เนื้อความทั้งข้อ
[๑๑๔๐] ในบริเวณอาศรมนั้น มีหมู่ไม้มะม่วง มะขวิด ขนุน ไม้รัง ไม้หว้า สมอ
พิเภก สมอไทย มะขามป้อม ไม้โพธิ์ ไม้พุทรา มะพลับทอง ต้นไทร
และมะสัง มะซางหวาน และมะเดื่อ มีผลสุกแดงเรื่อๆ อยู่ในที่ต่ำๆ
คล้ายงาช้าง กล้วยหอม ผลจันทน์ มีรสหวานเหมือนน้ำผึ้ง รวงผึ้งไม่
มีตัว มีในที่นั้น คนเอื้อมมือปลิดมาบริโภคได้เอง ในบริเวณอาศรมนั้น
มีต้นมะม่วง บางต้นออกช่อแย้มบาน บางต้นมีดอกและใบร่วงหล่น
ผลิผลดาษดื่น บางอย่างยังดิบ บางอย่างสุกแล้ว ผลมะม่วงดิบและสุก
ทั้งสองอย่างนั้น มีสีดังหลังกบ อนึ่ง ในบริเวณอาศรมนั้น บุรุษยืน
อยู่ในภายใต้ก็เก็บมะม่วงสุกกินได้ ผลมะม่วงดิบและสุกทั้งหลายมีสี
สวย กลิ่นหอมและรสอร่อยที่สุด เหตุการณ์เหล่านี้เป็นที่น่าอัศจรรย์
แก่ข้าพเจ้าเหลือเกิน ถึงกับข้าพเจ้าออกอุทานว่า อือๆ ที่ประทับอยู่
ของพระเวสสันดรนั้น เป็นดังที่ประทับอยู่ของทวยเทพ ย่อมงดงาม
ปานด้วยนันทวัน ต้นตาล ต้นมะพร้าว และอินทผลัม ที่มีอยู่ในป่า
ใหญ่มีดอกเรียงรายกันอยู่ เหมือนพวงมาลัยเขาร้อยไว้ หมู่ไม้เหล่านั้น
ย่อมปรากฏดังยอดธงชัย ในบริเวณอาศรมนั้น มีหมู่ไม้ต่างๆ พันธุ์ คือ
ไม้มูกมัน โกฐ สะค้าน แคฝอย ไม้บุนนาค บุนนาคเขา และไม้
ทรึก มีดอกบานสะพรั่งสีต่างๆ กัน เหมือนหมู่ดาวเรื่อเรืองอยู่บน
นภากาศฉะนั้น อนึ่ง ในบริเวณอาศรมนั้น มีไม้ราชพฤกษ์ ไม้มะเกลือ
กฤษณา รักดำ ต้นไทรใหญ่ ไม้รังไก่ ไม้ประดู่ มีดอกบานสะพรั่ง
ในบริเวณอาศรมนั้นมีไม้มูกหลวง ไม้สน ไม้กะทุ่ม ไม้ช่อ ไม้ตะแบก
นางรัง ล้วนมีดอกเป็นพุ่มพวงดังลอมฝาง บานในที่ไม่ไกลต่ออาศรมนั้น
มีสระโบกขรณี ณ ภูมิภาคอันน่ารื่นรมย์ใจ ดาดาษไปด้วยดอกปทุมชาติ
และอุบล ดังสระโบกขรณีในสวนนันทวันของทวยเทพฉะนั้น อนึ่ง ณ
ที่ใกล้สระโบกขรณีนั้น มีฝูงนกดุเหว่าเมารสดอกไม้ ส่งเสียงไพเราะ
จับใจ ทำป่านั้นให้ดังอึกทึกกึกก้อง ในเมื่อคราวหมู่ไม้ผลิดอกแย้มบาน
ตามฤดูกาลรสหวานดังน้ำผึ้งร่วงหล่นจากเกสรดอกไม้มาค้างอยู่บนใบบัว
ย่อมชื่อว่าน้ำผึ้งใบบัว (ขัณฑสกร) อนึ่ง ลมทางทิศทักษิณและทางทิศ
ประจิมย่อมพัดมาที่อาศรมนั้น อาศรมเป็นสถานที่เกลื่อนกล่นไปด้วย
ละอองเกสรปทุมชาติ ในสระโบกขรณีนั้น มีกระจับขนาดใหญ่ๆ ทั้ง
