‹ กลับ
สุนักขัตตสูตร
เล่ม ๑๔ — มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ · ข้อ 77 · ม.อุ. ๑๔/๑๑๘๕ ↗
👁 การแสดงผล
แตะเพื่อเปิด/ปิดแต่ละส่วน
เนื้อความทั้งข้อ
[๗๗] ดูกรสุนักขัตตะ ข้อที่ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ พึงมีความดำริ อย่างนี้ว่า พระสมณะตรัสลูกศรคือตัณหาไว้แล โทษอันเป็นพิษคืออวิชชา ย่อม งอกงามได้ด้วยฉันทราคะและพยาบาท เราละลูกศรคือตัณหานั้นได้แล้ว กำจัดโทษ อันเป็นพิษคืออวิชชาได้แล้ว จึงเป็นผู้มีใจน้อมไปในนิพพานโดยชอบ นั่นเป็น ฐานะที่มีได้แล เมื่อใจน้อมไปในนิพพานโดยชอบนั่นแล เธอไม่ประกอบเนืองๆ ซึ่งอารมณ์อันไม่เป็นที่สบายของใจอันน้อมไปในนิพพานโดยชอบแล้ว ได้แก่ไม่ ประกอบเนืองๆ ซึ่งทัสสนะคือรูปอันไม่เป็นที่สบายด้วยจักษุ ไม่ประกอบเนืองๆ ซึ่งเสียงอันไม่เป็นที่สบายด้วยโสต ไม่ประกอบเนืองๆ ซึ่งกลิ่นอันไม่เป็นที่สบาย ด้วยฆานะ ไม่ประกอบเนืองๆ ซึ่งรสอันไม่เป็นที่สบายด้วยชิวหา ไม่ประกอบ เนืองๆ ซึ่งโผฏฐัพพะอันไม่เป็นที่สบายด้วยกาย ไม่ประกอบเนืองๆ ซึ่งธรรมา- *รมณ์อันไม่เป็นที่สบายด้วยมโน เมื่อเธอไม่ประกอบเนืองๆ ซึ่งทัสสนะคือรูปอัน ไม่เป็นที่สบายด้วยจักษุ ซึ่งเสียงอันไม่เป็นที่สบายด้วยโสต ซึ่งกลิ่นอันไม่เป็นที่ สบายด้วยฆานะ ซึ่งรสอันไม่เป็นที่สบายด้วยชิวหา ซึ่งโผฏฐัพพะอันไม่เป็นที่ สบายด้วยกาย ซึ่งธรรมารมณ์อันไม่เป็นที่สบายด้วยมโน ราคะก็ไม่ตามกำจัดจิต เธอมีจิตไม่ถูกราคะตามกำจัดแล้ว ไม่พึงเข้าถึงความตาย หรือทุกข์ปางตาย เปรียบ เหมือนบุรุษถูกลูกศรมียาพิษอาบไว้อย่างหนาแล้ว มิตร อำมาตย์ ญาติสาโลหิต ของเขาให้หมอผ่าตัดรักษา หมอผ่าตัดใช้ศาตราชำแหละปากแผลของเขา ครั้นแล้ว ใช้เครื่องตรวจค้นหาลูกศร แล้วถอนลูกศรออก กำจัดโทษคือพิษที่ยังมีเชื้อเหลือ ติดอยู่ จนรู้ว่าไม่มีเชื้อเหลืออยู่ จึงบอกอย่างนี้ว่า ดูกรพ่อมหาจำเริญ เราถอน ลูกศรให้ท่านเสร็จแล้ว โทษคือพิษเราก็กำจัดจนไม่มีเชื้อเหลือติดอยู่แล้ว ท่าน หมดอันตราย และพึงบริโภคโภชนะที่สบายได้ เมื่อท่านจะบริโภคโภชนะที่แสลง ก็อย่าให้แผลต้องกำเริบ และท่านต้องชะแผลทุกเวลา ทายาสมานปากแผลทุก เวลา เมื่อท่านชะแผลทุกเวลา ทายาสมานปากแผลทุกเวลา อย่าให้น้ำเหลือง และเลือดรัดปากแผลได้ และท่านอย่าเที่ยวตากลมตากแดดไปเนืองๆ เมื่อท่าน เที่ยวตากลมตากแดดไปเนืองๆ แล้ว ก็อย่าให้ละอองและของโสโครกติดตาม ทำลายปากแผลได้ ดูกรพ่อมหาจำเริญ ท่านต้องคอยรักษาแผลอยู่จนกว่าแผลจะ ประสานกัน บุรุษนั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า หมอถอนลูกศรให้เราเสร็จแล้ว โทษ คือพิษหมอก็กำจัดจนไม่มีเชื้อเหลือติดอยู่แล้ว