‹ กลับ
จูฬวิยูหสูตร
เล่ม ๒๕ — ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ–ธรรมบท–อุทาน–อิติวุตตก–สุตตนิบาต · ข้อ 419 · ขุ.ขุ. ๒๕/๑๐๔๑๘ ↗
👁 การแสดงผล
แตะเพื่อเปิด/ปิดแต่ละส่วน
เนื้อความทั้งข้อ
[๔๑๙] สมณพราหมณ์ทั้งหลายยึดมั่นอยู่ในทิฐิของตนๆ ถือมั่นทิฐิ แล้ว ปฏิญาณว่าพวกเราเป็นผู้ฉลาด ย่อมกล่าวต่างๆ กันว่า ผู้ใดรู้อย่างนี้ ผู้นั้นชื่อว่ารู้ธรรมคือทิฐิ ผู้นั้นคัดค้านธรรมคือ ทิฐินี้อยู่ ชื่อว่าเป็นผู้เลวทราม สมณพราหมณ์ทั้งหลายถือมั่น ทิฐิแม้ด้วยอาการอย่างนี้ ย่อมโต้เถียงกัน และกล่าวว่า ผู้อื่น เป็นคนเขลา ไม่ฉลาด วาทะของสมณพราหมณ์สองพวกนี้ วาทะไหนเป็นวาทะจริงหนอ เพราะว่าสมณพราหมณ์ทั้งหมด นี้ ต่างก็กล่าวกันว่าเป็นคนฉลาด ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า หากว่าผู้ใดไม่ยินยอมตามธรรม คือ ความเห็นของผู้อื่น ผู้นั้น เป็นคนพาล คนเขลา เป็นคนมีปัญญาทราม ชนเหล่านี้ ทั้งหมดก็เป็นคนพาล เป็นคนมีปัญญาต่ำทราม เพราะว่าชน เหล่านี้ทั้งหมดถือมั่นอยู่ในทิฐิ ก็หากว่าชนเหล่านั้นเป็นคน ผ่องใสอยู่ในทิฐิของตนๆ จัดว่าเป็นคนมีปัญญาบริสุทธิ์ เป็นคนฉลาด มีความคิดไซร้ บรรดาคนเจ้าทิฐิเหล่านั้น ก็จะ ไม่มีใครๆ เป็นผู้มีปัญญาต่ำทราม เพราะว่าทิฐิของชนแม้ เหล่านั้น ล้วนเป็นทิฐิเสมอกัน เหมือนทิฐิของพวกชนนอกนี้ อนึ่ง ชนทั้งสองพวกได้กล่าวกันและกันว่าเป็นผู้เขลา เพราะ ความเห็นใด เราไม่กล่าวความเห็นนั้นว่าแท้ เพราะเหตุที่ชน เหล่านั้น ได้กระทำความเห็นของตนๆ ว่าสิ่งนี้เท่านั้นจริง (สิ่งอื่นเปล่า) ฉะนั้นแล ชนเหล่านั้น จึงตั้งคนอื่นว่า เป็นผู้เขลา ฯ พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า สมณพราหมณ์แต่ละพวก กล่าวทิฐิใดว่าเป็นความจริงแท้ แม้สมณพราหมณ์พวกอื่นก็กล่าวทิฐินั้นว่า เป็นความเท็จ ไม่จริง สมณพราหมณ์ทั้งหลายมาถือมั่น (ความจริงต่างๆ กัน) แม้ด้วยอาการอย่างนี้แล้ว ก็วิวาทกันเพราะเหตุไร สมณพราหมณ์ทั้งหลาย จึงไม่กล่าวสัจจะให้เป็นหนึ่งลง ไปได้ ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า สัจจะมีอย่างเดียวเท่านั้น สัจจะที่สองไม่มี ผู้ที่ทราบชัดมา ทราบชัดอยู่ จะต้องวิวาทกันเพราะสัจจะอะไรเล่า สมณ- พราหมณ์เหล่านั้น ย่อมกล่าวสัจจะทั้งหลายให้ต่างกันออกไป ด้วยตนเอง เพราะเหตุนั้น สมณพราหมณ์ทั้งหลาย จึงไม่ กล่าวสัจจะให้เป็นหนึ่งลงไปได้ ฯ พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า เพราะเหตุไรหนอ สมณพราหมณ์ผู้เป็นเจ้าลัทธิทั้งหลาย กล่าวยกตนว่าเป็นคนฉลาด จึงกล่าวสัจจะให้ต่างกันไป สัจจะ มากหลายต่างๆ กัน จะเป็นอันใครๆ ได้สดับมา หรือว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น ระลึกตามความคาดคะเนของตน ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า สัจจะมากหลายต่างๆ กัน เว้นจากสัญญาว่าเที่ยงเสีย ไม่มี ในโลกเลย ก็สมณพราหมณ์ทั้งหลายมากำหนดความคาด คะเนในทิฐิทั้งหลาย (ของตน) แล้ว จึงกล่าวทิฐิธรรมอัน เป็นคู่กันว่า จริงๆ เท็จๆ ก็บุคคลเจ้าทิฐิ อาศัยทิฐิธรรม เหล่านี้ คือ รูปที่ได้เห็นบ้าง เสียงที่ได้ฟังบ้าง อารมณ์ที่ได้ ทราบบ้าง ศีลและพรตบ้าง จึงเป็นผู้เห็นความบริสุทธิ์ และ ตั้งอยู่ในการวินิจฉัยทิฐิแล้วร่าเริงอยู่ กล่าวว่า ผู้อื่นเป็นคน เขลาไม่ฉลาด บุคคลเจ้าทิฐิย่อมติเตียนบุคคลอื่นว่าเป็นผู้เขลา ด้วยทิฐิใด กล่าวยกตนว่าเป็นผู้ฉลาดด้วยลำพังตน ย่อมติเตียน ผู้อื่นกล่าวทิฐินั้นเอง บุคคลยกตนว่าเป็นคนฉลาด ด้วยทิฐิ นั้น ชื่อว่าเจ้าทิฐินั้นเต็มไปด้วยความเห็นว่าเป็นสาระยิ่ง และมัวเมาเพราะมานะ มีมานะบริบูรณ์ อภิเษกตนเองด้วย ใจว่า เราเป็นบัณฑิต เพราะว่าทิฐินั้น ของเขาบริบูรณ์แล้ว อย่างนั้น ก็ถ้าว่าบุคคลนั้นถูกเขาว่าอยู่ จะเป็นคนเลวทราม ด้วยถ้อยคำของบุคคลอื่นไซร้ ตนก็จะเป็นผู้มีปัญญาต่ำทราม ไปด้วยกัน อนึ่ง หากว่าบุคคลจะเป็นผู้ถึงเวท เป็นนักปราชญ์ ด้วยลำพังตนเองไซร้ สมณพราหมณ์ทั้งหลายก็ไม่มีใครเป็น ผู้เขลา ชนเหล่าใดกล่าวยกย่องธรรม คือ ทิฐิอื่นจากนี้ไป ชนเหล่านั้นผิดพลาด และไม่บริบูรณ์ด้วยความหมดจด เดียรถีย์ทั้งหลายย่อมกล่าวแม้อย่างนี้โดยมาก เพราะว่า เดียรถีย์เหล่านั้นยินดีนักด้วยความยินดีในทิฐิของตน เดียรถีย์ ทั้งหลาย กล่าวความบริสุทธิ์ในธรรม คือทิฐินี้เท่านั้น หากล่าว ความบริสุทธิ์ในธรรมเหล่าอื่นไม่ เดียรถีย์ทั้งหลาย โดยมาก เชื่อมั่นแม้ด้วยอาการอย่างนี้ เดียรถีย์ทั้งหลาย รับรองอย่าง หนักแน่นในลัทธิของตนนั้น อนึ่ง เดียรถีย์รับรองอย่างหนัก- แน่นในลัทธิของตน จะพึงตั้งใครอื่นว่าเป็นผู้เขลาในลัทธินี้เล่า เดียรถีย์นั้น เมื่อกล่าวผู้อื่นว่าเป็นผู้เขลา เป็นผู้มีธรรมไม่ บริสุทธิ์ ก็พึงนำความทะเลาะวิวาทมาให้แก่ตนฝ่ายเดียว เดียรถีย์นั้น ตั้งอยู่ในการวินิจฉัยทิฐิแล้ว นิรมิตศาสดาเป็น ต้นขึ้นด้วยตนเอง ก็ต้องวิวาทกันในโลกยิ่งขึ้นไป บุคคลละ การวินิจฉัยทิฐิทั้งหมดแล้ว ย่อมไม่กระทำความทะเลาะวิวาท ในโลก ฉะนี้แล ฯ พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า
