‹ กลับ
เสริสสกวิมาน
เล่ม ๒๖ — ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ–เปตวัตถุ–เถรคาถา–เถรีคาถา · ข้อ 84 · ขุ.วิ. ๒๖/๒๗๗๑ ↗
👁 การแสดงผล
แตะเพื่อเปิด/ปิดแต่ละส่วน
เนื้อความทั้งข้อ
[๘๔] ท่านพระควัมปติกล่าวว่า ขอท่านทั้งหลายจงฟังคำเทวดา และพวกพ่อค้ามาพบกัน ในเวลาที่พวก พ่อค้าหลงทางในทะเลทราย อนึ่ง ถ้อยคำที่พวกเทวดาและพวกพ่อค้า โต้ตอบกัน ฉันใด ขอท่านทั้งหลายจงฟังคำนั่น ฉันนั้นเถิด ยังมี พระราชาทรงพระนามว่าปายาสิ มียศ ถึงความเป็นสหายของภุมมเทวดา บันเทิงอยู่ในวิมานของตนเป็นเทวดาแต่ได้มาปราศรัยกับพวกมนุษย์. เสริสสกเทพบุตรถามพวกพ่อค้าด้วยคาถาว่า มนุษย์ทั้งหลายผู้กลัวทางคด หลงทางแล้วมาทำไมในป่าที่น่ารังเกียจ เป็น ที่สัญจรไปแห่งอมนุษย์ เป็นที่กันดารไม่มีน้ำ ไม่มีอาหาร เดินไป แสนยาก เป็นท่ามกลางแห่งทะเลทราย ในทะเลทรายนี้ ไม่มีผลไม้ ไม่มีเผือกมัน หาเชื้อมิได้ จักมีอาหารแต่ที่ไหน นอกจากฝุ่นและทราย อันร้อนทารุณดังไฟเผา ที่นี้มีภาคพื้นอันแข็ง ร้อนดังแผ่นเหล็กแดง หาความสุขมีได้ เท่ากับนรก สถานที่นี้เป็นที่อยู่ดั้งเดิมของพวกหยาบช้า มีปีศาจเป็นต้น เป็นเหมือนภูมิประเทศถูกสาปแช่งไว้ เออก็พวกท่าน หวังประโยชน์อะไร ไม่ทันพิจารณาคุณและโทษ พากันหลงทางเข้ามา ยังประเทศนี้ เพราะเหตุอะไร เพราะความโลภหรือความกลัวหรือเพราะ ความหลง. พวกพ่อค้าตอบว่า พวกข้าพเจ้าเป็นพ่อค้าเกวียนอยู่ในแคว้นมคธ และแคว้นอังคะ บรรทุก สินค้ามามาก ข้าพเจ้าทั้งหลายมีความต้องการทรัพย์ ปรารถนาอดิเรกลาภ เพิ่มพูน จึงพากันไปยังสินธุประเทศและโสวีระประเทศ ข้าพเจ้าทุกคน ไม่อาจจะอดกลั้นความกระหายในเวลากลางวัน และหมายจะอนุเคราะห์ โคทั้งหลาย จึงได้พากันรีบเดินทางมาในราตรี อันเป็นเวลาค่ำคืน ข้าพเจ้าทั้งหลายจึงได้พลัดจากทางไปสู่ทางผิดมืดมนดุจคนบอด หลงเข้า ไปในป่าที่ไปได้แสนยาก อันเป็นท่ามกลางทะเลทราย มีจิตงงงวย ไม่ อาจกำหนดทิศได้ ดูกรเทพเจ้าผู้ควรบูชา พวกข้าพเจ้าได้เห็นวิมานอัน ประเสริฐของท่านนี้กับตัวท่าน ซึ่งไม่เคยเห็นมาก่อนจึงหวังว่าจะรอด ชีวิตได้ยิ่งกว่าก่อน เพราะเห็นวิมานของท่าน กับตัวท่าน พวกข้าพเจ้ามี ความดีใจร่าเริง ขนลุกขนพอง. เสริสสกเทพบุตรกล่าวว่า ดูกรพ่อค้าทั้งหลาย ท่านทั้งหลายเที่ยวไปสู่ฝั่งทะเลทรายข้างนี้ จดฝั่ง- ทะเลทรายข้างโน้น และไปสู่ทางอันเป็นทางไปยาก ประกอบด้วย เซิงหวายและหลักตอ ข้ามแม่น้ำและภูเขาทั้งหลายไปสู่ทิศต่างๆ เป็น อันมาก เพราะเหตุอยากได้โภคทรัพย์ เมื่อพวกท่านไปสู่แว่นแคว้นของ พระราชาเหล่าอื่น ท่านไปเห็นมนุษย์ในต่างประเทศ เราจะขอฟังสิ่ง อัศจรรย์ที่ท่านทั้งหลายได้ฟัง หรือได้เห็นแล้ว ในสำนักของท่าน ทั้งหลายฯ พวกพ่อค้าตอบว่า ดูกรกุมาร พวกข้าพเจ้าไม่เคยได้ยินหรือได้เห็นสมบัติมนุษย์ ในประเทศ อื่นทั้งหมด ที่น่าอัศจรรย์ยิ่งไปกว่าสมบัติในวิมานของท่านนี้ พวก ข้าพเจ้าได้เห็นวิมานของท่าน อันมีรัศมีไม่ทราม อันเลื่อนลอยไปได้ใน อากาศ จึงอิ่มใจนัก ในวิมานของท่านนี้ มีทั้งสระโบกขรณี พวงมาลา บัวขาบมากมาย