เราหมดอันตราย เขาจึงบริโภค โภชนะที่สบาย เมื่อบริโภคโภชนะที่สบายอยู่ แผลก็ไม่กำเริบ และชะแผลทุกเวลา ทายาสมานปากแผลทุกเวลา เมื่อเขาชะแผลทุกเวลา ทายาสมานปากแผลทุกเวลา น้ำเหลืองและเลือดก็ไม่รัดปากแผล และเขาไม่เที่ยวตากลมตากแดดไปเนืองๆ เมื่อ เขาไม่เที่ยวตากลมตากแดดไปเนืองๆ ละอองและของโสโครกก็ไม่ติดตามทำลาย ปากแผล เขาคอยรักษาแผลอยู่ จนแผลหายประสานกัน เพราะเขาทำสิ่งที่สบาย นี้แล แผลจึงหายได้ด้วย ๒ ประการ คือ กำจัดของไม่สะอาดและโทษคือพิษ จนไม่มีเชื้อเหลือติดอยู่แล้ว เขามีแผลหาย ผิวหนังสนิทแล้ว จึงไม่พึงเข้าถึง ความตาย หรือทุกข์ปางตาย ฉันใด ดูกรสุนักขัตตะ ฉันนั้นเหมือนกันแล ข้อที่ ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ พึงมีความดำริอย่างนี้ว่า พระสมณะตรัสลูกศรคือตัณหา ไว้แล โทษอันเป็นพิษคืออวิชชา ย่อมงอกงามได้ด้วยฉันทราคะและพยาบาท เรา ละลูกศรคือตัณหาได้แล้ว กำจัดโทษอันเป็นพิษคืออวิชชาได้แล้ว จึงเป็นผู้มีใจ น้อมไปในนิพพานโดยชอบ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ เมื่อใจน้อมไปในนิพพานโดยชอบ อยู่นั่นแล เธอไม่ประกอบเนืองๆ ซึ่งอารมณ์อันไม่เป็นที่สบายของใจอันน้อมไป ในนิพพานโดยชอบแล้ว ได้แก่ ไม่ประกอบเนืองๆ ซึ่งทัสสนะคือรูปอันไม่เป็นที่ สบายด้วยจักษุ ไม่ประกอบเนืองๆ ซึ่งเสียงอันไม่เป็นที่สบายด้วยโสต ไม่ประกอบ เนืองๆ ซึ่งกลิ่นอันไม่เป็นที่สบายด้วยฆานะ ไม่ประกอบเนืองๆ ซึ่งรสอันไม่เป็น ที่สบายด้วยชิวหา ไม่ประกอบเนืองๆ ซึ่งโผฏฐัพพะอันไม่เป็นที่สบายด้วยกาย ไม่ ประกอบเนืองๆ ซึ่งธรรมารมณ์อันไม่เป็นที่สบายด้วยมโน เมื่อเธอไม่ประกอบ เนืองๆ ซึ่งทัสสนะคือรูปอันไม่เป็นที่สบายด้วยจักษุ ซึ่งเสียงอันไม่เป็นที่สบาย ด้วยโสต ซึ่งกลิ่นอันไม่เป็นที่สบายด้วยฆานะ ซึ่งรสอันไม่เป็นที่สบายด้วยชิวหา ซึ่งโผฏฐัพพะอันไม่เป็นที่สบายด้วยกาย ซึ่งธรรมารมณ์อันไม่เป็นที่สบายด้วยมโน แล้ว ราคะก็ไม่ตามกำจัดจิต เธอมีจิตไม่ถูกราคะตามกำจัดแล้ว ไม่พึงเข้าถึง ความตาย หรือทุกข์ปางตาย ดูกรสุนักขัตตะ เราอุปมาเปรียบเทียบดังนี้ เพื่อให้รู้เนื้อความ เนื้อความ ในอุปมานี้ คำว่าแผล เป็นชื่อของอายตนะภายใน ๖ โทษคือพิษ เป็นชื่อของ อวิชชา ลูกศร เป็นชื่อของตัณหา เครื่องตรวจเป็นชื่อของสติ ศาตรา เป็นชื่อของ ปัญญาของพระอริยะ หมอผ่าตัดเป็นชื่อของตถาคตผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้เองโดย ชอบแล้ว ดูกรสุนักขัตตะ ข้อที่ภิกษุนั้นทำความสำรวมในอายตนะอันที่เป็น กระทบ ๖ อย่าง รู้ดังนี้ว่า อุปธิเป็นรากเหง้าแห่งทุกข์ จึงเป็นผู้ปราศจากอุปธิ พ้นวิเศษแล้วในธรรมเป็นที่สิ้นอุปธิ จักน้อมกายหรือปล่อยจิตไปในอุปธิ นั่นไม่ ใช่ฐานะที่มีได้ เปรียบเหมือนภาชนะมีน้ำดื่มเต็มเปี่ยม ถึงพร้อมด้วยสี ด้วยกลิ่น ด้วยรส แต่ระคนด้วยยาพิษ เมื่อบุรุษผู้รักชีวิต ยังไม่อยากตาย ปรารถนาสุข เกลียดทุกข์ พึงมาถึงเข้า ดูกรสุนักขัตตะ เธอสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุรุษ นั้นจะพึงดื่มน้ำที่เต็มเปี่ยมภาชนะนั้น ทั้งๆ ที่รู้ว่า ดื่มแล้วจะเข้าถึงความตาย หรือทุกข์ปางตาย บ้างไหมหนอ ฯ สุ. ข้อนี้หามิได้เลย พระพุทธเจ้าข้า ฯ
เทียบรายประโยค (27 ประโยค)
mn105:23.1 #
ฐานํ โข ปเนตํ สุนกฺขตฺต วิชฺชติ ยํ อิเธกจฺจสฺส ภิกฺขุโน เอวมสฺส✎ ร่าง
Ṭhānaṁ kho panetaṁ, sunakkhatta, vijjati yaṁ idhekaccassa bhikkhuno evamassa:
It’s possible that a certain mendicant might think:
อ้างอิงPTS 2.259 · สยามรัฐ 14.70 · พุทธชยันตี 12.76
mn105:23.2 #
ตณฺหา โข สลฺลํ สมเณน วุตฺตํ อวิชฺชาวิสโทโส ฉนฺทราคพฺยาปาเทหิ รุปฺปติ✎ ร่าง
‘taṇhā kho sallaṁ samaṇena vuttaṁ, avijjāvisadoso chandarāgabyāpādena ruppati.
‘The Ascetic has said that craving is a dart; and that the poison of ignorance is inflicted by desire and ill will.
mn105:23.3 #
ตํ เม ตณฺหาสลฺลํ ปหีนํ อปนีโต อวิชฺชาวิสโทโส สมฺมานิพฺพานาธิมุตฺโตหมสฺมีติ ฯ✎ ร่าง
Taṁ me taṇhāsallaṁ pahīnaṁ, apanīto avijjāvisadoso, sammā nibbānādhimuttohamasmī’ti.
I have given up the dart of craving and expelled the poison of ignorance; I am rightly intent on extinguishment.’
mn105:23.4 #
สมฺมา- นิพฺพานาธิมุตฺตสฺเสว สโต โส ยานิ สมฺมานิพฺพานาธิมุตฺตสฺส อสปฺปายานิ ตานิ นานุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ จกฺขุนา รูปทสฺสนํ นานุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ โสเตน สทฺทํ นานุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ ฆาเนน คนฺธํ นานุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ ชิวฺหาย รสํ นานุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ กาเยน โผฏฺฐพฺพํ นานุยุญฺเชยฺย อสปฺปายํ มนสา ธมฺมํ นานุยุญฺเชยฺย ฯ✎ ร่าง
Sammā nibbānādhimuttasseva sato so yāni sammā nibbānādhimuttassa asappāyāni tāni nānuyuñjeyya, asappāyaṁ cakkhunā rūpadassanaṁ nānuyuñjeyya, asappāyaṁ sotena saddaṁ nānuyuñjeyya, asappāyaṁ ghānena gandhaṁ nānuyuñjeyya, asappāyaṁ jivhāya rasaṁ nānuyuñjeyya, asappāyaṁ kāyena phoṭṭhabbaṁ nānuyuñjeyya, asappāyaṁ manasā dhammaṁ nānuyuñjeyya.
Being rightly intent on extinguishment, they wouldn’t engage in things unconducive to extinguishment: unsuitable sights, sounds, smells, tastes, touches, and ideas.
mn105:23.5 #
ตสฺส อสปฺปายํ จกฺขุนา รูปทสฺสนํ อนนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ โสเตน สทฺทํ อนนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ ฆาเนน คนฺธํ อนนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ ชิวฺหาย รสํ อนนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ กาเยน โผฏฺฐพฺพํ อนนุยุตฺตสฺส อสปฺปายํ มนสา ธมฺมํ อนนุยุตฺตสฺส ราโค จิตฺตํ นานุทฺธํเสยฺย ฯ✎ ร่าง
Tassa asappāyaṁ cakkhunā rūpadassanaṁ nānuyuttassa, asappāyaṁ sotena saddaṁ nānuyuttassa, asappāyaṁ ghānena gandhaṁ nānuyuttassa, asappāyaṁ jivhāya rasaṁ nānuyuttassa, asappāyaṁ kāyena phoṭṭhabbaṁ nānuyuttassa, asappāyaṁ manasā dhammaṁ nānuyuttassa rāgo cittaṁ nānuddhaṁseyya.
Doing so, lust wouldn’t infect their mind,
mn105:23.6 #
โส น ราคานุทฺธํสิเตน จิตฺเตน เนว มรณํ วา นิคจฺเฉยฺย น มรณมตฺตํ วา ทุกฺขํ ฯ✎ ร่าง
So na rāgānuddhaṁsitena cittena neva maraṇaṁ vā nigaccheyya na maraṇamattaṁ vā dukkhaṁ.
so no death or deadly pain would result.
mn105:24.1 #
เสยฺยถาปิ สุนกฺขตฺต ปุริโส สลฺเลน วิทฺโธ อสฺส สวิเสน คาฬฺหูปเลปเนน ฯ✎ ร่าง
Seyyathāpi, sunakkhatta, puriso sallena viddho assa savisena gāḷhūpalepanena.
Suppose a man was struck by an arrow thickly smeared with poison.
อ้างอิงสยามรัฐ 14.71 · ฉัฏฐสังคายนา 14.44
mn105:24.2 #
ตสฺส มิตฺตามจฺจา ญาติสาโลหิตา ภิสกฺกํ สลฺลกตฺตํ อุปฏฺฐเปยฺยุํ ฯ✎ ร่าง
Tassa mittāmaccā ñātisālohitā bhisakkaṁ sallakattaṁ upaṭṭhāpeyyuṁ.
Their friends and colleagues, relatives and kin would get a surgeon to treat them.
mn105:24.3 #
ตสฺส โส ภิสกฺโก สลฺลกตฺโต สตฺเถน วณมุขํ ปริกนฺเตยฺย✎ ร่าง
Tassa so bhisakko sallakatto satthena vaṇamukhaṁ parikanteyya.
The surgeon would cut open the wound with a scalpel,
mn105:24.4 #
สตฺเถน สลฺลํ ๑- วณมุขํ ปริกนฺเตตฺวา เอสนิยา สลฺลํ เอเสยฺย✎ ร่าง
Satthena vaṇamukhaṁ parikantitvā esaniyā sallaṁ eseyya.
probe for the arrow,
mn105:24.5 #
เอสนิยา สลฺลํ เอสิตฺวา สลฺลํ อพฺพาเหยฺย อปเนยฺย วิสโทสํ อนุปาทิเสสํ✎ ร่าง
Esaniyā sallaṁ esitvā sallaṁ abbuheyya, apaneyya visadosaṁ anupādisesaṁ.
extract it, and expel the poison, leaving no residue behind.
mn105:24.6 #
อนุปาทิเสโสติ ชานมาโน ฯ {๗๗.๒} โส เอวํ วเทยฺย✎ ร่าง
Anupādisesoti jānamāno so evaṁ vadeyya:
Knowing that no residue remained, the surgeon would say:
mn105:24.7 #
อมฺโภ ปุริส อุพฺภตํ โข เต สลฺลํ อปนีโต วิสโทโส อนุปาทิเสโส✎ ร่าง
‘ambho purisa, ubbhataṁ kho te sallaṁ, apanīto visadoso anupādiseso.
