ ภิกฺขุํ อภิวาเทตฺวา เอตทโวจ✎ ร่าง
disvāna yena so bhikkhu tenupasaṅkami, upasaṅkamitvā taṁ bhikkhuṁ abhivādetvā etadavoca—
pli-tv-kd11:13.3.10 #
อปิ ภนฺเต ปิณฺโฑ ลพฺภตีติ ฯ✎ ร่าง
“api, bhante, piṇḍo labbhatī”ti?
pli-tv-kd11:13.3.11 #
น โข อาวุโส ปิณฺโฑ ลพฺภตีติ ฯ✎ ร่าง
“Na kho, āvuso, piṇḍo labbhatī”ti.
pli-tv-kd11:13.3.12 #
เอหิ ภนฺเต ฆรํ คมิสฺสามาติ ฯ✎ ร่าง
“Ehi, bhante, gharaṁ gamissāmā”ti.
pli-tv-kd11:13.4.1 #
อถโข โส อุปาสโก ตํ ภิกฺขุํ ฆรํ เนตฺวา โภเชตฺวา เอตทโวจ✎ ร่าง
Atha kho so upāsako taṁ bhikkhuṁ gharaṁ netvā bhojetvā etadavoca—
pli-tv-kd11:13.4.2 #
กหํ ภนฺเต อยฺโย คมิสฺสตีติ ฯ✎ ร่าง
“kahaṁ, bhante, ayyo gamissatī”ti?
pli-tv-kd11:13.4.3 #
สาวตฺถึ โข อหํ อาวุโส คมิสฺสามิ ภควนฺตํ ทสฺสนายาติ ฯ✎ ร่าง
“Sāvatthiṁ kho ahaṁ, āvuso, gamissāmi bhagavantaṁ dassanāyā”ti.
pli-tv-kd11:13.4.4 #
เตนหิ ภนฺเต มม วจเนน ภควโต ปาเท สิรสา วนฺทาหิ เอวญฺจ วเทหิ✎ ร่าง
“Tena hi, bhante, mama vacanena bhagavato pāde sirasā vanda, evañca vadehi—
pli-tv-kd11:13.4.5 #
ทุฏฺโฐ ภนฺเต กิฏาคิริสฺมึ อาวาโส✎ ร่าง
‘duṭṭho, bhante, kīṭāgirismiṁ āvāso.
pli-tv-kd11:13.4.6 #
อสฺสชิปุนพฺพสุกา นาม กิฏาคิริสฺมึ อาวาสิกา อลชฺชิโน ปาปภิกฺขู✎ ร่าง
Assajipunabbasukā nāma kīṭāgirismiṁ āvāsikā alajjino pāpabhikkhū.
pli-tv-kd11:13.4.7 #
เต เอวรูปํ อนาจารํ อาจรนฺติ✎ ร่าง
Te evarūpaṁ anācāraṁ ācaranti—
pli-tv-kd11:13.4.8 #
มาลาวจฺฉํ โรเปนฺติปิ โรปาเปนฺติปิ สิญฺจนฺติปิ สิญฺจาเปนฺติปิ โอจินนฺติปิ โอจินาเปนฺติปิ คนฺเถนฺติปิ คนฺถาเปนฺติปิ เอกโตวณฺฏิกมาลํ กโรนฺติปิ การาเปนฺติปิ อุภโตวณฺฏิกมาลํ กโรนฺติปิ การาเปนฺติปิ มญฺชริกํ กโรนฺติปิ การาเปนฺติปิ วิธุติกํ กโรนฺติปิ การาเปนฺติปิ วฏํสกํ กโรนฺติปิ การาเปนฺติปิ อาเวฬํ กโรนฺติปิ การาเปนฺติปิ อุรจฺฉทํ กโรนฺติปิ การาเปนฺติปิ✎ ร่าง
mālāvacchaṁ ropentipi ropāpentipi, siñcantipi siñcāpentipi, ocinantipi ocināpentipi, ganthentipi ganthāpentipi, ekatovaṇṭikamālaṁ karontipi kārāpentipi, ubhatovaṇṭikamālaṁ karontipi kārāpentipi, mañjarikaṁ karontipi kārāpentipi, vidhūtikaṁ karontipi kārāpentipi, vaṭaṁsakaṁ karontipi kārāpentipi, āveḷaṁ karontipi kārāpentipi, uracchadaṁ karontipi kārāpentipi.
