‹ กลับ
มาคันทิยสูตร
เล่ม ๒๕ — ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ–ธรรมบท–อุทาน–อิติวุตตก–สุตตนิบาต · ข้อ 416 · ขุ.ขุ. ๒๕/๑๐๒๒๒ ↗
👁 การแสดงผล
แตะเพื่อเปิด/ปิดแต่ละส่วน
เนื้อความทั้งข้อ
[๔๑๖] ความพอใจในเมถุนธรรม ไม่ได้มีแก่เราเพราะได้เห็นนาง ตัณหานางอรดีและนางราคาเลย ความพอใจในเมถุนธรรม อย่างไรจักมีเพราะได้เห็นสรีระแห่งธิดาของท่านอันเต็มไปด้วย มูตรและคูถเล่า เราไม่ปรารถนาจะถูกต้องสรีระแห่งธิดาของ ท่านนั้นแม้ด้วยเท้า ฯ มาคันทิยพราหมณ์ทูลว่า ถ้าพระองค์ไม่ทรงปรารถนานางแก้วเช่นนี้ ที่พระราชาผู้เป็น จอมนระเป็นอันมากทรงปรารถนากันแล้วไซร้ พระองค์ตรัส ทิฐิ ศีล พรต ชีวิต และการเข้าถึงภพของพระองค์เช่นไร หนอ ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมาคันทิยะ กิจที่เราวินิจฉัยในธรรม คือ ทิฐิ ๖๒ แล้วจึงยึดถือเอาว่า เรากล่าวทิฐินี้ว่า ข้อนี้เท่านั้นจริง ข้ออื่นเปล่า ดังนี้ ย่อม ไม่มีแก่เราและเราเห็นโทษในทิฐิทั้งหลายอยู่ ไม่ได้ยึดถือ ทิฐิอะไรๆ เมื่อค้นคว้าสัจจะทั้งหลาย ก็ได้เห็นนิพพาน กล่าวคือความสงบ ณ ภายใน ฯ มาคันทิยพราหมณ์ทูลว่า ทิฐิเหล่าใด ที่สัตว์ทั้งหลายได้วินิจฉัยกำหนดไว้แล้ว ข้าแต่ พระองค์ผู้เป็นมุนี พระองค์ไม่ได้ยึดถือทิฐิเหล่านั้นเลย ตรัส เนื้อความนี้ได้ว่า ความสงบ ณ ภายใน เนื้อความนั้นอัน นักปราชญ์ทั้งหลายประกาศไว้อย่างไรหนอ ขอพระองค์จงตรัส บอกแก่ข้าพระองค์เถิด ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมาคันทิยะ เราไม่ได้กล่าวความบริสุทธิ์ด้วยการเห็น การฟัง การรู้ ทั้ง ด้วยศีลและพรต เราไม่กล่าวความบริสุทธิ์เว้นจากการเห็น จากการฟัง จากการรู้ จากศีลและพรต ก็บุคคลสละธรรม เป็นไปในฝ่ายดำมีทิฐิเป็นต้นเหล่านี้แล้ว ไม่ถือมั่น เป็นผู้สงบ ไม่อาศัยธรรมอะไรแล้วไม่พึงปรารถนาภพ ฯ มาคันทิยพราหมณ์ทูลว่า ได้ยินว่า ถ้าพระองค์ไม่ตรัสความบริสุทธิ์ด้วยการเห็น การ ฟัง การรู้ ทั้งศีลและพรต พระองค์ไม่ตรัสความบริสุทธิ์ เว้นจากการเห็น จากการฟัง จากการรู้ จากศีลและพรต ข้าพระองค์ย่อมสำคัญธรรมเป็นที่งงงวย ทีเดียวด้วยว่า ชน บางพวกยังเชื่อความบริสุทธิ์ด้วยการเห็น ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมาคันทิยะ ก็ท่านอาศัยการเห็นถามอยู่บ่อยๆ ได้ถึงความหลงใหลไปใน ทิฐิที่ท่านยึดมั่นแล้ว และท่านก็ไม่ได้เห็นสัญญาแม้แต่น้อย แต่ความสงบ ณ ภายในที่เรากล่าวแล้วนี้ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงตั้งอยู่โดยความเป็นผู้หลง ผู้ใดย่อมสำคัญด้วยมานะ หรือด้วยทิฐิว่า เราเป็นผู้เสมอเขาวิเศษกว่าเขา หรือเลวกว่า เขา ผู้นั้นพึงวิวาท เพราะมานะหรือทิฐินั้น ผู้ใดไม่หวั่นไหว ในการถือตัวว่า เสมอเขา