มีหมู่รุกชาติอันเผล็ดดอกออกผลอยู่เป็นนิจนิรันดร ส่ง กลิ่นหอมฟุ้งขจรไป ในวิมานนี้ มีเสาแก้วไพฑูรย์สูงร้อยศอก ประดับ ด้วยแก้วผลึก แก้วประพาฬ บุษราคัม และแก้วมณีมีเหลี่ยมกว้าง มี รัศมีแผ่ซ่านไป วิมานของท่านนี้งามดีมีเสาพันหนึ่ง มีอานุภาพหาที่เปรียบ มิได้ เสาเหล่านั้นมีวิมานอันงาม แวดล้อมด้วยกำแพงทอง ด้วยแก้ว ต่างๆ มีหลังคาอันมุงแล้วด้วยแก้วต่างๆ ชนิด วิมานของท่านนี้มีแสง แห่งทองชมพูนุท ทอแสงขึ้นในเบื้องบน ประกอบด้วยปราสาท บันได และแผ่นกระดานอันเกลี้ยง งามดี มั่นคงและทรวดทรงงดงาม สม่ำเสมอ อันบุญกรรมปรุงดีแล้ว น่าดูน่าชม น่ารื่นรมย์ใจยิ่งนัก ภายในวิมาน แก้วนั้น มีข้าวและน้ำอันสมบูรณ์ ท่านเองก็แวดล้อมด้วยหมู่นางเทพ- อัปสรเสียงกึกก้องด้วยตะโพน เปิงมาง และดุริยางค์เป็นนิจ ท่านเป็นผู้ อันหมู่เทพยดานอบนบแล้วด้วยการชมเชย และกราบไหว้ ปลาบปลื้ม อยู่ด้วยหมู่เทพนารี บันเทิงใจอยู่ในวิมาน และปราสาทอันประเสริฐน่า รื่นรมย์ใจ มีอานุภาพเป็นอจินไตย ประกอบไปด้วยคุณทั้งปวง ดุจท้าว เวสสุวรรณผู้เป็นใหญ่ ท่านเป็นเทวดาหรือเป็นยักษ์ เป็นท้าวสักกะ จอมเทพหรือเป็นมนุษย์ พวกพ่อค้าเกวียนถามท่าน ขอท่านจงบอกว่า ท่านเป็นเทวดาชื่ออะไร? เสริสสกเทพบุตรตอบว่า ข้าพเจ้าเป็นเทวดาชื่อว่าเสริสสกะ เป็นผู้รักษาทางกันดารเป็นเจ้าทะเล- ทราย ทำตามคำสั่งของท้าวเวสสุวรรณ รักษาประเทศนี้อยู่. พวกพ่อค้าถามว่า วิมานนี้ท่านได้ตามความปรารถนา หรือเกิดในกาลบางคราว ท่านทำเอง หรือเทวดาทั้งหลายมอบให้ พ่อค้าเกวียนทั้งหลายถามท่าน วิมานอันเป็นที่ ชอบใจนี้ท่านได้มาอย่างไร? เสริสสกเทพบุตรตอบว่า วิมานอันเป็นที่ชอบใจนี้ มิใช่ข้าพเจ้าได้ตามความปรารถนา มิใช่เกิดขึ้น ในกาลบางคราว ข้าพเจ้ามิได้ทำเอง และเทวดาทั้งหลายก็มิได้มอบให้ วิมานอันเป็นที่ชอบใจนี้ ข้าพเจ้าได้มาเพราะบุญกรรมอันดีงามของตน. พวกพ่อค้าถามว่า อะไรเป็นวัตรและเป็นพรหมจรรย์ของท่าน นี้เป็นวิบากแห่งบุญอะไร ที่ท่านสั่งสมไว้แล้ว พ่อค้าเกวียนทั้งหลาย ถามท่าน วิมานนี้ท่านได้มา อย่างไร? เสริสสกเทพบุตรตอบว่า ข้าพเจ้ามีนามว่าปายาสิ เมื่อครั้งข้าพเจ้าเสวยสมบัติในแคว้นโกศล ข้าพเจ้ามีความเห็นผิดว่าไม่มี มีความตระหนี่เหนี่ยวแน่น มีธรรมอัน ลามกมีปรกติกล่าวว่าขาดสูญ มีสมณะนามว่า กุมารกัสสป เป็นพหูสูต เป็นผู้เลิศในทางมีถ้อยคำอันวิจิตร ครั้งนั้นท่านได้แสดงธรรมกถาแก่ ข้าพเจ้า ได้บรรเทาทิฏฐิผิดของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้ฟังธรรมกถาของ ท่านนั้นแล้ว ได้ประกาศตนเป็นอุบาสก งดเว้นจากปาณาติบาต จาก อทินนาทาน สันโดษยินดีด้วยภรรยาของตน ไม่พูดเท็จ ไม่ดื่มน้ำเมา ข้อนั้นเป็นวัตรและเป็นพรหมจรรย์ของข้าพเจ้า นี้เป็นวิบากแห่งบุญที่ ข้าพเจ้าได้สั่งสมไว้ วิมานนี้ข้าพเจ้าได้มาเพราะบุญกรรมอันดีงามนั้น นั่นแล. พวกพ่อค้าถามว่า ได้ยินว่า ถ้อยคำของนรชนผู้มีปัญญา เป็นบัณฑิต ที่ได้พูดไว้เป็นคำจริง ไม่กลับกลายเป็นอย่างอื่นว่า บุคคลผู้ทำบุญจะไปในที่ใดๆ ย่อมได้ตาม ความปรารถนา บันเทิงใจในที่นั้นๆ ความเศร้าโศก ความร่ำไร