pli-tv-kd11:13.4.9 #
เต กุลิตฺถีนํ กุลธีตานํ กุลกุมารีนํ กุลสุณฺหานํ กุลทาสีนํ เอกโตวณฺฏิกมาลํ หรนฺติปิ หราเปนฺติปิ อุภโตวณฺฏิกมาลํ หรนฺติปิ หราเปนฺติปิ มญฺชริกํ หรนฺติปิ หราเปนฺติปิ วิธุติกํ หรนฺติปิ หราเปนฺติปิ วฏํสกํ หรนฺติปิ หราเปนฺติปิ อาเวฬํ หรนฺติปิ หราเปนฺติปิ อุรจฺฉทํ หรนฺติปิ หราเปนฺติปิ✎ ร่าง
Te kulitthīnaṁ kuladhītānaṁ kulakumārīnaṁ kulasuṇhānaṁ kuladāsīnaṁ ekatovaṇṭikamālaṁ harantipi harāpentipi, ubhatovaṇṭikamālaṁ harantipi harāpentipi, mañjarikaṁ harantipi harāpentipi, vidhūtikaṁ harantipi harāpentipi, vaṭaṁsakaṁ harantipi harāpentipi, āveḷaṁ harantipi harāpentipi, uracchadaṁ harantipi harāpentipi.
pli-tv-kd11:13.4.10 #
เต กุลิตฺถีหิ กุลธีตาหิ กุลกุมารีหิ กุลสุณฺหาหิ กุลทาสีหิ สทฺธึ เอกภาชเนปิ ภุญฺชนฺติ เอกถาลเกปิ ปิวนฺติ เอกาสเนปิ นิสีทนฺติ เอกมญฺเจปิ ตุวฏฺเฏนฺติ เอกตฺถรณาปิ ตุวฏฺเฏนฺติ เอกปาวุรณาปิ ตุวฏฺเฏนฺติ เอกตฺถรณปาวุรณาปิ ตุวฏฺเฏนฺติ วิกาเลปิ ภุญฺชนฺติ มชฺชํปิ ปิวนฺติ มาลาคนฺธวิเลปนํปิ ธาเรนฺติ นจฺจนฺติปิ คายนฺติปิ วาเทนฺติปิ ลาเสนฺติปิ✎ ร่าง
Te kulitthīhi kuladhītāhi kulakumārīhi kulasuṇhāhi kuladāsīhi saddhiṁ ekabhājanepi bhuñjanti, ekathālakepi pivanti, ekāsanepi nisīdanti, ekamañcepi tuvaṭṭenti, ekattharaṇāpi tuvaṭṭenti, ekapāvuraṇāpi tuvaṭṭenti, ekattharaṇapāvuraṇāpi tuvaṭṭenti, vikālepi bhuñjanti, majjampi pivanti, mālāgandhavilepanampi dhārenti, naccantipi, gāyantipi, vādentipi, lāsentipi;
อ้างอิงสยามรัฐ 6.37 · ฉัฏฐสังคายนา 90.24 · พุทธชยันตี 4.44
pli-tv-kd11:13.4.11 #
นจฺจนฺติยาปิ นจฺจนฺติ นจฺจนฺติยาปิ คายนฺติ นจฺจนฺติยาปิ วาเทนฺติ นจฺจนฺติยาปิ ลาเสนฺติ คายนฺติยาปิ นจฺจนฺติ คายนฺติยาปิ คายนฺติ คายนฺติยาปิ วาเทนฺติ คายนฺติยาปิ ลาเสนฺติ วาเทนฺติยาปิ นจฺจนฺติ วาเทนฺติยาปิ คายนฺติ วาเทนฺติยาปิ วาเทนฺติ วาเทนฺติยาปิ ลาเสนฺติ✎ ร่าง
naccantiyāpi naccanti, naccantiyāpi gāyanti, naccantiyāpi vādenti, naccantiyāpi lāsenti …pe…
pli-tv-kd11:13.4.12 #
(cakkaṁ kātabbaṁ).