วิเศษกว่าเขาดังนี้เป็นต้น ผู้นั้น ย่อมไม่มีการวิวาท บุคคลผู้มีมานะและทิฐิอันละได้แล้วนั้น ชื่อว่าเป็นพราหมณ์ จะพึงกล่าวอะไรว่า สิ่งนี้เท่านั้นจริง หรือจะพึงวิวาทเพราะมานะหรือทิฐิอะไรว่า ของเราจริง ของ ท่านเท็จ อนึ่ง ความสำคัญว่าเสมอเขาหรือว่าไม่เสมอเขา ย่อมไม่มีในผู้ใด ผู้นั้นจะพึงโต้ตอบวาทะกับใครๆ มุนีละอาลัย ได้แล้ว ไม่ระลึกถึงอารมณ์เครื่องกำหนดหมาย ไม่กระทำ ความสนิทสนมในชาวบ้าน เป็นผู้สงัดจากกามทั้งหลาย ไม่ ทำอัตภาพให้เกิดต่อไป ไม่พึงกล่าวถ้อยคำแก่งแย่งกับคน บุคคลผู้ประเสริฐ สงัดแล้วจากธรรมมีทิฐิเป็นต้นเหล่าใด พึงเที่ยวไปในโลก ไม่พึงถือเอาธรรมมีทิฐิเป็นต้นเหล่านั้นขึ้น กล่าว มุนีผู้มีถ้อยคำสงบ ไม่กำหนัดยินดี ไม่ติดอยู่ในกาม และในโลก เหมือนดอกปทุม มีก้านเป็นหนาม เกิดในน้ำ โคลนตม ไม่ติดอยู่ด้วยน้ำและโคลนตม ฉะนั้น บุคคลผู้ ถึงเวทคือมรรค ๔ เป็นผู้ไม่ดำเนินไปด้วยทิฐิ บุคคลนั้นไม่ กลับมาสู่มานะด้วยการทราบ อันต่างด้วยอารมณ์ มีรูปที่ได้ ทราบแล้วเป็นต้น บุคคลนั้นไม่เป็นผู้สำเร็จแล้วด้วยตัณหา มานะ และทิฐินั้น บุคคลนั้น แม้กรรมและสุตะพึงนำไป ไม่ได้ บุคคลนั้นอันสิ่งใดสิ่งหนึ่งน้อมนำเข้าไปไม่ได้แล้ว ในนิเวศน์ คือ ตัณหาและทิฐิ กิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งหลาย ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้คลายสัญญาได้แล้ว ความหลงทั้งหลาย ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้หลุดพ้นแล้วด้วยปัญญา ชนเหล่าใดยึด ถือกามสัญญาและทิฐิ ชนเหล่านั้นกระทบกระทั่งกันและกัน เที่ยวไปอยู่ในโลก ฯ พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า
เทียบรายประโยค (66 ประโยค)
snp4.9:1.2 #
ทิสฺวาน ตณฺหํ อรติญฺจ ราคํ ๑- นาโหสิ ฉนฺโท อปิ เมถุนสฺมึ✎ ร่าง
Nāhosi chando api methunasmiṁ;
I had no desire for sex.
snp4.9:1.3 #
กิเมวิทํ มุตฺตกรีสปุณฺณํ✎ ร่าง
Kimevidaṁ muttakarīsapuṇṇaṁ,
What is this body full of piss and shit?
snp4.9:1.4 #
ปาทาปิ นํ สมฺผุสิตุํ น อิจฺเฉ ฯ✎ ร่าง
Pādāpi naṁ samphusituṁ na icche”.
I wouldn’t even want to touch it with my foot.”
snp4.9:2.1 #
เอตาทิสญฺเจ รตนํ น อิจฺฉสิ✎ ร่าง
“Etādisañce ratanaṁ na icchasi,
“If you do not want a gem such as this,
อ้างอิงPTS 164
snp4.9:2.2 #
นารึ นรินฺเทหิ พหูหิ ปตฺถิตํ✎ ร่าง
Nāriṁ narindehi bahūhi patthitaṁ;
a lady desired by many rulers of men,
snp4.9:2.3 #
ทิฏฺฐีคตํ สีลวตํ นุ ชีวิตํ✎ ร่าง
Diṭṭhigataṁ sīlavataṁ nu jīvitaṁ,
then what manner of theory, precepts and vows, livelihood,
snp4.9:2.4 #
ภวูปปตฺติญฺจ วเทสิ กีทิสํ ฯ✎ ร่าง
Bhavūpapattiñca vadesi kīdisaṁ”.