การ เบียดเบียน การจองจำ ความเศร้าหมอง มีอยู่ในที่ใดๆ คนทำบาป ย่อมไม่พ้นจากทุคติในกาลไหนๆ ดูกรกุมาร เพราะเหตุใดหนอ ความ โทมนัสจึงได้บังเกิดแก่เทวดาผู้เป็นบริวารของท่านนี้และแก่ท่าน ดุจคน ผู้หลงใหลฟั่นเฟือน และดุจน้ำอันขุ่นในครู่เดียวนี้. เสริสสกเทพบุตรตอบว่า แน่ะพ่อทั้งหลาย ป่าไม้ซึกเหล่านี้เป็นทิพย์มีกลิ่นหอมฟุ้งตลบไปทั่ว วิมานนี้ ใช่แต่เท่านั้น ป่าไม้ซึกนี้ยังกำจัดความมืดได้ทั้งกลางวันและ กลางคืน ล่วงไปร้อยปี เปลือกฝักแห่งต้นซึกนี้จึงจะสุกหล่นลงครั้งหนึ่งๆ เป็นอันรู้ว่าร้อยปีของมนุษย์ล่วงไปแล้ว ดูกรพ่อทั้งหลาย ตั้งแต่ข้าพเจ้า เกิดในเทพนิกายนี้จักตั้งอยู่ในวิมานนี้ตลอด ๕๐๐ ปีทิพย์ แล้วจึงจุติ เพราะสิ้นอายุ เพราะสิ้นบุญ ข้าพเจ้าสยบซบเซา เพราะความเศร้าโศก นั้นนั่นแล. พวกพ่อค้ากล่าวว่า ท่านได้วิมานนี้มานาน จะนับประมาณมิได้ เมื่อท่านเป็นเช่นนั้น จะเศร้าโศกไปทำไมเล่า ก็แหละคนที่มีบุญน้อย เข้าอยู่วิมานนี้นิดหน่อย ควรเศร้าโศกแน่แท้ แต่ท่านมีอายุถึง ๙ ล้านปีของมนุษย์ จะเศร้าโศก ไปทำไมเล่า ท่านอย่าเศร้าโศกไปเลย. เสริสสกเทพบุตรกล่าวว่า ดูกรท่านทั้งหลาย การที่ท่านทั้งหลายกล่าวตักเตือนข้าพเจ้าด้วยวาจาอัน เป็นที่รักนั้น สมควรแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะตามรักษาพวกท่าน ท่าน ทั้งหลายจงไปโดยสวัสดี ยังที่ที่ท่านทั้งหลายปรารถนาเถิด. พวกพ่อค้ากล่าวว่า ข้าพเจ้าทั้งหลายมีความต้องการทรัพย์ปรารถนาอดิเรกลาภเพิ่มพูน จึงไป สู่สินธุประเทศและโสวีระประเทศ บัดนี้ พวกข้าพเจ้าขอบวงสรวงท่าน ขอให้ปฏิญาณไว้แก่ท่าน ถ้าพวกข้าพเจ้าได้ทรัพย์สมความปรารถนาแล้ว จักทำการบูชาเสริสสกเทพบุตรให้ยิ่ง. เสริสสกเทพบุตรกล่าวว่า ท่านทั้งหลายอย่าได้ทำการบูชาแก่เสริสสกเทพบุตรเลย สิ่งที่ท่านพูดถึง ทั้งหมด จักเป็นของท่าน ขอพวกท่านจงงดเว้นกรรมทั้งหลายอันเป็นบาป และจงอธิษฐานการประกอบตามซึ่งธรรม ในหมู่พ่อค้าเกวียนนี้ มีอุบาสก ผู้เป็นพหูสูต สมบูรณ์ด้วยศีลและวัตร มีศรัทธา มีปกติบริจาค มีศีลเป็น ที่รัก มีปัญญาเครื่องพิจารณา เป็นผู้สันโดษ เป็นผู้รู้ เมื่อรู้สึกอยู่ไม่ พูดมุสา ไม่คิดเพื่อเบียดเบียนผู้อื่น ไม่พึงกล่าวคำส่อเสียดให้เขาแตก กัน พูดแต่วาจาอ่อนหวานละมุนละม่อม มีความเคารพ ยำเกรง อ่อนน้อม ไม่เป็นคนทำบาป หมดจดในอธิศีล เป็นคนเลี้ยงมารดา และบิดาโดยธรรม มีความประพฤติบริสุทธิ์ แสวงหาโภคะทั้งหลาย เพราะเหตุแห่งมารดาและบิดา ไม่ใช่เพราะเหตุแห่งตน เมื่อมารดาบิดา ล่วงลับไปแล้ว มีจิตน้อมไปในเนกขัมมะ จักประพฤติพรหมจรรย์ เป็น คนตรง ไม่คดโกง ไม่โอ้อวด ไม่มีมารยา ไม่พูดโยด้วยอ้างเลศ อุบาสกผู้ทำงานอันบริสุทธิ์ตั้งอยู่ในธรรม เช่นนี้ จะพึงได้ทุกข์อย่างไร เล่า เพราะอุบาสกนั้นเป็นเหตุข้าพเจ้าจึงมาแสดงตนให้ปรากฏ ดูกรพ่อ ค้าทั้งหลาย เพราะฉะนั้น พวกท่านจึงได้เห็นข้าพเจ้า ก็ถ้าเว้นอุบาสก นั้นเสีย พวกท่านก็จักมืดมน ดุจคนตาบอด หลงเข้าไปในป่า จักเป็น เถ้าถ่านไป อันคนอื่นเบียดเบียนคนอื่นนั้น เป็นการกระทำได้ง่าย การ สมาคมด้วยสัปบุรุษ นำมาซึ่งความสุข. พวกพ่อค้าถามว่า อุบาสกนั้นชื่ออะไร ทำกรรมอะไร มีชื่ออย่างไร มีโคตรอย่างไร ดูกร เทพเจ้าผู้ควรบูชา ท่านมาในที่นี้เพื่ออนุเคราะห์อุบาสกคนใด แม้พวก ข้าพเจ้าก็ต้องการจะเห็นอุบาสกนั้น แม้ท่านรักอุบาสกคนใด ก็เป็นลาภ ของอุบาสกคนนั้น. เสริสสกเทพบุตรกล่าวว่า บุรุษใดเป็นกัลบกมีชื่อว่า สัมภวะเป็นคนรับใช้สอยของพวกท่าน อาศัยการตัดผมเลี้ยงชีพ ท่านทั้งหลายจงรู้บุรุษนั้นว่าเป็นอุบาสก ท่าน ทั้งหลายอย่าได้ดูหมิ่นอุบาสกนั้น ด้วยว่าอุบาสกนั้นผู้มีศีลเป็นที่รัก. พวกพ่อค้ากล่าวว่า ดูกรเทพเจ้าผู้ควรบูชา ท่านพูดถึงช่างตัดผมคนใด ข้าพเจ้าทั้งหลายรู้จัก แล้ว แต่ก่อนข้าพเจ้าทั้งหลายไม่รู้จักว่าเป็นเช่นนี้เลย เพราะฟังคำ ของท่าน แม้ข้าพเจ้าทั้งหลายก็จักบูชาอุบาสกนั้นเป็นอย่างยิ่ง. เสริสสกเทพบุตรกล่าวว่า มนุษย์ทั้งหมดในโลกนี้ เป็นหนุ่ม แก่หรือปานกลาง มนุษย์เหล่านั้น ทั้งหมดจงขึ้นสู่วิมานนี้แล้ว จงดูผลบุญของคนตระหนี่. พระธรรมสังคีตีกาจารย์ได้รจนาคาถาเหล่านี้ไว้ในที่สุดว่า พวกพ่อค้าเหล่านั้นทั้งหมดในที่นั้น พากันห้อมล้อมช่างกัลบกนั้นขึ้นสู่ วิมาน ดุจวิมานแห่งท้าววาสะ ด้วยการกล่าวว่าเราก่อนๆ พวกพ่อค้า ทั้งหมดนั้น ได้ประกาศความเป็นอุบาสกว่า เราก่อนๆ ดังนี้ เป็นผู้งด เว้นจากปาณาติบาต จากอทินนาทาน ยินดีด้วยภรรยาของตน ไม่พูดเท็จ และไม่ดื่มน้ำเมา พวกพ่อค้าทั้งหมดนั้น ครั้นประกาศความเป็นอุบาสก แล้ว ผู้อันเสริสสกเทพบุตรบอกแล้ว บันเทิงอยู่ด้วยเทวฤทธิ์บ่อยๆ แล้วหลีกไป พวกพ่อค้าเหล่านั้นมีความต้องการด้วยทรัพย์ ปรารถนา อดิเรกลาภเพิ่มพูน ได้ไปยังสินธุประเทศและโสวีระประเทศ พยายาม ทำตามความปรารถนาของตน ได้ทรัพย์บริบูรณ์ตามความปรารถนา กลับ มาสู่ปาตลีบุตรดังเดิม หาอันตรายมิได้ มีความสวัสดี ไปสู่เรือนของตน พรั่งพร้อมด้วยบุตรและภรรยา มีจิตยินดีโสมนัสปลาบปลื้ม ได้ทำการ บูชาอย่างยิ่งแก่เสริสสกเทพบุตร ให้สร้างเทวาลัยชื่อว่าเสริสสกะ การ คบหาด้วยสัปบุรุษยังประโยชน์ให้สำเร็จอย่างนี้ การคบหาบุคคลผู้มี คุณธรรม มีประโยชน์มาก สัตว์ทั้งปวงย่อมได้รับประโยชน์ และมีความ สุข เพราะคบหาอุบาสกคนหนึ่งๆ พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า
เทียบรายประโยค (140 ประโยค)
vv84:0.4 #
10. Serīsakavimānavatthu
vv84:1.1 #
สุโณถ ยกฺขสฺส จ วาณิชาน จ✎ ร่าง
“Suṇotha yakkhassa ca vāṇijāna ca,
อ้างอิงฉัฏฐสังคายนา 56.84
vv84:1.2 #
สมาคโม ยตฺถ ตทา อโหสิ✎ ร่าง
Samāgamo yattha tadā ahosi;
vv84:1.3 #
ยถา กถํ อิตรีตเรน จาปิ✎ ร่าง
Yathā kathaṁ itaritarena cāpi,
vv84:1.4 #
สุภาสิตํ ตญฺจ สุณาถ สพฺเพ✎ ร่าง
Subhāsitaṁ tañca suṇātha sabbe.
vv84:2.1 #
โย โส อหุ ราชา ปายาสิ นาม✎ ร่าง
Yo so ahu rājā pāyāsi nāma,
vv84:2.2 #
ภุมฺมานํ สหพฺยคโต ยสสฺสี✎ ร่าง
Bhummānaṁ sahabyagato yasassī;
vv84:2.3 #
โส โมทมาโน ว สเก วิมาเน✎ ร่าง
So modamānova sake vimāne,
vv84:2.4 #
อมานุโส มานุเส อชฺฌภาสีติ ฯ |๘๔.๙๕๑| ส✎ ร่าง
Amānuso mānuse ajjhabhāsī”ti.
