เนื้อความทั้งข้อ
[๑๓๒] สระโบกขรณีของท่านนี้น่ารื่นรมย์ดี มีพื้นราบเรียบ มีท่าอันงดงาม
มีน้ำมาก ดารดาษไปด้วยปทุมชาติต่างๆ มีดอกอันบานดีเกลื่อนกล่น
ด้วยหมู่ภมร ท่านได้สระโบกขรณีอันเป็นที่ฟูใจนี้อย่างไร สวนมะม่วง
ของท่านนี้น่ารื่นรมย์ดีเผล็ดผลทุกฤดู มีดอกบานเป็นนิตย์นิรันดร์
เกลื่อนหล่นด้วยหมู่ภมร ท่านได้วิมานนี้อย่างไร?
เวมานิกเปรตนั้นตอบว่า
สระโบกขรณีมีร่มเงาอันเยือกเย็น น่ารื่นรมย์ใจ ข้าพเจ้าได้ในที่นี้
เพราะทานที่ธิดาของข้าพเจ้าถวายมะม่วงสุก น้ำข้าวยาคู แด่พระผู้มี
พระภาคและพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย.
เวมานิกเปรตนั้น ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงนำพวกพ่อค้าไปดูทรัพย์ ๕๐๐ กหาปณะ
แล้วสั่งว่า พวกท่านจงถือเอาเป็นส่วนตัวกึ่งหนึ่งจากทรัพย์นี้ แล้วให้ธิดาของเราใช้หนี้ที่เรายืมเขา
มากึ่งหนึ่งเถิด.
พวกพ่อค้ากลับมาถึงเมืองสาวัตถีแล้ว ได้บอกแก่ธิดาของเปรตนั้น แล้วได้ให้ทรัพย์
ส่วนที่เปรตนั้นให้แก่ตนแก่เทพธิดานั้น นางได้ให้กหาปณะร้อยกหาปณะแก่เจ้าหนี้ แล้วให้ทรัพย์ที่
เหลือแก่สหายของบิดา ส่วนตนรับทำการใช้สอยกุฎุมพีนั้นอยู่ กุฎุมพีนั้นกลับคืนทรัพย์นั้นให้แก่
นาง แล้วยกนางให้เป็นภรรยาของบุตรชายคนหัวปี ต่อมาภายหลัง นางมีบุตรคนหนึ่ง
ได้กล่าวคาถาเป็นเชิงกล่อมบุตรว่า
ขอท่านทั้งหลาย จงดูผลแห่งทานที่จะพึงเห็นเอง และผลของความ
ข่มใจ ความสำรวม เราเป็นทาสีอยู่ในตระกูลของลูกเจ้า บัดนี้ มาเป็น
ลูกสะใภ้เป็นใหญ่ในเรือน.
ภายหลัง พระศาสดาทรงเห็นนางมีญาณแก่เกล้าจึงทรงแผ่พระรัศมีไปแสดง
พระองค์ให้ปรากฏ ดุจประทับอยู่เฉพาะหน้าแล้วได้ตรัสพระคาถานี้ความว่า
ความประมาท ย่อมครอบงำบุคคลผู้ติดอยู่ในความยินดียินร้าย
ในความรักความชังในทุกข์และสุข.
ภุมมเทวดาตนหนึ่งได้กล่าวเตือนอุบาสกคนหนึ่งว่า
อยญฺจ เต โปกฺขรณี สุรมฺมา✎ ร่าง
“Ayañca te pokkharaṇī surammā,
อ้างอิงพุทธชยันตี 27.158
สมา สุปฺปติตฺถา ๑- จ มโหทกา จ✎ ร่าง
Samā sutitthā ca mahodakā ca;
สุปุปฺผิตา ภมรคณานุกิณฺณา✎ ร่าง
Supupphitā bhamaragaṇānukiṇṇā,
กถํ ตยา ลทฺธา อยํ มนุญฺญา ฯ✎ ร่าง
Kathaṁ tayā laddhā ayaṁ manuññā.
อิทญฺจ เต อมฺพวนํ สุรมฺมํ✎ ร่าง
Idañca te ambavanaṁ surammaṁ,
สพฺโพตุกํ ธารยติ ๒- ผลานิ✎ ร่าง
Sabbotukaṁ dhārayate phalāni;
สุปุปฺผิตํ ภมรคณานุกิณฺณํ✎ ร่าง
Supupphitaṁ bhamaragaṇānukiṇṇaṁ,
กถํ ตยา ลทฺธมิทํ วิมานนฺติ ฯ✎ ร่าง
Kathaṁ tayā laddhamidaṁ vimānaṁ”.
อมฺพปกฺโกทกํ ยาคุํ✎ ร่าง
“Ambapakkaṁ dakaṁ yāgu,
สีตจฺฉายํ ๓- มโนรมํ✎ ร่าง
sītacchāyā manoramā;
ธีตาย ทินฺนทาเนน✎ ร่าง
Dhītāya dinnadānena,
เตน เม อิธ ลพฺภตีติ ฯ✎ ร่าง
tena me idha labbhati”.
สนฺทิฏฺฐิกํ เอว ปสฺสถ✎ ร่าง
“Sandiṭṭhikaṁ kammaṁ evaṁ passatha,
ทานสฺส
ทมสฺส สํยมสฺส วิปากํ✎ ร่าง
Dānassa damassa saṁyamassa vipākaṁ;
ทาสี อหํ อยฺยกุเลสุ หุตฺวา✎ ร่าง
Dāsī ahaṁ ayyakulesu hutvā,
สุณิสา โหมิ อคารสฺส อิสฺสราติ ฯ✎ ร่าง
Suṇisā homi agārassa issarā”ti.
อสาตํ สาตรูเปน ปิยรูเปน อปฺปิยํ
ทุกฺขํ สุขสฺส รูเปน ปมตฺตํ อติวตฺตตีติ ๔- ฯ
อมฺพวนเปตวตฺถุ ทฺวาทสมํ ฯ✎ ร่าง
Ambavanapetavatthu dvādasamaṁ.