เนื้อความทั้งข้อ
[๑๑๖] ท่านเปลือยกาย มีผิวพรรณน่าเกลียด ซูบผอม สะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น
ผอมยิ่งนักจนเห็นแต่ซี่โครง ท่านเป็นใครมายืนอยู่ที่นี้?
นางเปรตเสรินีตอบว่า
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันเป็นเปรต ตกทุกข์ เกิดในยมโลก ทำกรรม
อันลามกไว้ จึงไปจากโลกนี้สู่เปตโลก.
อุบาสกถามว่า
ท่านทำกรรมชั่วอะไรไว้ด้วยกาย วาจา ใจ หรือเพราะวิบากแห่งกรรม
อะไร ท่านจึงไปจากโลกนี้สู่เปตโลก?
นางเปรตเสรินีตอบว่า
เมื่อสมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้เป็นที่พึ่งอันหาโทษมิได้ มีอยู่ ดิฉันถูกความ
ตระหนี่ครอบงำ จึงไม่สั่งสมบุญแม้เพียงกึ่งมาสก เมื่อไทยธรรมมีอยู่
ไม่ทำที่พึ่งแก่ตน ดิฉันหิวน้ำเข้าไปใกล้แม่น้ำ แม่น้ำกลับว่างเปล่าไป
ในเวลาร้อน ดิฉันเข้าไปสู่ร่มไม้ ร่มไม้กลับกลายเป็นแดดไป ทั้งลมก็
กลับกลายเป็นเปลวไฟเผาร่างกายของดิฉันฟุ้งไป ข้าแต่ท่านผู้เจริญ
ดิฉันควรจะเสวยทุกข์มีความกระหายเป็นต้น ตามที่กล่าวมาแล้วนี้ และ
ทุกข์อย่างอื่นอันชั่วช้าทารุณกว่านั้น ท่านไปถึงหัตถินีนครแล้ว ขอช่วย
บอกแก่มารดาของดิฉันว่า เราเห็นธิดาของท่านตกทุกข์ เกิดในยมโลก
เขาไปจากโลกนี้สู่เปตโลก เพราะทำบาปกรรมไว้ ทรัพย์ของดิฉันมีอยู่
๔ แสน ดิฉันซ่อนไว้ภายใต้เตียง ไม่ได้บอกใครๆ ขอมารดาของดิฉัน
จงถือเอาทรัพย์จากที่ซ่อนไว้นั้น ให้ทานบ้าง เลี้ยงชีวิตบ้าง ครั้นให้ทาน
แล้ว ขอจงอุทิศส่วนบุญมาให้แก่ดิฉันบ้าง เมื่อนั้นจะมีความสุข สำเร็จ
ความประสงค์ทั้งปวง อุบาสกนั้นรับคำของนางเปรตเสรินีแล้วกลับไปสู่
หัตถินีนคร บอกแก่มารดาของนางว่า ข้าพเจ้าเห็นนางเสรินีธิดาของ
ท่าน เขาตกทุกข์ เกิดในยมโลก เพราะได้ทำกรรมชั่วไว้ จึงไปจากโลกนี้
สู่เปตโลก นางได้สั่งฉันในที่นั้นว่า ท่านไปถึงหัตถินีนครแล้ว จงบอก
แก่มารดาของดิฉันด้วยว่า ธิดาของท่านเราเห็นแล้ว ตกทุกข์ เกิดอยู่
ในยมโลก เพราะทำกรรมชั่วไว้จึงไปจากโลกนี้สู่เปตโลก ทรัพย์ของดิฉัน
มีอยู่ ๔ แสน ดิฉันซ่อนไว้ภายในใต้เตียงไม่ได้บอกแก่ใครๆ ขอมารดา
ของดิฉัน จงถือเอาทรัพย์จากที่ซ่อนนั้นมาให้ทานบ้าง เลี้ยงชีวิตบ้าง
ครั้นให้ทานแล้ว ขอจงอุทิศส่วนบุญไปให้แก่ดิฉัน เมื่อนั้น ดิฉันจักมี
ความสุขสำเร็จความประสงค์ทั้งปวง ก็มารดาของนางเปรตเสรินีนั้น ถือ
เอาทรัพย์ที่นางเปรตเสรินีซ่อนไว้นั้นมาให้ทาน ครั้นแล้วอุทิศส่วนบุญ
ไปให้นางเปรตเสรินี นางเปรตเสรินีเป็นผู้มีความสุข แม้มารดาของนาง
ก็เป็นอยู่สบาย.