and rebirth in a new life do you assert?”
snp4.9:3.1 #
อิทํ วทามีติ น ตสฺส โหติ (มาคนฺทิยาติ ภควา✎ ร่าง
“Idaṁ vadāmīti na tassa hoti,
“After judging among the teachings,”
อ้างอิงสยามรัฐ 25.498 · ฉัฏฐสังคายนา 48.208
snp4.9:3.2 #
(māgaṇḍiyāti bhagavā)
said the Buddha to Māgaṇḍiya,
snp4.9:3.3 #
ธมฺเมสุ นิจฺเฉยฺย สมุคฺคหีตํ✎ ร่าง
Dhammesu niccheyya samuggahītaṁ;
“none have been adopted thinking, ‘I assert this.’
snp4.9:3.4 #
ปสฺสญฺจ ทิฏฺฐีสุ อนุคฺคหาย✎ ร่าง
Passañca diṭṭhīsu anuggahāya,
Seeing views without adopting any,
snp4.9:3.5 #
อชฺฌตฺตสนฺตึ ปจินํ อทฺทสํ ฯ✎ ร่าง
Ajjhattasantiṁ pacinaṁ adassaṁ”.
searching, I saw inner peace.”
snp4.9:4.1 #
วินิจฺฉยา ยานิ ปกปฺปิตานิ (อิติ มาคนฺทิโย✎ ร่าง
“Vinicchayā yāni pakappitāni,
“O sage, you speak of judgments you have formed,”
อ้างอิงพุทธชยันตี 25.266
snp4.9:4.2 #
(iti māgaṇḍiyo)
said Māgaṇḍiya,
snp4.9:4.3 #
เต เว มุนี พฺรูสิ อนุคฺคหาย✎ ร่าง
Te ve munī brūsi anuggahāya;
“without having adopted any of those views.
snp4.9:4.4 #
อชฺฌตฺตสนฺตีติ ยเมตมตฺถํ✎ ร่าง
Ajjhattasantīti yametamatthaṁ,
As to that matter of ‘inner peace’—
snp4.9:4.5 #
กถํ นุ ธีเรหิ ปเวทิตนฺตํ ฯ✎ ร่าง
Kathaṁ nu dhīrehi paveditaṁ taṁ”.
how is that described by the attentive?”
snp4.9:5.1 #
น ทิฏฺฐิยา น สุติยา น ญาเณน (มาคนฺทิยาติ ภควา✎ ร่าง
“Na diṭṭhiyā na sutiyā na ñāṇena,
“Purity is spoken of not as due to view,”
snp4.9:5.2 #
(māgaṇḍiyāti bhagavā)
said the Buddha to Māgaṇḍiya,
snp4.9:5.3 #
สีลพฺพเตนาปิ น สุทฺธิมาห✎ ร่าง
Sīlabbatenāpi na suddhimāha;
“learning, knowledge, or precepts and vows;
snp4.9:5.4 #
อทิฏฺฐิยา อสฺสุติยา อญาณา✎ ร่าง
Adiṭṭhiyā assutiyā añāṇā,
nor without view, learning,
snp4.9:5.5 #
อสีลตา อพฺพตา โนปิ เตน✎ ร่าง
Asīlatā abbatā nopi tena;
knowledge, or precepts and vows.
snp4.9:5.6 #
เอเต จ นิสชฺช อนุคฺคหาย✎ ร่าง
Ete ca nissajja anuggahāya,
Having relinquished these, not adopting them,
snp4.9:5.7 #
สนฺโต อนิสฺสาย ภวํ น ชปฺเป ฯ✎ ร่าง
Santo anissāya bhavaṁ na jappe”.
peaceful, independent, one would not pray for another life.”