vv84:3.1 #
งฺเก ๑- อรญฺเญ อมนุสฺสฐาเน✎ ร่าง
“Vaṅke araññe amanussaṭṭhāne,
อ้างอิงพุทธชยันตี 26.204
vv84:3.2 #
กนฺตาเร อปฺโปทเก อปฺปภกฺเข✎ ร่าง
Kantāre appodake appabhakkhe;
vv84:3.3 #
สุทุคฺคเม วนปถสฺส ๒- มชฺเฌ✎ ร่าง
Suduggame vaṇṇupathassa majjhe,
vv84:3.4 #
วงฺกมฺภยา นฏฺฐมนา มนุสฺสา✎ ร่าง
Vaṅkaṁ bhayā naṭṭhamanā manussā.
vv84:4.1 #
นยิธ ผลา มูลมยา จ สนฺติ✎ ร่าง
Nayidha phalā mūlamayā ca santi,
อ้างอิงสยามรัฐ 26.144
vv84:4.2 #
อุปาทานํ นตฺถิ กุโตธ ภิกฺขา✎ ร่าง
Upādānaṁ natthi kutodha bhakkho;
vv84:4.3 #
อญฺญตฺร ปํสูหิ จ วาลุกาหิ จ✎ ร่าง
Aññatra paṁsūhi ca vālukāhi ca,
vv84:4.4 #
ตตฺตาหิ อุณฺหาหิ จ ทารุณาหิ✎ ร่าง
Tatāhi uṇhāhi ca dāruṇāhi ca.
vv84:5.1 #
อุชฺชงฺคลํ ตตฺตมิทํ ๑- กปาลํ✎ ร่าง
Ujjaṅgalaṁ tattamivaṁ kapālaṁ,
vv84:5.2 #
อนายสํ ปรโลเกน ตุลฺยํ✎ ร่าง
Anāyasaṁ paralokena tulyaṁ;
vv84:5.3 #
ลุทฺทานมาวาสมิทํ ปุราณํ✎ ร่าง
Luddānamāvāsamidaṁ purāṇaṁ,
vv84:5.4 #
ภูมิปฺปเทโส อภิลตฺตรูโป✎ ร่าง
Bhūmippadeso abhisattarūpo.
vv84:6.1 #
อถ ตุเมฺห เกน นุ วณฺเณน✎ ร่าง
Atha tumhe kena vaṇṇena,
vv84:6.2 #
กิมาสมานา ๒- อิมํ ปเทสํ หิ✎ ร่าง
Kimāsamānā imaṁ padesaṁ hi;
vv84:6.3 #
อนุปวิฏฺฐา สหสา สเมจฺจ✎ ร่าง
Anupaviṭṭhā sahasā samecca,
vv84:6.4 #
โลภา ภยา อถ วา สมฺปมูฬฺหาติ ฯ✎ ร่าง
Lobhā bhayā atha vā sampamūḷhā”ti.
vv84:7.1 #
มคเธสุ องฺเคสุ จ สตฺถวาหา✎ ร่าง
“Magadhesu aṅgesu ca satthavāhā,
vv84:7.2 #
อาโรปิยมฺห ๓- ปณิยํ ปหูตํ✎ ร่าง
Āropayitvā paṇiyaṁ puthuttaṁ;
vv84:7.3 #
เต ยามเส สินฺธุโสวีรภูมึ✎ ร่าง
Te yāmase sindhusovīrabhūmiṁ,
vv84:7.4 #
ธนตฺถิกา อุทยํ ปตฺถยานา✎ ร่าง
Dhanatthikā uddayaṁ patthayānā.
vv84:8.1 #
ทิวา ปิปาสํนธิวาสยนฺตา✎ ร่าง
Divā pipāsaṁ nadhivāsayantā,
vv84:8.2 #
โยคฺคานุกมฺปญฺจ ๔- สเมกฺขมานา✎ ร่าง
Yoggānukampañca samekkhamānā;
vv84:8.3 #
เอเตน เวเคน อายาม สพฺเพ✎ ร่าง
Etena vegena āyāma sabbe,
vv84:8.4 #
รตฺตึ มคฺคํ ปฏิปนฺนา วิกาเล✎ ร่าง
Rattiṁ maggaṁ paṭipannā vikāle.
vv84:9.1 #
เต ทุปฺปยาตา อปรทฺธมคฺคา✎ ร่าง
Te duppayātā aparaddhamaggā,
อ้างอิงสยามรัฐ 26.145
vv84:9.2 #
อนฺธากุลา วิปฺปนฏฺฐา อรญฺเญ✎ ร่าง
Andhākulā vippanaṭṭhā araññe;
vv84:9.3 #
สุทุคฺคเม วนปถสฺส ๑- มชฺเฌ✎ ร่าง
Suduggame vaṇṇupathassa majjhe,
vv84:9.4 #
ทิสํ น ชานาม ปมูฬฺหจิตฺตา✎ ร่าง
Disaṁ na jānāma pamūḷhacittā.
vv84:10.1 #
อิทญฺจ ทิสฺวาน อทิฏฺฐปุพฺพํ✎ ร่าง
Idañca disvāna adiṭṭhapubbaṁ,
vv84:10.2 #
วิมานเสฏฺฐญฺจ ตุวญฺจ ยกฺข✎ ร่าง
Vimānaseṭṭhañca tavañca yakkha;
vv84:10.3 #
ตตุตฺตรึ ชีวิตมาสึสนา✎ ร่าง
Tatuttariṁ jīvitamāsamānā,
vv84:10.4 #
ทิสฺวา ปตีตา สุมนา อุทคฺคาติ ฯ✎ ร่าง
Disvā patītā sumanā udaggā”ti.
