เนื้อความทั้งข้อ
[๒๔๔๔] กำลังในบุรุษผู้มีอัธยาศัยใหญ่ในโลกนี้มี ๕ ประการ ในกำลัง ๕ ประการ
นั้น กำลังแขน บัณฑิตกล่าวว่าเป็นกำลังต่ำทราม ข้าแต่พระองค์ผู้ทรง
เจริญพระชนม์ กำลังโภคทรัพย์ บัณฑิตกล่าวว่าเป็นกำลังที่ ๒. กำลัง
อำมาตย์ บัณฑิตกล่าวว่าเป็นกำลังที่ ๓ กำลังคือมีชาติยิ่งใหญ่เป็น
กำลังที่ ๔ โดยแท้ บัณฑิตย่อมยึดเอากำลังทั้งหมดนี้ไว้ได้. กำลังปัญญา
บัณฑิตกล่าวว่าเป็นกำลังประเสริฐ ยอดเยี่ยมกว่ากำลังทั้งหลาย เพราะ
ว่าบัณฑิตอันกำลังปัญญาสนับสนุนแล้ว ย่อมได้ความเจริญ. ถ้าบุคคลมี
ปัญญาทราม แม้ได้แผ่นดินอันสมบูรณ์ เมื่อเขาไม่ปรารถนา คนอื่นผู้ถึง
พร้อมด้วยปัญญา ก็ข่มขี่แย่งเอาแผ่นดินนั้นเสีย. ข้าแต่พระจอมแห่งชน
ชาวกาสี ถ้าบุคคลแม้เป็นผู้มีชาติสูง ได้ราชสมบัติแล้วเป็นกษัตริย์ แต่
มีปัญญาทราม หาเป็นอยู่ด้วยราชสมบัติทุกอย่างได้ไม่. ปัญญาเป็นเครื่อง
วินิจฉัยข้อความที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมา ปัญญาเป็นเครื่องเพิ่มพูนเกียรติคุณ
และชื่อเสียง คนในโลกนี้ประกอบด้วยปัญญาแล้ว แม้เมื่อทุกข์เกิดขึ้น
ก็ย่อมได้รับสุข. ก็คนบางคนไม่ตั้งใจฟังด้วยดี ไม่อาศัยผู้เป็นพหูสูต ผู้ตั้ง
อยู่ในธรรม ไม่พิจารณาเหตุผล ย่อมไม่ได้บรรลุปัญญาแล อนึ่ง ผู้ใดรู้
จักจำแนกธรรม ลุกขึ้นในเวลาเช้า ไม่เกียจคร้าน ย่อมบากบั่นตามกาล
ผลการงานของผู้นั้นย่อมสำเร็จประโยชน์แห่งการงานของบุคคลผู้มีศีล
มิใช่บ่อเกิด ผู้คบหาบุคคลที่มิใช่บ่อเกิด (ลาภยศสุข) ผู้มีปกติเบื่อหน่าย
ทำการงาน ย่อมไม่เผล็ดผลโดยชอบ. ส่วนประโยชน์แห่งการงานของ
บุคคลผู้ประกอบธรรมอันเป็นภายใน คบหาบุคคลที่เป็นบ่อเกิดอย่างนั้น
ไม่มีปกติเบื่อหน่ายทำการงาน ย่อมเผล็ดผลโดยชอบ. ข้าแต่พระบิดา
ขอพระองค์ทรงเสวนะปัญญา อันเป็นส่วนแห่งการประกอบความเพียร
เป็นเครื่องตามรักษาทรัพย์ที่รวบรวมไว้ และเหตุ ๒ ประการข้างต้นที่
ข้าพระพุทธเจ้ากราบทูลแล้วนั้นเถิด อย่าได้ทรงทำลายทรัพย์เสียด้วยการ
งานอันไม่สมควร เพราะคนมีปัญญาทราม ย่อมล่มจมด้วยการงานอันไม่
สมควร ดังเรือนไม้อ้อฉะนั้น.
พลํ ปญฺจวิธํ โลเก✎ ร่าง
“Balaṁ pañcavidhaṁ loke,
ปุริสสฺมึ มหคฺคเต✎ ร่าง
purisasmiṁ mahaggate;
ตตฺถ พาหุพลํ นาม✎ ร่าง
Tattha bāhubalaṁ nāma,
จริมํ วุจฺจเต พลํ✎ ร่าง
carimaṁ vuccate balaṁ.
โภคพลญฺจ ทีฆาวุ✎ ร่าง
Bhogabalañca dīghāvu,
อ้างอิงสยามรัฐ 27.533
ทุติยํ วุจฺจเต พลํ ฯ✎ ร่าง
dutiyaṁ vuccate balaṁ;
อมจฺจพลญฺจ ทีฆาวุ✎ ร่าง
Amaccabalañca dīghāvu,
ตติยํ วุจฺจเต พลํ✎ ร่าง
tatiyaṁ vuccate balaṁ.