พระนารทเถระถามเปรตตนหนึ่งว่า
นคฺคา ทุพฺพณฺณรูปาสิ✎ ร่าง
“Naggā dubbaṇṇarūpāsi,
อ้างอิงสยามรัฐ 26.216
กีสา ธมนิสนฺถตา✎ ร่าง
kisā dhamanisanthatā;
อุปฺผาสุลิเก กีสิเก✎ ร่าง
Upphāsulike kisike,
กา นุ ตฺวํ อิธ ติฏฺฐสติ ฯ✎ ร่าง
kā nu tvaṁ idha tiṭṭhasī”ti.
อหํ ภทนฺเต เปตีมฺหิ✎ ร่าง
“Ahaṁ bhadante petīmhi,
ทุคฺคตา ยมโลกิกา✎ ร่าง
duggatā yamalokikā;
ปาปกมฺมํ กริตฺวาน✎ ร่าง
Pāpakammaṁ karitvāna,
เปตโลกํ อิโต คตา (ติ) ฯ✎ ร่าง
petalokaṁ ito gatā”ti.
กินฺนุ กาเยน วาจาย✎ ร่าง
“Kiṁ nu kāyena vācāya,
มนสา ทุกฺกฏํ กตํ✎ ร่าง
manasā dukkaṭaṁ kataṁ;
กิสฺส กมฺมวิปาเกน✎ ร่าง
Kissa kammavipākena,
เปตโลกํ อิโต คตา (ติ) ฯ✎ ร่าง
petalokaṁ ito gatā”ti.
อนวชฺเชสุ ติตฺเถสุ✎ ร่าง
“Anāvaṭesu titthesu,
วิจินิ อฑฺฒมาสกํ✎ ร่าง
viciniṁ aḍḍhamāsakaṁ;
สนฺเตสุ เทยฺยธมฺเมสุ✎ ร่าง
Santesu deyyadhammesu,
ทีปํ นากาสิมตฺตโน ฯ✎ ร่าง
dīpaṁ nākāsimattano.
นทึ อุเปมิ ตสิตา✎ ร่าง
Nadiṁ upemi tasitā,
ริตฺตกา ปริวตฺตติ✎ ร่าง
rittakā parivattati;
ฉายํ อุเปมิ อุเณฺหสุ✎ ร่าง
Chāyaṁ upemi uṇhesu,
อาตโป ปริวตฺตติ ฯ✎ ร่าง
ātapo parivattati.
อคฺคิวณฺโณ จ เม วาโต✎ ร่าง
Aggivaṇṇo ca me vāto,
ฑหนฺโต อุปวายติ✎ ร่าง
ḍahanto upavāyati;
เอตญฺจ ภนฺเต อรหามิ✎ ร่าง
Etañca bhante arahāmi,
อญฺญญฺจ ปาปกํ ตโต ฯ✎ ร่าง
aññañca pāpakaṁ tato.
คนฺตฺวาน หตฺถินีปุรํ✎ ร่าง
Gantvāna hatthiniṁ puraṁ,
อ้างอิงฉัฏฐสังคายนา 56.132
วชฺเชสิ มยฺหํ✎ ร่าง
vajjesi mayha mātaraṁ;
—
‘Dhītā ca te mayā diṭṭhā,
—
Atthi me ettha nikkhittaṁ,
อ้างอิงพุทธชยันตี 27.92
—
pallaṅkassa ca heṭṭhato.
—
Tato me dānaṁ dadatu,
อ้างอิงสยามรัฐ 26.217
—
Dānaṁ datvā ca me mātā,
—
Tadāhaṁ sukhitā hessaṁ,
—
sabbakāmasamiddhinī”ti.