vv84:11.1 #
ปารํ สมุทฺทสฺส อิมญฺจ วนํ✎ ร่าง
“Pāraṁ samuddassa imañca vaṇṇuṁ,
อ้างอิงพุทธชยันตี 26.206
vv84:11.2 #
เวตฺตํ ปรํ ๓- สกุปถญฺจ มคฺคํ✎ ร่าง
Vettācaraṁ saṅkupathañca maggaṁ;
vv84:11.3 #
นทิโย ปน ปพฺพตานญฺจ ทุคฺคา✎ ร่าง
Nadiyo pana pabbatānañca duggā,
vv84:11.4 #
ปุถุ ทิสา คจฺฉถ โภคเหตุ✎ ร่าง
Puthuddisā gacchatha bhogahetu.
vv84:12.1 #
ปกฺขนฺทิยาน วิชิตํ ปเรสํ✎ ร่าง
Pakkhandiyāna vijitaṁ paresaṁ,
vv84:12.2 #
เวรชฺชเก มานุเส เปกฺขมานา✎ ร่าง
Verajjake mānuse pekkhamānā;
vv84:12.3 #
ยํ โว สุตํ อถ วาปิ ทิฏฺฐํ✎ ร่าง
Yaṁ vo sutaṁ vā atha vāpi diṭṭhaṁ,
vv84:12.4 #
อจฺเฉรกํ ตํ โว สุโณม ตาตาติ ฯ✎ ร่าง
Accherakaṁ taṁ vo suṇoma tātā”ti.
vv84:13.1 #
อิโตปิ อจฺเฉรตรํ กุมาร✎ ร่าง
“Itopi accherataraṁ kumāra,
vv84:13.2 #
น โน สุตํ วา อถ วาปิ ทิฏฺฐํ✎ ร่าง
Na no sutaṁ vā atha vāpi diṭṭhaṁ;
vv84:13.3 #
อตีตมานุสฺสกเมว สพฺพํ✎ ร่าง
Atītamānussakameva sabbaṁ,
vv84:13.4 #
ทิสฺวาน ตปฺปาม อโนมวณฺณํ✎ ร่าง
Disvā na tappāma anomavaṇṇaṁ.
vv84:14.1 #
เวหาสยํ โปกฺขรญฺโญ สวนฺติ✎ ร่าง
Vehāyasaṁ pokkharañño savanti,
อ้างอิงสยามรัฐ 26.146
vv84:14.2 #
ปหูตมาลฺยา พหุปุณฺฑรีกา✎ ร่าง
Pahūtamalyā bahupuṇḍarīkā;
vv84:14.3 #
ทุมา จ เต นิจฺจผลูปปนฺนา✎ ร่าง
Dumā cime niccaphalūpapannā,
vv84:14.4 #
อตีว คนฺธา สุรภี ปวายนฺติ✎ ร่าง
Atīva gandhā surabhiṁ pavāyanti.
vv84:15.1 #
เวฬุริยตฺถมฺภา สตมุสฺสิตาเส✎ ร่าง
Veḷūriyathambhā satamussitāse,
อ้างอิงฉัฏฐสังคายนา 56.85
vv84:15.2 #
สิลปฺปวาฬสฺส จ อายตํสา✎ ร่าง
Silāpavāḷassa ca āyataṁsā;
vv84:15.3 #
มสารคลฺลา สหโลหิตกา✎ ร่าง
Masāragallā sahalohitaṅgā,
vv84:15.4 #
ถมฺภา อิเม โชติรสามยาเส✎ ร่าง
Thambhā ime jotirasāmayāse.
vv84:16.1 #
สหสฺสตฺถมฺภํ อตุลานุภาวํ✎ ร่าง
Sahassathambhaṁ atulānubhāvaṁ,
vv84:16.2 #
เตสุปฺปริ สาธุมิทํ วิมานํ✎ ร่าง
Tesūpari sādhumidaṁ vimānaṁ;
vv84:16.3 #
รตนนฺตรํ ๑- กญฺจนเวทิมิสฺสํ✎ ร่าง
Ratanantaraṁ kañcanavedimissaṁ,
vv84:16.4 #
ตปนียปฏฺเฏหิ จ สาธุ ฉนฺนํ✎ ร่าง
Tapanīyapaṭṭehi ca sādhuchannaṁ.
vv84:17.1 #
ชมฺโพนทุตฺตมิทํ สุมฏฺโฐ✎ ร่าง
Jambonaduttattamidaṁ sumaṭṭho,
vv84:17.2 #
ปาสาทโสปาณผลูปปนฺโน✎ ร่าง
Pāsādasopānaphalūpapanno;
vv84:17.3 #
ทโฬฺห จ วคฺคู จ สุสงฺคโต จ✎ ร่าง
Daḷho ca vaggu ca susaṅgato ca,
vv84:17.4 #
อตีว นิชฺฌานขโม มนุญฺโญ✎ ร่าง
Atīva nijjhānakhamo manuñño.
vv84:18.1 #
รตนนฺตรสฺมึ ๒- พหุ อนฺนปานํ✎ ร่าง
Ratanantarasmiṁ bahuannapānaṁ,
vv84:18.2 #
ปริวาริโต อจฺฉราสงฺคเณน✎ ร่าง
Parivārito accharāsaṅgaṇena;
vv84:18.3 #
มุรชอาลมฺพรตุริยสงฺฆุฏฺโฐ✎ ร่าง
Murajaālambaratūriyaghuṭṭho,
vv84:18.4 #
อภิวนฺทิโตสิ ถูติวนฺทนาย✎ ร่าง
Abhivanditosi thutivandanāya.