อภิชจฺจพลญฺเจว✎ ร่าง
Abhijaccabalaṁ ceva,
ตํ จตุตฺถํ อสํสยํ✎ ร่าง
taṁ catutthaṁ asaṁsayaṁ;
ยานิ เจตานิ สพฺพานิ✎ ร่าง
Yāni cetāni sabbāni,
อธิคฺคณฺหาติ ปณฺฑิโต ฯ✎ ร่าง
adhigaṇhāti paṇḍito.
ตํ พลานํ พลํ เสฏฺฐํ✎ ร่าง
Taṁ balānaṁ balaṁ seṭṭhaṁ,
อ้างอิงPTS 5.121
อคฺคํ ปญฺญาพลํ วรํ✎ ร่าง
aggaṁ paññābalaṁ balaṁ;
ปญฺญาพเลนุปตฺถทฺโธ✎ ร่าง
Paññābalenupatthaddho,
อตฺถํ วินฺทติ ปณฺฑิโต ฯ✎ ร่าง
atthaṁ vindati paṇḍito.
อปิ เจ ลภติ มนฺโท✎ ร่าง
Api ce labhati mando,
ผีตํ ธรณิมุตฺตมํ✎ ร่าง
phītaṁ dharaṇimuttamaṁ;
อกามสฺส ปสยฺหํ วา✎ ร่าง
Akāmassa pasayhaṁ vā,
อญฺโญ ตํ ปฏิปชฺชติ ฯ✎ ร่าง
añño taṁ paṭipajjati.
อภิชาโตปิ เจ โหติ✎ ร่าง
Abhijātopi ce hoti,
รชฺชํ ลทฺธาน ขตฺติโย✎ ร่าง
rajjaṁ laddhāna khattiyo;
ทุปฺปญฺโญ หิ กาสิปติ✎ ร่าง
Duppañño hi kāsipati,
สพฺเพนปิ น ชีวติ ฯ✎ ร่าง
sabbenapi na jīvati.
ปญฺญา สุตวินิจฺฉินี✎ ร่าง
Paññāva sutaṁ vinicchinī,
อ้างอิงฉัฏฐสังคายนา 69.4
ปญฺญา (กิตฺติ) สิโลกวฑฺฒนี✎ ร่าง
Paññā kitti silokavaḍḍhanī;
ปญฺญาสหิโต นโร อิธ✎ ร่าง
Paññāsahito naro idha,
อปิ) ทุกฺเข สุขานิ วินฺทติ ฯ✎ ร่าง
Api dukkhe sukhāni vindati.
ปญฺญญฺจ โข อสุสฺสูสํ✎ ร่าง
Paññañca kho asussūsaṁ,
น โกจิ อธิคจฺฉติ✎ ร่าง
na koci adhigacchati;
พหุสฺสุตํ อนาคมฺม✎ ร่าง
Bahussutaṁ anāgamma,
ธมฺมฏฺฐํ อวินิพฺภชํ ๑- ฯ✎ ร่าง
dhammaṭṭhaṁ avinibbhujaṁ.
โย จ ธมฺมวิภงฺคญฺญู✎ ร่าง
Yo ca dhammavibhaṅgaññū,
อ้างอิงพุทธชยันตี 31.172
กาลุฏฺฐายี อตนฺทิโต✎ ร่าง
kāluṭṭhāyī matandito;
อนุฏฺฐหติ กาเลน✎ ร่าง
Anuṭṭhahati kālena,
กมฺมผลํ ตสฺส อิชฺฌติ ฯ✎ ร่าง
kammaphalaṁ tassijjhati.
อนายตนสีลสฺส✎ ร่าง
Anāyatanasīlassa,
อนายตนเสวิโน✎ ร่าง
anāyatanasevino;
น นิพฺพินฺทิยการิสฺส✎ ร่าง
Na nibbindiyakārissa,
สมฺมทตฺโถ วิปจฺจติ ฯ✎ ร่าง
sammadattho vipaccati.
อชฺฌตฺตญฺจ ปยุตฺตสฺส✎ ร่าง
Ajjhattañca payuttassa,
ตถายตนเสวิโน✎ ร่าง
tathāyatanasevino;
อนิพฺพินฺทิยการิสฺส✎ ร่าง
Anibbindiyakārissa,
สมฺมทตฺโถ วิปจฺจติ ฯ✎ ร่าง
sammadattho vipaccati.
โยคปฺปโยคสงฺขาตํ✎ ร่าง
Yogappayogasaṅkhātaṁ,
อ้างอิงสยามรัฐ 27.534
สมฺภตสฺสานุรกฺขนํ✎ ร่าง
sambhatassānurakkhaṇaṁ;
ตานิ ตฺวํ ตาต เสวสฺสุ✎ ร่าง
Tāni tvaṁ tāta sevassu,
มา อกมฺมาย รนฺธยิ✎ ร่าง
mā akammāya randhayi;
อกมฺมุนา หิ ทุมฺเมโธ✎ ร่าง
Akammunā hi dummedho,
นฬาคารํว สีทติ ฯ✎ ร่าง
naḷāgāraṁva sīdati”.