—
“Sādhū”ti so paṭissutvā,
—
gantvāna hatthiniṁ puraṁ;
—
“Dhītā ca te mayā diṭṭhā,
—
Sā maṁ tattha samādapesi, (…)
มาตรํ✎ ร่าง
Vajjesi mayha mātaraṁ;
ธีตา จ เต มยา ทิฏฺฐา✎ ร่าง
‘Dhītā ca te mayā diṭṭhā,
ทุคฺคตา ยมโลกิกา✎ ร่าง
Duggatā yamalokikā;
ปาปกมฺมํ กริตฺวาน✎ ร่าง
Pāpakammaṁ karitvāna,
เปตโลกํ อิโต คตา ฯ✎ ร่าง
Petalokaṁ ito gatā.
อตฺถิ จ เม เอตฺถ นิกฺขิตฺตํ✎ ร่าง
Atthi ca me ettha nikkhittaṁ,
อนกฺขาตญฺจ ตํ มยา✎ ร่าง
anakkhātañca taṁ mayā;
จตฺตาริ สตสหสฺสานิ✎ ร่าง
Cattārisatasahassāni,
ปลฺลงฺกสฺส จ เหฏฺฐโต ฯ✎ ร่าง
pallaṅkassa ca heṭṭhato.
ตโต เม ทานํ ททาตุ✎ ร่าง
Tato me dānaṁ dadatu,
ตสฺสา จ โหตุ ชีวิกา✎ ร่าง
tassā ca hotu jīvikā;
ทานํ ทตฺวา จ เม มาตา✎ ร่าง
Dānaṁ datvā ca me mātā,
ทกฺขิณํ อนฺวาทิสฺสตุ ๓- เม ๔-@เชิงอรรถ: ๑ ยุ. ...สณฺฐิตา ฯ ๒ ม. หตฺถินึ ปุรํ ฯ เอวมุปริปิ ฯ ยุ. หสฺตินีปุรํ ฯ@๓ สี. ยุ. อนุทิสฺสตุ ฯ ม. อนุทิจฺฉตุ ฯ ๔ ม. เมสทฺโท นตฺถิ ฯ
ตทาหํ สุขิตา เหสฺสํ สพฺพกามสมิทฺธินีติ ฯ
|๑๑๖.๔๕๖| สาธูติ โส ตสฺสา ๑- ปฏิสุณิตฺวา คนฺตฺวาน หตฺถินีปุรํ ๒-
ตสฺสา อโวจ มาตรํ ธีตา จ เต มยา ทิฏฺฐา
ทุคฺคตา ยมโลกิกา ปาปกมฺมํ กริตฺวาน
เปตโลกํ อิโต คตา สา มํ ตตฺถ สมาทเปสิ ฯ
|๑๑๖.๔๕๗| คนฺตฺวาน หตฺถินีปุรํ ๒- วชฺเชสิ มยฺหํ มาตรํ
ธีตา จ เต มยา ทิฏฺฐา ทุคฺคตา ยมโลกิกา
ปาปกมฺมํ กริตฺวาน เปตโลกํ อิโต คตา ฯ
|๑๑๖.๔๕๘| อตฺถิ จ เม เอตฺถ นิกฺขิตฺตํ อนกฺขาตญฺจ ตํ มยา
จตฺตาริ สตสหสฺสานิ ปลฺลงฺกสฺส จ เหฏฺฐโต ฯ
|๑๑๖.๔๕๙| ตโต เม ทานํ ททาตุ ตสฺสา จ โหตุ ชีวิกา
ทานํ ทตฺวา จ เม มาตา ทกฺขิณํ อนฺวาทิสฺสตุ เม✎ ร่าง
dakkhiṇaṁ anudicchatu (…);
ตทาหํ สุขิตา เหสฺสํ✎ ร่าง
Tadāhaṁ sukhitā hessaṁ,
สพฺพกามสมิทฺธินีติ ฯ✎ ร่าง
sabbakāmasamiddhinī’”ti.
ตโต หิ สา ทานํ อทาสิ ๓- ทตฺวา จ✎ ร่าง
Tato hi sā dānamadā,
ตสฺสา ทกฺขิณมาทิสิ✎ ร่าง
tassā dakkhiṇamādisī;
เปตี จ สุขิตา อาสิ✎ ร่าง
Petī ca sukhitā āsi,
ตสฺสา จาปิ สุชีวิกาติ ฯ✎ ร่าง
tassā cāsi sujīvikāti.
เสรินีเปตวตฺถุ ฉฏฺฐํ ฯ✎ ร่าง
Seriṇīpetivatthu chaṭṭhaṁ.