pli-tv-kd11:13.4.13 #
ลาเสนฺติยาปิ นจฺจนฺติ ลาเสนฺติยาปิ คายนฺติ ลาเสนฺติยาปิ วาเทนฺติ *- ลาเสนฺติยาปิ ลาเสนฺติ✎ ร่าง
Lāsentiyāpi naccanti, lāsentiyāpi gāyanti, lāsentiyāpi vādenti, lāsentiyāpi lāsenti;
pli-tv-kd11:13.4.14 #
อฏฺฐปเทปิ กีฬนฺติ ทสปเทปิ กีฬนฺติ อากาเสปิ กีฬนฺติ ปริหารปเถปิ กีฬนฺติ สนฺติกายปิ กีฬนฺติ ขลิกายปิ กีฬนฺติ ฆฏิกายปิ กีฬนฺติ สลากหตฺเถนปิ กีฬนฺติ อกฺเขนปิ กีฬนฺติ ปงฺกจิเรนปิ กีฬนฺติ วงฺกเกนปิ กีฬนฺติ โมกฺขจิกายปิ กีฬนฺติ จิงฺคุลเกนปิ กีฬนฺติ ปตฺตาฬฺหเกนปิ กีฬนฺติ รถเกนปิ กีฬนฺติ ธนุเกนปิ กีฬนฺติ อกฺขริกายปิ กีฬนฺติ มเนสิกายปิ กีฬนฺติ ยถาวชฺเชนปิ กีฬนฺติ✎ ร่าง
aṭṭhapadepi kīḷanti, dasapadepi kīḷanti, ākāsepi kīḷanti, parihārapathepi kīḷanti, santikāyapi kīḷanti, khalikāyapi kīḷanti, ghaṭikāyapi kīḷanti, salākahatthenapi kīḷanti, akkhenapi kīḷanti, paṅgacīrenapi kīḷanti, vaṅkakenapi kīḷanti, mokkhacikāyapi kīḷanti, ciṅgulakenapi kīḷanti, pattāḷhakenapi kīḷanti, rathakenapi kīḷanti, dhanukenapi kīḷanti, akkharikāyapi kīḷanti, manesikāyapi kīḷanti, yathāvajjenapi kīḷanti;
pli-tv-kd11:13.4.15 #
หตฺถิสฺมึปิ สิกฺขนฺติ อสฺสสฺมึปิ สิกฺขนฺติ รถสฺมึปิ สิกฺขนฺติ ธนุสฺมึปิ สิกฺขนฺติ ถรุสฺมึปิ สิกฺขนฺติ✎ ร่าง
hatthismimpi sikkhanti, assasmimpi sikkhanti, rathasmimpi sikkhanti, dhanusmimpi sikkhanti, tharusmimpi sikkhanti;
pli-tv-kd11:13.4.16 #
หตฺถิสฺสปิ ปุรโต ธาวนฺติ อสฺสสฺสปิ ปุรโต ธาวนฺติ รถสฺสปิ ปุรโต ธาวนฺติ ธาวนฺติปิ อาธาวนฺติปิ✎ ร่าง
hatthissapi purato dhāvanti, assassapi purato dhāvanti, rathassapi purato dhāvantipi ādhāvantipi;
pli-tv-kd11:13.4.17 #
อุสฺเสเฬฺหนฺติปิ อปฺโผเฏนฺติปิ นิพฺพุชฺฌนฺติปิ มุฏฺฐีหิปิ ยุชฺฌนฺติ✎ ร่าง
usseḷentipi, apphoṭentipi, nibbujjhantipi, muṭṭhīhipi yujjhanti;
pli-tv-kd11:13.4.18 #
รงฺคมชฺเฌปิ สงฺฆาฏึ ปตฺถริตฺวา นจฺจนฺตึ เอวํ วเทนฺติ✎ ร่าง
raṅgamajjhepi saṅghāṭiṁ pattharitvā naccakiṁ evaṁ vadanti—
pli-tv-kd11:13.4.19 #
อิธ ภคินิ นจฺจสฺสูติ✎ ร่าง
“idha, bhagini, naccassū”ti;
pli-tv-kd11:13.4.20 #
นลาฏิกํปิ เทนฺติ✎ ร่าง
nalāṭikampi denti;
pli-tv-kd11:13.4.21 #
วิวิธํปิ อนาจารํ อาจรนฺติ✎ ร่าง
vividhampi anācāraṁ ācaranti.
