‹ กลับ
มหาสาโรปมสูตร
เล่ม ๑๒ — มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ · ข้อ 348 · ม.มู. ๑๒/๖๓๐๙ ↗
👁 การแสดงผล
แตะเพื่อเปิด/ปิดแต่ละส่วน
เนื้อความทั้งข้อ
[๓๔๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรบางคนในโลกนี้ มีศรัทธาออกจากเรือนบวชเป็น บรรพชิต ด้วยคิดว่า เราเป็นผู้อันชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทม- *นัส อุปายาส ท่วมทับแล้ว มีความทุกข์เป็นเบื้องหน้า ไฉนหนอ ความกระทำที่สุดแห่ง ทุกข์ทั้งมวลนี้จะพึงปรากฏ. เขาบวชอย่างนั้นแล้ว ยังลาภสักการะและความสรรเสริญให้บังเกิด ขึ้น. เขาไม่มีความยินดี มีความดำริยังไม่เต็มเปี่ยม ด้วยลาภสักการะและความสรรเสริญนั้น. เขาไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะลาภสักการะและความสรรเสริญอันนั้น. เขาย่อมไม่มัว เมา ไม่ถึงความประมาท เพราะลาภสักการะและความสรรเสริญนั้น เมื่อเป็นผู้ไม่ประมาท แล้ว ย่อมยังความถึงพร้อมแห่งศีลให้สำเร็จ. เขามีความยินดี มีความดำริเต็มเปี่ยม ด้วย ความถึงพร้อมแห่งศีลนั้น. เพราะความถึงพร้อมแห่งศีลอันนั้น เขาย่อมยกตนข่มผู้อื่นว่า เรา มีศีล มีกัลยาณธรรม ส่วนภิกษุอื่นนอกนี้ เป็นผู้ทุศีล มีบาปธรรม. เขาย่อมมัวเมา ถึง ความประมาท เพราะความถึงพร้อมแห่งศีลนั้น เมื่อเป็นผู้ประมาทแล้ว ย่อมอยู่เป็นทุกข์. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือน บุรุษผู้มีความต้องการแก่นไม้ แสวงหาแก่นไม้ เที่ยวเสาะหาแก่น ไม้อยู่ เมื่อต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่ ละเลยแก่น ละเลยกระพี้ ละเลยเปลือกไปเสีย ถาก เอาสะเก็ดถือไป สำคัญว่าแก่น. บุรุษผู้มีจักษุเห็นเขาผู้นั้นแล้ว พึงกล่าวอย่างนี้ว่า บุรุษผู้ เจริญนี้ ไม่รู้จักแก่นไม้ ไม่รู้จักกระพี้ ไม่รู้จักเปลือก ไม่รู้จักสะเก็ด ไม่รู้จักกิ่งและใบ จริงอย่างนั้น บุรุษผู้เจริญนี้ มีความต้องการแก่นไม้ แสวงหาแก่นไม้ เที่ยวเสาะหาแก่นไม้ อยู่ เมื่อต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่ ละเลยแก่น ละเลยกระพี้ ละเลยเปลือกไปเสีย ถากเอา สะเก็ดถือไป สำคัญว่าแก่น และกิจที่จะพึงทำด้วยไม้แก่นของเขา จักไม่สำเร็จประโยชน์ แก่เขา ฉันใด กุลบุตรบางคนในโลกนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน มีศรัทธา ออกจากเรือนบวช เป็นบรรพชิต ด้วยคิดว่า เราเป็นผู้อันชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปา- *ยาส ท่วมทับแล้ว ถูกความทุกข์ท่วมทับแล้ว มีความทุกข์เป็นเบื้องหน้า ไฉนหนอ ความกระทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ จะพึงปรากฏ. เขาบวชอย่างนั้นแล้ว ยังลาภสักการะ และความสรรเสริญให้บังเกิดขึ้น. เขาไม่มีความยินดี มีความดำริยังไม่เต็มเปี่ยม