vv84:19.1 #
โส โมทสิ นาริคณปฺปโพธโน✎ ร่าง
So modasi nārigaṇappabodhano,
อ้างอิงสยามรัฐ 26.147 · พุทธชยันตี 26.208
vv84:19.2 #
วิมานปาสาทวเร มโนรเม✎ ร่าง
Vimānapāsādavare manorame;
vv84:19.3 #
อจินฺติโย สพฺพคุณูปปนฺโน✎ ร่าง
Acintiyo sabbaguṇūpapanno,
vv84:19.4 #
ราชา ยถา เวสฺสวโณ นลินฺยา✎ ร่าง
Rājā yathā vessavaṇo naḷinyā.
vv84:20.1 #
เทโว นุ อาสิ อุท วาสิ ยกฺโข✎ ร่าง
Devo nu āsi udavāsi yakkho,
vv84:20.2 #
อุทาหุ เทวินฺโท มนุสฺสภูโต✎ ร่าง
Udāhu devindo manussabhūto;
vv84:20.3 #
ปุจฺฉนฺติ ตํ วาณิชสตฺถวาหา✎ ร่าง
Pucchanti taṁ vāṇijā satthavāhā,
vv84:20.4 #
อาจิกฺข โก นาม ตุวํสิ ยกฺโขติ ฯ✎ ร่าง
Ācikkha ko nāma tuvaṁsi yakkho”ti.
vv84:21.1 #
เสริสฺสโก นาม อหมฺหิ ยกฺโข✎ ร่าง
“Serīsako nāma ahamhi yakkho,
vv84:21.2 #
กนฺตาริโย วนปถมฺหิ ๒- คุตฺโต✎ ร่าง
Kantāriyo vaṇṇupathamhi gutto;
vv84:21.3 #
อิมํ ปเทสํ อภิปาลยามิ✎ ร่าง
Imaṁ padesaṁ abhipālayāmi,
vv84:21.4 #
วจนกโร เวสฺสวณสฺส รญฺโญติ ฯ✎ ร่าง
Vacanakaro vessavaṇassa rañño”ti.
vv84:22.1 #
อธิจฺจลทฺธํ ปริณามชนฺเต✎ ร่าง
“Adhiccaladdhaṁ pariṇāmajaṁ te,
vv84:22.2 #
สยํ กตํ อุทาหุ เทเวหิ ทินฺนํ✎ ร่าง
Sayaṅkataṁ udāhu devehi dinnaṁ;
vv84:22.3 #
ปุจฺฉนฺติ ตํ วาณิชสตฺถวาหา✎ ร่าง
Pucchanti taṁ vāṇijā satthavāhā,
vv84:22.4 #
กถํ ตยา ลทฺธมิทํ มนุญฺญํ✎ ร่าง
Kathaṁ tayā laddhamidaṁ manuññan”ti.
vv84:23.1 #
นาธิจฺจลทฺธํ น ปริณามชนฺเต✎ ร่าง
“Nādhiccaladdhaṁ na pariṇāmajaṁ me,
อ้างอิงสยามรัฐ 26.148
vv84:23.2 #
น สยํ กตํ น หิ เทเวหิ ทินฺนํ✎ ร่าง
Na sayaṅkataṁ na hi devehi dinnaṁ;
vv84:23.3 #
สเกหิ กมฺเมหิ อปาปเกหิ✎ ร่าง
Sakehi kammehi apāpakehi,
vv84:23.4 #
ปุญฺเญหิ เม ลทฺธมิทํ มนุญฺญํ✎ ร่าง
Puññehi me laddhamidaṁ manuññan”ti.
vv84:24.1 #
กึ เต วตํ กึ ปน พฺรหฺมจริยํ✎ ร่าง
“Kiṁ te vataṁ kiṁ pana brahmacariyaṁ,
vv84:24.2 #
กิสฺส สุจิณฺณสฺส อยํ วิปาโก✎ ร่าง
Kissa suciṇṇassa ayaṁ vipāko;
vv84:24.3 #
ปุจฺฉนฺติ ตํ วาณิชสตฺถวาหา✎ ร่าง
Pucchanti taṁ vāṇijā satthavāhā,
vv84:24.4 #
กถํ ตยา ลทฺธมิทํ วิมานํ✎ ร่าง
Kathaṁ tayā laddhamidaṁ vimānan”ti.
vv84:25.1 #
มม ปายาสีติ อหุ สมญฺญา✎ ร่าง
“Mamaṁ pāyāsīti ahu samaññā,
vv84:25.2 #
รชฺชํ ยทา การยึ โกสลานํ✎ ร่าง
Rajjaṁ yadā kārayiṁ kosalānaṁ;
vv84:25.3 #
นตฺถิ กุทิฏฺฐิ กทริโย ปาปธมฺโม✎ ร่าง
Natthikadiṭṭhi kadariyo pāpadhammo,
vv84:25.4 #
อุจฺเฉทวาที จ ตทา อโหสึ✎ ร่าง
Ucchedavādī ca tadā ahosiṁ.
vv84:26.1 #
สมโณ จ โข อาสิ กุมารกสฺสโป✎ ร่าง
Samaṇo ca kho āsi kumārakassapo,
vv84:26.2 #
พหุสฺสุโต จิตฺตกถี อุฬาโร✎ ร่าง
Bahussuto cittakathī uḷāro;
vv84:26.3 #
โส เม ตทา ธมฺมกถํ อกาสิ✎ ร่าง
So me tadā dhammakathaṁ abhāsi,
vv84:26.4 #
ทิฏฺฐิวิสูกานิ วิโนทยิ เม✎ ร่าง
Diṭṭhivisūkāni vinodayī me.