เทียบรายประโยค (71 ประโยค)
snp4.12:1.2 #
สกํ สกํ ทิฏฺฐิปริพฺพสานา วิคฺคยฺห นานา กุสลา วทนฺติ✎ ร่าง
Viggayha nānā kusalā vadanti;
those who are skilled disagree, arguing:
snp4.12:1.3 #
โย เอวํ ชานาติ ส เวทิ ธมฺมํ✎ ร่าง
Yo evaṁ jānāti sa vedi dhammaṁ,
‘Whoever sees it this way understands the teaching;
snp4.12:1.4 #
อิทํ ปฏิกฺโกสมเกวลี โส ฯ✎ ร่าง
Idaṁ paṭikkosamakevalī so.
those who reject this are inadequate.’
snp4.12:2.1 #
เอวมฺปิ วิคฺคยฺห วิวาทยนฺติ✎ ร่าง
Evampi viggayha vivādayanti,
So arguing, they dispute,
อ้างอิงสยามรัฐ 25.506
snp4.12:2.2 #
พาโล ปโร อกุสโลติ จาหุ✎ ร่าง
Bālo paro akkusaloti cāhu;
saying, ‘The other is a fool, an amateur!’
snp4.12:2.3 #
สจฺโจ นุ วาโท กตโม อิเมสํ✎ ร่าง
Sacco nu vādo katamo imesaṁ,
Which of these is a true statement,
snp4.12:2.4 #
สพฺเพว หีเม กุสลา วทานา ฯ✎ ร่าง
Sabbeva hīme kusalāvadānā”.
for all of them profess to be experts?”
snp4.12:3.1 #
ปรสฺส เจ ธมฺมมนานุชานํ✎ ร่าง
“Parassa ce dhammamanānujānaṁ,
“If not accepting another’s teaching
อ้างอิงPTS 172
snp4.12:3.2 #
พาโล มโค ๑- โหติ นิหีนปญฺโญ✎ ร่าง
Bālomako hoti nihīnapañño;
makes you a useless fool lacking wisdom,
snp4.12:3.3 #
สพฺเพว พาลา สุนิหีนปญฺญา✎ ร่าง
Sabbeva bālā sunihīnapaññā,
then they’re all fools lacking wisdom,
snp4.12:3.4 #
สพฺเพวิเม ทิฏฺฐิปริพฺพสานา ฯ✎ ร่าง
Sabbevime diṭṭhiparibbasānā.
for they all maintain their own view.
snp4.12:4.1 #
สนฺทิฏฺฐิยา เว ปน วีวทาตา✎ ร่าง
Sandiṭṭhiyā ceva na vīvadātā,
But if having your own view makes you pristine—
snp4.12:4.2 #
สํสุทฺธปญฺญา กุสลา มตีมา✎ ร่าง
Saṁsuddhapaññā kusalā mutīmā;
pure in wisdom, expert and intelligent—
snp4.12:4.3 #
น เตสํ โกจิ นิหีนปญฺโญ✎ ร่าง
Na tesaṁ koci parihīnapañño,
then none of them lack wisdom,
snp4.12:4.4 #
ทิฏฺฐีหิ เตสมฺปิ ตถา สมตฺตา ฯ✎ ร่าง
Diṭṭhī hi tesampi tathā samattā.
for such is the view they have all embraced.
snp4.12:5.1 #
น วาหเมตํ ตถิวนฺติ ๔- พฺรูมิ✎ ร่าง
Na vāhametaṁ tathiyanti brūmi,
I do not say that it is correct
snp4.12:5.2 #
ยมาหุ พาโล ๕- มิถุ อญฺญมญฺญํ✎ ร่าง
Yamāhu bālā mithu aññamaññaṁ;
when they call each other fools.