ด้วยลาภสัก- *การะและความสรรเสริญนั้น. เขาไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะลาภสักการะและสรรเสริญอัน นั้น. เขาย่อมไม่มัวเมา ไม่ถึงความประมาท เพราะลาภสักการะและความสรรเสริญนั้น เมื่อเป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว ย่อมยังความถึงพร้อมแห่งศีลให้สำเร็จ. เขามีความยินดี มีความ ดำริเต็มเปี่ยม ด้วยความถึงพร้อมแห่งศีลนั้น. เพราะความถึงพร้อมแห่งศีลอันนั้น เขาย่อมยก ตนข่มผู้อื่นว่า เรามีศีล มีกัลยาณธรรม ส่วนภิกษุอื่นนอกนี้ เป็นผู้ทุศีล มีบาปธรรม เขาย่อมมัวเมา ถึงความประมาท เพราะความถึงพร้อมแห่งศีลนั้น เมื่อเป็นผู้ประมาทแล้ว ย่อมอยู่เป็นทุกข์. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนี้เรียกว่า ได้ถือเอาสะเก็ดของพรหมจรรย์ และถึงที่สุดแค่สะเก็ดนั้น.
เทียบรายประโยค (30 ประโยค) คำแปลไทย: 🤖 13
mn29:3.1 #
อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ กุลปุตฺโต สทฺธา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโต โหติ✎ ร่าง
Idha pana, bhikkhave, ekacco kulaputto saddhā agārasmā anagāriyaṁ pabbajito hoti:
ดูกรภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรบางคนในโลกนี้ มีศรัทธาออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ด้วยคิดว่า🤖 AI จับคู่
Next, take a gentleman who has gone forth out of faith from the lay life to homelessness …
อ้างอิงสยามรัฐ 12.364
mn29:3.2 #
โอติณฺโณมฺหิ ชาติยา ชราย มรเณน โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาเสหิ ทุกฺโขติณฺโณ ทุกฺขปเรโต✎ ร่าง
‘otiṇṇomhi jātiyā jarāya maraṇena sokehi paridevehi dukkhehi domanassehi upāyāsehi, dukkhotiṇṇo dukkhapareto,
mn29:3.3 #
อปฺเปวนาม อิมสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส อนฺตกิริยา ปญฺญาเยถาติ ฯ✎ ร่าง
appeva nāma imassa kevalassa dukkhakkhandhassa antakiriyā paññāyethā’ti.
mn29:3.4 #
โส เอวํ ปพฺพชิโต สมาโน ลาภสกฺการสิโลกํ อภินิพฺพตฺเตติ ฯ✎ ร่าง
So evaṁ pabbajito samāno lābhasakkārasilokaṁ abhinibbatteti.
เขาบวชอย่างนั้นแล้ว ยังลาภสักการะและความสรรเสริญให้บังเกิดขึ้น.🤖 AI จับคู่
When they’ve gone forth they generate possessions, honor, and popularity.
mn29:3.5 #
โส เตน ลาภสกฺการสิโลเกน น อตฺตมโน โหติ น ปริปุณฺณสงฺกปฺโป ฯ✎ ร่าง
So tena lābhasakkārasilokena na attamano hoti na paripuṇṇasaṅkappo.
เขาไม่มีความยินดี มีความดำริยังไม่เต็มเปี่ยม ด้วยลาภสักการะและความสรรเสริญนั้น.🤖 AI จับคู่
They’re not happy with that, and haven’t got all they wished for.
mn29:3.6 #
โส เตน ลาภสกฺการสิโลเกน น อตฺตานุกฺกํเสติ น ปรํ วมฺเภติ ฯ✎ ร่าง
So tena lābhasakkārasilokena na attānukkaṁseti, na paraṁ vambheti.
เขาไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น เพราะลาภสักการะและความสรรเสริญอันนั้น.🤖 AI จับคู่
They don’t glorify themselves and put others down on account of that.
mn29:3.7 #
โส เตน ลาภสกฺการสิโลเกน น มชฺชติ นปฺปมชฺชติ นปฺปมาทํ อาปชฺชติ✎ ร่าง
So tena lābhasakkārasilokena na majjati nappamajjati na pamādaṁ āpajjati.
เขาย่อมไม่มัวเมา ไม่ถึงความประมาท เพราะลาภสักการะและความสรรเสริญนั้น🤖 AI จับคู่
Nor do they become indulgent and fall into negligence on account of those possessions, honor, and popularity.
mn29:3.8 #
อปฺปมตฺโต สมาโน สีลสมฺปทํ อาราเธติ ฯ✎ ร่าง
Appamatto samāno sīlasampadaṁ ārādheti.
เมื่อเป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว ย่อมยังความถึงพร้อมแห่งศีลให้สำเร็จ.🤖 AI จับคู่
Being diligent, they achieve accomplishment in ethics.
mn29:3.9 #
โส ตาย สีลสมฺปทาย อตฺตมโน โหติ ปริปุณฺณสงฺกปฺโป ฯ✎ ร่าง
So tāya sīlasampadāya attamano hoti paripuṇṇasaṅkappo.
เขามีความยินดี มีความดำริเต็มเปี่ยม ด้วยความถึงพร้อมแห่งศีลนั้น.🤖 AI จับคู่
They’re happy with that, and they’ve got all they wished for.
mn29:3.10 #
โส ตาย สีลสมฺปทาย อตฺตานุกฺกํเสติ ปรํ วมฺเภติ✎ ร่าง
So tāya sīlasampadāya attānukkaṁseti, paraṁ vambheti:
เพราะความถึงพร้อมแห่งศีลอันนั้น เขาย่อมยกตนข่มผู้อื่นว่า🤖 AI จับคู่
And they glorify themselves and put others down on account of that:
mn29:3.11 #
อหมสฺมิ สีลวา กลฺยาณธมฺโม อิเม ปนญฺเญ ภิกฺขู ทุสฺสีลา ปาปธมฺมาติ ฯ✎ ร่าง
‘ahamasmi sīlavā kalyāṇadhammo, ime panaññe bhikkhū dussīlā pāpadhammā’ti.
เรามีศีล มีกัลยาณธรรม ส่วนภิกษุอื่นนอกนี้ เป็นผู้ทุศีล มีบาปธรรม.🤖 AI จับคู่
‘I’m the one who is ethical, of good character. These other mendicants are unethical, of bad character.’
mn29:3.12 #
โส ตาย สีลสมฺปทาย มชฺชติ ปมชฺชติ ปมาทํ อาปชฺชติ ปมตฺโต สมาโน ทุกฺขํ วิหรติ ฯ✎ ร่าง
So tāya sīlasampadāya majjati pamajjati pamādaṁ āpajjati, pamatto samāno dukkhaṁ viharati.
เขาย่อมมัวเมา ถึงความประมาท เพราะความถึงพร้อมแห่งศีลนั้น เมื่อเป็นผู้ประมาทแล้ว ย่อมอยู่เป็นทุกข์.🤖 AI จับคู่
And so they become indulgent and fall into negligence regarding their accomplishment in ethics. And being negligent they live in suffering.