snp4.9:6.1 #
โน เจ กิร ทิฏฺฐิยา น สุติยา น ญาเณน (อิติ มาคนฺทิโย✎ ร่าง
“No ce kira diṭṭhiyā na sutiyā na ñāṇena,
“It seems purity is spoken of not as due to view,”
อ้างอิงPTS 165
snp4.9:6.2 #
(iti māgaṇḍiyo)
said Māgaṇḍiya,
snp4.9:6.3 #
สีลพฺพเตนาปิ น สุทฺธิมาห✎ ร่าง
Sīlabbatenāpi na suddhimāha;
“learning, knowledge, or precepts and vows;
snp4.9:6.4 #
อทิฏฺฐิยา อสฺสุติยา อญาณา✎ ร่าง
Adiṭṭhiyā assutiyā añāṇā,
nor without view, learning,
snp4.9:6.5 #
อสีลตา อพฺพตา โนปิ เตน✎ ร่าง
Asīlatā abbatā nopi tena;
knowledge, or precepts and vows.
snp4.9:6.6 #
มญฺญามหํ โมมุหเมว ธมฺมํ✎ ร่าง
Maññāmahaṁ momuhameva dhammaṁ,
If so, I think this teaching is sheer folly;
snp4.9:6.7 #
ทิฏฺฐิยา จ เอเก ปจฺเจนฺติ สุทฺธึ ฯ✎ ร่าง
Diṭṭhiyā eke paccenti suddhiṁ”.
some believe that purity comes from view.”
snp4.9:7.1 #
ทิฏฺฐิญฺจ ๑- นิสฺสาย อนุปุจฺฉมาโน (มาคนฺทิยาติ ภควา✎ ร่าง
“Diṭṭhañca nissāya anupucchamāno,
“Continuing to question while relying on a view,”
อ้างอิงสยามรัฐ 25.499
snp4.9:7.2 #
(māgaṇḍiyāti bhagavā)
said the Buddha to Māgaṇḍiya,
snp4.9:7.3 #
สมุคฺคหีเตสุ สโมหมาคา✎ ร่าง
Samuggahītesu pamohamāgā;
“you’ve become confused by all you’ve adopted.
snp4.9:7.4 #
อิโต จ นาทฺทกฺขิ อณุมฺปิ สญฺญํ✎ ร่าง
Ito ca nāddakkhi aṇumpi saññaṁ,
From this you’ve not glimpsed the slightest idea,
snp4.9:7.5 #
ตสฺมา ตุวํ โมมุหโต ทหาสิ✎ ร่าง
Tasmā tuvaṁ momuhato dahāsi.
which is why you consider the teaching folly.
snp4.9:8.1 #
สโม วิเสสี อุท วา นิหีโน✎ ร่าง
Samo visesī uda vā nihīno,
If you think that ‘I’m equal,
อ้างอิงฉัฏฐสังคายนา 48.209
snp4.9:8.2 #
โย มญฺญตี โส วิวเทถ เตน✎ ร่าง
Yo maññati so vivadetha tena;
special, or worse’, you’ll dispute about that.
snp4.9:8.3 #
ตีสุ วิธาสุ อวิกมฺปมาโน✎ ร่าง
Tīsu vidhāsu avikampamāno,
Not wavering due to the three discriminations,
snp4.9:8.4 #
สโม วิเสสีติ น ตสฺส โหติ ฯ✎ ร่าง
Samo visesīti na tassa hoti.
they have no thought, ‘I’m equal or special’.
snp4.9:9.1 #
สจฺจนฺติ โส พฺราหฺมโณ กึ วเทยฺย✎ ร่าง
Saccanti so brāhmaṇo kiṁ vadeyya,
Why would that brahmin say, ‘It’s true’,
snp4.9:9.2 #
มุสาติ วา โส วิวเทถ เกน✎ ร่าง
Musāti vā so vivadetha kena;
or with whom would they dispute, ‘It’s false’?
snp4.9:9.3 #
ยสฺมึ สมํ วิสมํ วาปิ ๑- นตฺถิ✎ ร่าง
Yasmiṁ samaṁ visamaṁ vāpi natthi,
There is no equal or unequal in them,
snp4.9:9.4 #
ส เกน วาทํ ปฏิสํยุเชยฺย ฯ✎ ร่าง
Sa kena vādaṁ paṭisaṁyujeyya.
so who would they take on in debate?
snp4.9:10.1 #
โอกมฺปหาย อนิเกตสารี✎ ร่าง
Okaṁ pahāya aniketasārī,
After leaving their bastion to migrate without abode,
อ้างอิงพุทธชยันตี 25.268
snp4.9:10.2 #
คาเม อกุพฺพํ มุนิ สนฺถวานิ✎ ร่าง
Gāme akubbaṁ muni santhavāni;
a sage doesn’t get close to anyone in town.