snp4.12:5.3 #
สกํ สกํ ทิฏฺฐิมกํสุ สจฺจํ✎ ร่าง
Sakaṁ sakaṁ diṭṭhimakaṁsu saccaṁ,
Each has built up their own view to be the truth,
snp4.12:5.4 #
ตสฺมา หิ พาโลติ ปรํ ทหนฺติ ฯ✎ ร่าง
Tasmā hi bāloti paraṁ dahanti”.
which is why they take the other as a fool.”
snp4.12:6.1 #
ยมาหุ สจฺจํ ตถิวนฺติ เอเก✎ ร่าง
“Yamāhu saccaṁ tathiyanti eke,
“What some say is true and correct,
snp4.12:6.2 #
ตมาหุ อญฺเญปิ ๖- ตุจฺฉํ มุสาติ✎ ร่าง
Tamāhu aññe tucchaṁ musāti;
others say is hollow and false.
snp4.12:6.3 #
เอวมฺปิ วิคฺคยฺห วิวาทยนฺติ✎ ร่าง
Evampi vigayha vivādayanti,
So arguing, they dispute;
snp4.12:6.4 #
กสฺมา น เอกํ สมณา วทนฺติ ฯ✎ ร่าง
Kasmā na ekaṁ samaṇā vadanti”.
why don’t ascetics say the same thing?”
snp4.12:7.1 #
เอกํ หิ สจฺจํ น ทุตียมตฺถิ✎ ร่าง
“Ekañhi saccaṁ na dutīyamatthi,
“The truth is one, there is no second,
อ้างอิงสยามรัฐ 25.507 · ฉัฏฐสังคายนา 48.214
snp4.12:7.2 #
ยสฺมึ ปชาโน วิวเท ปชานํ✎ ร่าง
Yasmiṁ pajā no vivade pajānaṁ;
understanding which folk would not dispute.
snp4.12:7.3 #
นานา เต สจฺจานิ สยํ ถุนนฺติ✎ ร่าง
Nānā te saccāni sayaṁ thunanti,
But those ascetics each boast of different truths;
snp4.12:7.4 #
ตสฺมา น เอกํ สมณา วทนฺติ ฯ✎ ร่าง
Tasmā na ekaṁ samaṇā vadanti”.
that’s why they don’t say the same thing.”
snp4.12:8.1 #
กสฺมา นุ สจฺจานิ วทนฺติ นานา ฯ✎ ร่าง
“Kasmā nu saccāni vadanti nānā,
“But why do they speak of different truths,
อ้างอิงPTS 173 · พุทธชยันตี 25.280
snp4.12:8.2 #
ปวาทิยาเส กุสลา วทานา✎ ร่าง
Pavādiyāse kusalāvadānā;
these proponents who profess to be experts?
snp4.12:8.3 #
สจฺจานิ สุตานิ พหูนิ นานา✎ ร่าง
Saccāni sutāni bahūni nānā,
Are there really so many different truths,
snp4.12:8.4 #
อุทาหุ เต ตกฺกมนุสฺสรนฺติ ฯ✎ ร่าง
Udāhu te takkamanussaranti”.
or do they just follow their own lines of reasoning?”
snp4.12:9.1 #
น เหว สจฺจานิ พหูนิ นานา✎ ร่าง
“Na heva saccāni bahūni nānā,
“No, there are not many different truths
snp4.12:9.2 #
อญฺญตฺร สญฺญาย นิจฺจานิ โลเก✎ ร่าง
Aññatra saññāya niccāni loke;
that, apart from perception, are lasting in the world.
snp4.12:9.3 #
ตกฺกญฺจ ทิฏฺฐีสุ ปกปฺปยิตฺวา✎ ร่าง
Takkañca diṭṭhīsu pakappayitvā,
Having formed their reasoning regarding different views,
snp4.12:9.4 #
สจฺจํ มุสาติ ทฺวยธมฺมมาหุ ฯ✎ ร่าง
Saccaṁ musāti dvayadhammamāhu.