mn29:3.13 #
เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ปุริโส สารตฺถิโก สารคเวสี สารปริเยสนํ จรมาโน มหโต รุกฺขสฺส ติฏฺฐโต สารวโต อติกฺกมฺเมว สารํ อติกฺกมฺม เผคฺคุํ อติกฺกมฺม ตจํ ปปฺปฏิกํ เฉตฺวา อาทาย ปกฺกเมยฺย สารนฺติ มญฺญมาโน ฯ✎ ร่าง
Seyyathāpi, bhikkhave, puriso sāratthiko sāragavesī sārapariyesanaṁ caramāno mahato rukkhassa tiṭṭhato sāravato atikkammeva sāraṁ atikkamma phegguṁ atikkamma tacaṁ, papaṭikaṁ chetvā ādāya pakkameyya ‘sāran’ti maññamāno.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือน บุรุษผู้มีความต้องการแก่นไม้ แสวงหาแก่นไม้ เที่ยวเสาะหาแก่นไม้อยู่ เมื่อต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่ ละเลยแก่น ละเลยกระพี้ ละเลยเปลือกไปเสีย ถากเอาสะเก็ดถือไป สำคัญว่าแก่น.🤖 AI จับคู่
Suppose there was a person in need of heartwood. And while wandering in search of heartwood he’d come across a large tree standing with heartwood. But, passing over the heartwood, softwood, and bark, he’d cut off the shoots and leave imagining they were heartwood.
อ้างอิงสยามรัฐ 12.365
mn29:3.14 #
ตเมนํ จกฺขุมา ปุริโส ทิสฺวา เอวํ วเทยฺย✎ ร่าง
Tamenaṁ cakkhumā puriso disvā evaṁ vadeyya:
If a person with clear eyes saw him they’d say,
mn29:3.15 #
น วตายํ ภวํ ปุริโส อญฺญาสิ สารํ น อญฺญาสิ เผคฺคุํ น อญฺญาสิ ตจํ น อญฺญาสิ ปปฺปฏิกํ น อญฺญาสิ สาขาปลาสํ✎ ร่าง
‘na vatāyaṁ bhavaṁ puriso aññāsi sāraṁ, na aññāsi phegguṁ, na aññāsi tacaṁ, na aññāsi papaṭikaṁ, na aññāsi sākhāpalāsaṁ.
‘This gentleman doesn’t know what heartwood, softwood, bark, shoots, or branches and leaves are.
mn29:3.16 #
ตถาหยํ ภวํ ปุริโส สารตฺถิโก สารคเวสี สารปริเยสนํ จรมาโน มหโต รุกฺขสฺส ติฏฺฐโต สารวโต อติกฺกมฺเมว สารํ อติกฺกมฺม เผคฺคุํ อติกฺกมฺม ตจํ ปปฺปฏิกํ เฉตฺวา อาทาย ปกฺกนฺโต สารนฺติ มญฺญมาโน✎ ร่าง
Tathā hayaṁ bhavaṁ puriso sāratthiko sāragavesī sārapariyesanaṁ caramāno mahato rukkhassa tiṭṭhato sāravato atikkammeva sāraṁ atikkamma phegguṁ atikkamma tacaṁ, papaṭikaṁ chetvā ādāya pakkanto “sāran”ti maññamāno;
That’s why he passed them over, cut off the shoots, and left imagining they were heartwood.
mn29:3.17 #
ยญฺจสฺส สาเรน สารกรณียํ ตญฺจสฺส อตฺถํ นานุภวิสฺสตีติ✎ ร่าง
yañcassa sārena sārakaraṇīyaṁ tañcassa atthaṁ nānubhavissatī’ti.
Whatever he needs to make from heartwood, he won’t succeed.’ …
mn29:4.1 #
เอวเมว โข ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ กุลปุตฺโต สทฺธา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโต โหติ✎ ร่าง
Evameva kho, bhikkhave, idhekacco kulaputto saddhā agārasmā anagāriyaṁ pabbajito hoti:
อ้างอิงฉัฏฐสังคายนา 12.255
mn29:4.2 #
โอติณฺโณมฺหิ ชาติยา ชราย มรเณน โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาเสหิ ทุกฺโขติณฺโณ ทุกฺขปเรโต✎ ร่าง
‘otiṇṇomhi jātiyā jarāya maraṇena sokehi paridevehi dukkhehi domanassehi upāyāsehi, dukkhotiṇṇo dukkhapareto,
mn29:4.3 #
อปฺเปวนาม อิมสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส อนฺตกิริยา ปญฺญาเยถาติ ฯ✎ ร่าง
appeva nāma imassa kevalassa dukkhakkhandhassa antakiriyā paññāyethā’ti.