vv84:27.1 #
ตาหํ ตสฺส ธมฺมกถํ สุณิตฺวา✎ ร่าง
Tāhaṁ tassa dhammakathaṁ suṇitvā,
อ้างอิงพุทธชยันตี 26.210
vv84:27.2 #
อุปาสกตฺตํ ปฏิเวทยิสฺสํ✎ ร่าง
Upāsakattaṁ paṭivedayissaṁ;
vv84:27.3 #
ปาณาติปาตา วิรโต อโหสึ✎ ร่าง
Pāṇātipātā virato ahosiṁ,
vv84:27.4 #
โลเก อทินฺนํ ปริวชฺชยิสฺสํ✎ ร่าง
Loke adinnaṁ parivajjayissaṁ;
vv84:27.5 #
อมชฺชโป โน จ มุสา อภาณึ✎ ร่าง
Amajjapo no ca musā abhāṇiṁ,
vv84:27.6 #
สเกน ทาเรน จ โหมิ ตุฏฺโฐ✎ ร่าง
Sakena dārena ca ahosi tuṭṭho.
vv84:28.1 #
ตํ เม วตํ ตํ ปน พฺรหฺมจริยํ✎ ร่าง
Taṁ me vataṁ taṁ pana brahmacariyaṁ,
อ้างอิงสยามรัฐ 26.149
vv84:28.2 #
ตสฺส สุจิณฺณสฺส อยํ วิปาโก✎ ร่าง
Tassa suciṇṇassa ayaṁ vipāko;
vv84:28.3 #
เตเหว กมฺเมหิ อปาปเกหิ✎ ร่าง
Teheva kammehi apāpakehi,
vv84:28.4 #
ปุญฺเญหิ เม ลทฺธมิทํ วิมานํ✎ ร่าง
Puññehi me laddhamidaṁ vimānan”ti.
vv84:29.1 #
สจฺจํ กิราหํสุ นรา สปญฺญา✎ ร่าง
“Saccaṁ kirāhaṁsu narā sapaññā,
อ้างอิงฉัฏฐสังคายนา 56.86
vv84:29.2 #
อนญฺญถา วจนํ ปณฺฑิตานํ✎ ร่าง
Anaññathā vacanaṁ paṇḍitānaṁ;
vv84:29.3 #
ยหึ ยหึ คจฺฉติ ปุญฺญกมฺโม✎ ร่าง
Yahiṁ yahiṁ gacchati puññakammo,
vv84:29.4 #
ตหึ ตหึ โมทติ กามกามี✎ ร่าง
Tahiṁ tahiṁ modati kāmakāmī.
vv84:30.1 #
ยหึ ยหึ โสกปริทฺทโว จ✎ ร่าง
Yahiṁ yahiṁ sokapariddavo ca,
vv84:30.2 #
วโธ จ พนฺโธ จ ปริกฺกิเลโส✎ ร่าง
Vadho ca bandho ca parikkileso;
vv84:30.3 #
ตหึ ตหึ คจฺฉติ ปาปกมฺโม✎ ร่าง
Tahiṁ tahiṁ gacchati pāpakammo,
vv84:30.4 #
น มุจฺจติ ทุคฺคติยา กทาจิ✎ ร่าง
Na muccati duggatiyā kadācīti.
vv84:31.1 #
สมฺมูฬฺหรูโป ว ชโน อโหสิ✎ ร่าง
Sammūḷharūpova jano ahosi,
vv84:31.2 #
อสฺมึ มุหุตฺเต กลลีกโต จ✎ ร่าง
Asmiṁ muhutte kalalīkatova;
vv84:31.3 #
ชนสฺสิมสฺส ตุยฺหญฺจ กุมาร✎ ร่าง
Janassimassa tuyhañca kumāra,
vv84:31.4 #
อปจฺจโย เกน นุ โข อโหสิ✎ ร่าง
Appaccayo kena nu kho ahosī”ti.
vv84:32.1 #
อิเม✎ ร่าง
“Ime ca sirīsavanā tātā,
อ้างอิงสยามรัฐ 26.150
vv84:32.2 #
Dibbā gandhā surabhī sampavanti;
vv84:32.3 #
Te sampavāyanti imaṁ vimānaṁ,
vv84:32.4 #
Divā ca ratto ca tamaṁ nihantvā.
vv84:33.1 #
Imesañca kho vassasataccayena,
vv84:33.2 #
Sipāṭikā phalati ekamekā;
vv84:33.3 #
Mānussakaṁ vassasataṁ atītaṁ,
vv84:33.4 #
Yadagge kāyamhi idhūpapanno.
vv84:34.1 #
Disvānahaṁ vassasatāni pañca,
vv84:34.2 #
Asmiṁ vimāne ṭhatvāna tātā;
vv84:34.3 #
Āyukkhayā puññakkhayā cavissaṁ,
vv84:34.4 #
Teneva sokena pamucchitosmī”ti.
vv84:35.1 #
“Kathaṁ nu soceyya tathāvidho so,
อ้างอิงพุทธชยันตี 26.212
‹ กลับสารบัญ เล่ม ๒๖ — ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ–เปตวัตถุ–เถรคาถา–เถรีคาถา
ความน่าเชื่อถือ: ✓ ทางการ 🤖 AI จับคู่ ✎ ร่าง — "ร่าง" คือจับคู่อัตโนมัติ อาจคลาดเคลื่อน ยังไม่ตรวจทาน