‘My man, the dart has been extracted and the poison expelled with no residue.
mn105:24.8 #
อลญฺจ เต อนนฺตรายาย✎ ร่าง
Analañca te antarāyāya.
It’s not capable of harming you.
mn105:24.9 #
สปฺปายานิ เจว โภชนานิ ภุญฺเชยฺยาสิ มา เต อสปฺปายานิ โภชนานิ ภุญฺชโต วโณ อสฺสาวี อสฺส✎ ร่าง
Sappāyāni ceva bhojanāni bhuñjeyyāsi, mā te asappāyāni bhojanāni bhuñjato vaṇo assāvī assa.
Eat only suitable food. Don’t eat unsuitable food, or else the wound may get infected.
mn105:24.10 #
กาเลน กาลญฺจ วณํ โธเวยฺยาสิ กาเลน กาลํ วณมุขํ อาลิมฺเปยฺยาสิ มา เต✎ ร่าง
Kālena kālañca vaṇaṁ dhoveyyāsi, kālena kālaṁ vaṇamukhaṁ ālimpeyyāsi. Mā te na kālena kālaṁ vaṇaṁ dhovato na kālena kālaṁ vaṇamukhaṁ ālimpato pubbalohitaṁ vaṇamukhaṁ pariyonandhi.
Regularly wash the wound and anoint the opening, or else it’ll get covered with pus and blood.
mn105:24.11 #
Mā ca vātātape cārittaṁ anuyuñji, mā te vātātape cārittaṁ anuyuttassa rajosūkaṁ vaṇamukhaṁ anuddhaṁsesi.
Don’t walk too much in the wind and sun, or else dust and dirt will infect the wound.
mn105:24.12 #
Vaṇānurakkhī ca, ambho purisa, vihareyyāsi vaṇasāropī’ti.
Take care of the wound, my man, heal it.’
mn105:25.1 #
Tassa evamassa:
They’d think:
mn105:25.2 #
‘ubbhataṁ kho me sallaṁ, apanīto visadoso anupādiseso.
‘The dart has been extracted and the poison expelled with no residue.
mn105:25.3 #
Analañca me antarāyāyā’ti.
It’s not capable of harming me.’
mn105:25.4 #
So sappāyāni ceva bhojanāni bhuñjeyya. Tassa sappāyāni bhojanāni bhuñjato vaṇo na assāvī assa.
They’d eat suitable food, and the wound wouldn’t get infected.
mn105:25.5 #
Kālena kālañca vaṇaṁ dhoveyya, kālena kālaṁ vaṇamukhaṁ ālimpeyya. Tassa kālena kālaṁ vaṇaṁ dhovato kālena kālaṁ vaṇamukhaṁ ālimpato na pubbalohitaṁ vaṇamukhaṁ pariyonandheyya.
And they’d regularly wash and anoint the opening, so it wouldn’t get covered in pus and blood.
mn105:25.6 #
Na ca vātātape cārittaṁ anuyuñjeyya. Tassa vātātape cārittaṁ ananuyuttassa rajosūkaṁ vaṇamukhaṁ nānuddhaṁseyya.
And they wouldn’t walk too much in the wind and sun, so dust and dirt wouldn’t infect the wound.
mn105:25.7 #
Vaṇānurakkhī ca vihareyya vaṇasāropī.
And they’d take care of the wound and heal it.
mn105:25.8 #
Tassa imissā ca sappāyakiriyāya asu ca visadoso apanīto anupādiseso tadubhayena vaṇo viruheyya.
Then both because they did what was suitable, and the unclean poison had left no residue, the wound would heal,
mn105:25.9 #
So ruḷhena vaṇena sañchavinā neva maraṇaṁ vā nigaccheyya na maraṇamattaṁ vā dukkhaṁ.
and no death or deadly pain would result.
‹ กลับสารบัญ เล่ม ๑๔ — มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์
ความน่าเชื่อถือ: ✓ ทางการ 🤖 AI จับคู่ ✎ ร่าง — "ร่าง" คือจับคู่อัตโนมัติ อาจคลาดเคลื่อน ยังไม่ตรวจทาน