mn29:4.4 #
โส เอวํ ปพฺพชิโต สมาโน ลาภสกฺการสิโลกํ อภินิพฺพตฺเตติ ฯ✎ ร่าง
So evaṁ pabbajito samāno lābhasakkārasilokaṁ abhinibbatteti.
mn29:4.5 #
โส เตน ลาภสกฺการสิโลเกน น อตฺตมโน โหติ น ปริปุณฺณสงฺกปฺโป ฯ✎ ร่าง
So tena lābhasakkārasilokena na attamano hoti na paripuṇṇasaṅkappo.
mn29:4.6 #
โส เตน ลาภสกฺการสิโลเกน น อตฺตานุกฺกํเสติ น ปรํ วมฺเภติ ฯ✎ ร่าง
So tena lābhasakkārasilokena na attānukkaṁseti, na paraṁ vambheti.
mn29:4.7 #
โส เตน ลาภสกฺการสิโลเกน น มชฺชติ นปฺปมชฺชติ นปฺปมาทํ อาปชฺชติ✎ ร่าง
So tena lābhasakkārasilokena na majjati nappamajjati na pamādaṁ āpajjati.
mn29:4.8 #
อปฺปมตฺโต สมาโน สีลสมฺปทํ อาราเธติ ฯ✎ ร่าง
Appamatto samāno sīlasampadaṁ ārādheti.
mn29:4.9 #
โส ตาย สีลสมฺปทาย อตฺตมโน โหติ ปริปุณฺณสงฺกปฺโป ฯ โส ตาย สีลสมฺปทาย อตฺตานุกฺกํเสติ ปรํ วมฺเภติ✎ ร่าง
So tāya sīlasampadāya attamano hoti paripuṇṇasaṅkappo.
mn29:4.11 #
อหมสฺมิ สีลวา กลฺยาณธมฺโม อิเม ปนญฺเญ ภิกฺขู ทุสฺสีลา ปาปธมฺมาติ ฯ✎ ร่าง
‘ahamasmi sīlavā kalyāṇadhammo, ime panaññe bhikkhū dussīlā pāpadhammā’ti.
mn29:4.12 #
โส ตาย สีลสมฺปทาย มชฺชติ ปมชฺชติ ปมาทํ อาปชฺชติ ปมตฺโต สมาโน ทุกฺขํ วิหรติ ฯ✎ ร่าง
So tāya sīlasampadāya majjati pamajjati pamādaṁ āpajjati, pamatto samāno dukkhaṁ viharati.
mn29:4.13 #
อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ปปฺปฏิกํ อคฺคเหสิ พฺรหฺมจริยสฺส✎ ร่าง
Ayaṁ vuccati, bhikkhave, bhikkhu papaṭikaṁ aggahesi brahmacariyassa;
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนี้เรียกว่า ได้ถือเอาสะเก็ดของพรหมจรรย์🤖 AI จับคู่
This is called a mendicant who has grabbed the shoots of the spiritual life
อ้างอิงPTS 1.194
mn29:4.14 #
เตน จ โวสานํ อาปาทิ ฯ✎ ร่าง
tena ca vosānaṁ āpādi.
และถึงที่สุดแค่สะเก็ดนั้น.🤖 AI จับคู่
and stopped short with that.
‹ กลับสารบัญ เล่ม ๑๒ — มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์
ความน่าเชื่อถือ: ✓ ทางการ 🤖 AI จับคู่ ✎ ร่าง — "ร่าง" คือจับคู่อัตโนมัติ อาจคลาดเคลื่อน ยังไม่ตรวจทาน