snp4.9:10.3 #
กาเมหิ ริตฺโต อปุเรกฺขราโน✎ ร่าง
Kāmehi ritto apurakkharāno,
Rid of sensual pleasures, not expecting,
snp4.9:10.4 #
กถํ น วิคฺคยฺห ชเนน กยิรา ฯ✎ ร่าง
Kathaṁ na viggayha janena kayirā.
they wouldn’t get in arguments with people.
snp4.9:11.1 #
เยหิ วิวิตฺโต วิจเรยฺย โลเก✎ ร่าง
Yehi vivitto vicareyya loke,
A spiritual giant would not take up for debate
อ้างอิงPTS 166
snp4.9:11.2 #
น ตานิ อุคฺคยฺห วเทยฺย นาโค เอ✎ ร่าง
Na tāni uggayha vadeyya nāgo;
the things in the world from which they live secluded.
snp4.9:11.3 #
ลมฺพุชํ ๒- กณฺฏกวาริชํ ๓- ยถา✎ ร่าง
Jalambujaṁ kaṇḍakavārijaṁ yathā,
As a prickly lotus born in the water
snp4.9:11.4 #
ชเลน ปงฺเกน จ นูปลิตฺตํ✎ ร่าง
Jalena paṅkena canūpalittaṁ;
is unsullied by water and mud,
snp4.9:11.5 #
เอวํ มุนี สนฺติวาโท อคิทฺโธ✎ ร่าง
Evaṁ munī santivādo agiddho,
so the greedless sage, proponent of peace,
snp4.9:11.6 #
กาเม จ โลเก จ อนูปลิตฺโต ฯ✎ ร่าง
Kāme ca loke ca anūpalitto.
is unsmeared by sensuality and the world.
snp4.9:12.1 #
น เวทคู ทิฏฺฐิยา น มุติยา✎ ร่าง
Na vedagū diṭṭhiyāyako na mutiyā,
A knowledge master does not become conceited
อ้างอิงสยามรัฐ 25.500
snp4.9:12.2 #
ส มานเมติ น หิ ตมฺมโย โส✎ ร่าง
Sa mānameti na hi tammayo so;
due to view or thought, for they are not determined by that.
snp4.9:12.3 #
น กมฺมุนา โนปิ สุเตน เนยฺโย✎ ร่าง
Na kammunā nopi sutena neyyo,
They’ve no need for deeds or learning,
snp4.9:12.4 #
อนูปนีโต ส ๒- นิเวสเนสุ ฯ✎ ร่าง
Anūpanīto sa nivesanesu.
they’re not indoctrinated in dogmas.
snp4.9:13.1 #
สญฺญาวิรตฺตสฺส น สนฺติ คนฺถา✎ ร่าง
Saññāvirattassa na santi ganthā,
There are no ties for one detached from ideas;
snp4.9:13.2 #
ปญฺญาวิมุตฺตสฺส น สนฺติ โมหา✎ ร่าง
Paññāvimuttassa na santi mohā;
there are no delusions for one freed by wisdom.
snp4.9:13.3 #
สญฺญญฺจ ทิฏฺฐิญฺจ เย อคฺคเหสุํ✎ ร่าง
Saññañca diṭṭhiñca ye aggahesuṁ,
But those who have adopted ideas and views
snp4.9:13.4 #
เต ฆฏฺฏมานา ๓- วิจรนฺติ โลเกติ ฯ✎ ร่าง
Te ghaṭṭayantā vicaranti loke”ti.
wander the world causing conflict.”
snp4.9:13.5 #
มาคนฺทิยสุตฺตํ นวมํ ฯ✎ ร่าง
Māgaṇḍiyasuttaṁ navamaṁ.
snp4.10:0.1 #
สุตฺตนิปาเต จตุตฺถสฺส อฏฺฐกวคฺคสฺส ทสมํ✎ ร่าง
Sutta Nipāta 4.10
Anthology of Discourses 4.10
snp4.10:0.2 #
ปุราเภทสุตฺต✎ ร่าง
Purābhedasutta
Before the Breakup
snp4.10:1.1 #
✎ ร่าง
“Kathaṁdassī kathaṁsīlo,
“Seeing how, behaving how,
‹ กลับสารบัญ เล่ม ๒๕ — ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ–ธรรมบท–อุทาน–อิติวุตตก–สุตตนิบาต
ความน่าเชื่อถือ: ✓ ทางการ 🤖 AI จับคู่ ✎ ร่าง — "ร่าง" คือจับคู่อัตโนมัติ อาจคลาดเคลื่อน ยังไม่ตรวจทาน