pli-tv-kd11:13.4.22 #
เยปิ เต ภนฺเต มนุสฺสา ปุพฺเพ สทฺธา อเหสุํ ปสนฺนา เตปิ เอตรหิ อสฺสทฺธา อปฺปสนฺนา✎ ร่าง
Yepi te, bhante, manussā pubbe saddhā ahesuṁ pasannā tepi etarahi assaddhā appasannā.
pli-tv-kd11:13.4.23 #
ยานิปิ ตานิ สงฺฆสฺส ปุพฺเพ ทานปถานิ ตานิปิ เอตรหิ อุปจฺฉินฺนานิ✎ ร่าง
Yānipi tāni saṅghassa pubbe dānapathāni tānipi etarahi upacchinnāni.
pli-tv-kd11:13.4.24 #
ริญฺจนฺติ เปสลา @เชิงอรรถ: * มีการแก้ไขคำ วาทเนฺติ เป็น วาเทนฺติ ภิกฺขู นิวสนฺติ ปาปภิกฺขู✎ ร่าง
Riñcanti pesalā bhikkhū, nivasanti pāpabhikkhū.
pli-tv-kd11:13.4.25 #
สาธุ ภนฺเต ภควา กิฏาคิรึ ภิกฺขู ปหิเณยฺย ยถายํ กิฏาคิริสฺมึ อาวาโส สณฺฐเหยฺยาติ ฯ✎ ร่าง
Sādhu, bhante, bhagavā kīṭāgiriṁ bhikkhū pahiṇeyya, yathāyaṁ kīṭāgirismiṁ āvāso saṇṭhaheyyā’”ti.
pli-tv-kd11:13.5.1 #
เอวมาวุโสติ โข โส ภิกฺขุ ตสฺส อุปาสกสฺส ปฏิสฺสุณิตฺวา ๑- อุฏฺฐายาสนา เยน สาวตฺถี เตน ปกฺกามิ✎ ร่าง
“Evamāvuso”ti kho so bhikkhu tassa upāsakassa paṭissuṇitvā uṭṭhāyāsanā yena sāvatthi tena pakkāmi.
อ้างอิงสยามรัฐ 6.39 · ฉัฏฐสังคายนา 90.25 · พุทธชยันตี 4.46
pli-tv-kd11:13.5.2 #
อนุปุพฺเพน เยน สาวตฺถี✎ ร่าง
Anupubbena yena sāvatthi jetavanaṁ anāthapiṇḍikassa ārāmo yena bhagavā tenupasaṅkami, upasaṅkamitvā bhagavantaṁ abhivādetvā ekamantaṁ nisīdi.
‹ กลับสารบัญ เล่ม ๖ — วินัยปิฎก จุลวรรค ๑
ความน่าเชื่อถือ: ✓ ทางการ 🤖 AI จับคู่ ✎ ร่าง — "ร่าง" คือจับคู่อัตโนมัติ อาจคลาดเคลื่อน ยังไม่ตรวจทาน