they say there are two things: true and false.
snp4.12:10.1 #
ทิฏฺเฐ สุเต สีลพฺพเต มุเต วา✎ ร่าง
Diṭṭhe sute sīlavate mute vā,
The seen, heard, or thought, or precepts or vows—
snp4.12:10.2 #
เอเต จ นิสฺสาย วิมานทสฺสี✎ ร่าง
Ete ca nissāya vimānadassī;
based on these they show disdain.
snp4.12:10.3 #
วินิจฺฉเย ฐตฺวา ปหสฺสมาโน✎ ร่าง
Vinicchaye ṭhatvā pahassamāno,
Standing in judgment, they scoff,
snp4.12:10.4 #
พาโล ปโร อกุสโลติ จาห ฯ✎ ร่าง
Bālo paro akkusaloti cāha.
saying, ‘The other is a fool, an amateur!’
snp4.12:11.1 #
เยเนว พาโลติ ปรํ ทหาติ✎ ร่าง
Yeneva bāloti paraṁ dahāti,
They take the other as a fool on the same grounds
snp4.12:11.2 #
เตนาตุมานํ กุสโลติ จาห✎ ร่าง
Tenātumānaṁ kusaloti cāha;
that they speak of themselves as an expert.
snp4.12:11.3 #
สยมตฺตนา โส กุสโล วทาโน✎ ร่าง
Sayamattanā so kusalāvadāno,
Professing to be expert on their own authority,
snp4.12:11.4 #
อญฺญํ วิมาเนติ ตเทว ปาวา ฯ✎ ร่าง
Aññaṁ vimāneti tadeva pāva.
they disdain the other while saying the same thing.
snp4.12:12.1 #
อติสารทิฏฺฐิยา โส สมตฺโต✎ ร่าง
Atisāradiṭṭhiyā so samatto,
They are perfect, according to their own extreme view;
อ้างอิงสยามรัฐ 25.508
snp4.12:12.2 #
มาเนน มตฺโต ปริปุณฺณมานี✎ ร่าง
Mānena matto paripuṇṇamānī;
drunk on conceit, imagining themselves proficient.
snp4.12:12.3 #
สยเมว สามํ มนสาภิสิตฺโต✎ ร่าง
Sayameva sāmaṁ manasābhisitto,
They have anointed themselves in their own mind,
snp4.12:12.4 #
ทิฏฺฐีหิ สา ตสฺส ตถา สมตฺตา ฯ✎ ร่าง
Diṭṭhī hi sā tassa tathā samattā.
for such is the view they have embraced.
snp4.12:13.1 #
ปรสฺส เจ หิ วจสา นิหีโน✎ ร่าง
Parassa ce hi vacasā nihīno,
If the word of your opponent makes you deficient,
snp4.12:13.2 #
ตุโม สหา โหติ นิหีนปญฺโญ✎ ร่าง
Tumo sahā hoti nihīnapañño;
then they too are lacking wisdom.
snp4.12:13.3 #
อถ เจ สยํ เวทคู โหติ ธีโร✎ ร่าง
Atha ce sayaṁ vedagū hoti dhīro,
But if on your own authority you’re a knowledge master, an attentive one,
snp4.12:13.4 #
น โกจิ พาโล สมเณสุ อตฺถิ ฯ✎ ร่าง
Na koci bālo samaṇesu atthi.
then there are no fools among the ascetics.
snp4.12:14.1 #
อญฺญํ อิโต ยาภิวทนฺติ ธมฺมํ✎ ร่าง
Aññaṁ ito yābhivadanti dhammaṁ,
‘Those who proclaim a teaching other than this
อ้างอิงPTS 174
snp4.12:14.2 #
อปรทฺธา สุทฺธิมเกวลี เต✎ ร่าง
Aparaddhā suddhimakevalī te;
have fallen short of purity, and are inadequate’:
snp4.12:14.3 #
เอวมฺปิ ติตฺถฺยา ปุถุโส วทนฺติ✎ ร่าง
Evampi titthyā puthuso vadanti,
so say each one of the sectarians,
snp4.12:14.4 #
สนฺทิฏฺฐิราเคน หิ ตฺยาภิรตฺตา ๒- ฯ✎ ร่าง
Sandiṭṭhirāgena hi tebhirattā.
for they are deeply attached to their own view.
snp4.12:15.1 #
อิเธว สุทฺธึ อิติ วาทยนฺติ✎ ร่าง
Idheva suddhiṁ iti vādayanti,
‘Here alone is purity,’ they say,
อ้างอิงพุทธชยันตี 25.282
snp4.12:15.2 #
นาญฺเญสุ ธมฺเมสุ วิสุทฺธิมาหุ✎ ร่าง
Nāññesu dhammesu visuddhimāhu;
denying that there is purification in other teachings.
snp4.12:15.3 #
เอวมฺปิ ติตฺถฺยา ปุถุโส นิวิฏฺฐา✎ ร่าง
Evampi titthyā puthuso niviṭṭhā,
Thus each one of the sectarians, being dogmatic,
snp4.12:15.4 #
สกายเน ตตฺถ ทฬฺหํ วทานา ฯ✎ ร่าง
Sakāyane tattha daḷhaṁ vadānā.
speaks forcefully within the context of their own journey.
snp4.12:16.1 #
สกายเน วาปิ ทฬฺหํ วทาโน✎ ร่าง
Sakāyane vāpi daḷhaṁ vadāno,
But in that case, so long as they are speaking forcefully of their own journey,
snp4.12:16.2 #
กเมตฺถ พาโลติ ปรํ ทเหยฺย✎ ร่าง
Kamettha bāloti paraṁ daheyya;
how can they take the other as a fool?
snp4.12:16.3 #
สยเมว โส เมธคํ อาวเหยฺย✎ ร่าง
Sayaṁva so medhagamāvaheyya,
They are the ones who provoke conflict
snp4.12:16.4 #
ปรํ วทํ พาลมสุทฺธิธมฺมํ ฯ✎ ร่าง
Paraṁ vadaṁ bālamasuddhidhammaṁ.
when they call the other a fool with an impure teaching.
snp4.12:17.1 #
วินิจฺฉเย ฐตฺวา สยํ ปมาย✎ ร่าง
Vinicchaye ṭhatvā sayaṁ pamāya,
Standing in judgment, measuring by their own standard,
อ้างอิงสยามรัฐ 25.509 · ฉัฏฐสังคายนา 48.215
snp4.12:17.2 #
อุทฺธํ โส โลกสฺมึ วิวาทเมติ✎ ร่าง
Uddhaṁsa lokasmiṁ vivādameti;
they dispute with the world more and more.
snp4.12:17.3 #
หิตฺวาน สพฺพานิ วินิจฺฉยานิ✎ ร่าง
Hitvāna sabbāni vinicchayāni,
But a personage who has given up all judgments
snp4.12:17.4 #
น เมธคํ กุรุเต ชนฺตุ โลเกติ ฯ✎ ร่าง
Na medhagaṁ kubbati jantu loke”ti.
creates no conflict in the world.”
snp4.12:17.5 #
จูฬวิยูหสุตฺตํ ทฺวาทสมํ ฯ✎ ร่าง
Cūḷabyūhasuttaṁ dvādasamaṁ.
snp4.13:0.1 #
สุตฺตนิปาเต จตุตฺถสฺส อฏฺฐกวคฺคสฺส เตรสมํ✎ ร่าง
Sutta Nipāta 4.13
Anthology of Discourses 4.13
snp4.13:0.2 #
มหาวิยูหสุตฺตํ✎ ร่าง
Mahābyūhasutta
The Longer Discourse on Arrayed for Battle
snp4.13:1.1 #
“Ye kecime diṭṭhiparibbasānā,
“Regarding those who maintain their own view,
‹ กลับสารบัญ เล่ม ๒๕ — ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ–ธรรมบท–อุทาน–อิติวุตตก–สุตตนิบาต
ความน่าเชื่อถือ: ✓ ทางการ 🤖 AI จับคู่ ✎ ร่าง — "ร่าง" คือจับคู่อัตโนมัติ อาจคลาดเคลื่อน ยังไม่ตรวจทาน