ข้าวสาลีอ่อน บ้างแก่บ้างล้มดาษอยู่บนภาคพื้น และในสระโบกขรณีนั้น
น้ำใสสะอาดมองเห็นฝูงปลา เต่าและปูเป็นอันมาก สัญจรไปมาเป็นหมู่ๆ
รสหวานปานน้ำผึ้งย่อมไหลออกจากเหง้าบัว รสมันปานนมสดและเนยใส
ย่อมไหลออกจากสายบัว ป่านั้นมีกลิ่นหอมต่างๆ ที่ลมรำเพยพัดมา
ย่อมหอมฟุ้งตลบไป ป่านั้นเหมือนดังจะชวนเชิญคนที่มาถึงแล้วให้
เบิกบาน ด้วยดอกไม้และกิ่งไม้ที่มีกลิ่นหอม แมลงภู่ทั้งหลายต่างก็บิน
ว่อนวู่บันลือเสียงอยู่โดยรอบ ด้วยกลิ่นดอกไม้ อนึ่ง ที่ใกล้อาศรมนั้น
ฝูงวิหคเป็นอันมากมีสีต่างๆ กัน บันเทิงอยู่กับคู่ของตนๆ ร่ำร้องขาน
ขันแก่กันและกัน มีฝูงนกอีกสี่หมู่ทำรังอยู่ใกล้สระโบกขรณี คือ หมู่
ที่ ๑ ชื่อว่านันทิกา ย่อมร้องทูลเชิญพระเวสสันดรเจ้า ให้ชื่นชมยินดี
อยู่ในป่านี้ หมู่ที่ ๒ ชื่อว่า ชีวปุตตา ย่อมร่ำร้องถวายพระพรให้
พระเวสสันดรพร้อมด้วยพระราชธิดาและพระอัครมเหสี จงมีพระชนม์
ยืนนานด้วยความสุขสำราญ หมู่ที่ ๓ ชื่อว่าชีวปุตตาปิยาจโน ย่อมร่ำร้อง
ถวายพระพรให้พระเวสสันดรพร้อมทั้งพระราชโอรสพระราชธิดาและ-
พระอัครมเหสี ผู้เป็นที่รักของพระองค์จงทรงพระสำราญ มีพระชนมายุ
ยืนนาน ไม่มีข้าศึกศัตรู หมู่ที่ ๔ ชื่อว่า ปิยาปุตตาปิยานันทา ย่อมร่ำร้อง
ถวายพระพรให้พระราชโอรสพระราชธิดาและพระอัครมเหสี จงเป็นที่รัก
ของพระองค์ ขอพระองค์จงเป็นที่รักของพระราชโอรสพระราชธิดาและ
พระอัครมเหสี ทรงชื่นชมโสมนัสต่อกันและกัน ดอกไม้ทั้งหลายย่อมตั้ง
เรียงรายกันอยู่ เหมือนพวงมาลัยที่เขาร้อยไว้ หมู่ไม้เหล่านั้นย่อม
ปรากฏดังยอดธงชัยมีดอกสีต่างๆ กัน ดังนายช่างผู้ฉลาดเก็บมาร้อยกรอง
ไว้ พระเวสสันดรเจ้า พร้อมด้วยพระราชโอรสพระธิดาและพระมเหสี
ทรงเพศเป็นพราหมณ์ ทรงขอสำหรับสอยผลไม้ เครื่องบูชาไฟและชะฎา
ทรงนุ่งห่มหนังเสือ บรรทมเหนือแผ่นดิน ทรงบูชาไฟประทับอยู่ ณ
อาศรมใด เมื่อท่านบ่ายหน้าไปทางทิศอุดร จะได้เห็นอาศรมนั้น.
อมฺพา กปิตฺถา ปนสา✎ ร่าง
Ambā kapitthā panasā,
สาลา ชมฺพู วิเภทกา✎ ร่าง
sālā jambū vibhītakā;
หรีตกี อามลกา✎ ร่าง
Harītakī āmalakā,
อสฺสตฺถา พทรานิ จ ฯ✎ ร่าง
assatthā badarāni ca.
จารุติมฺพรุกฺขา เจตฺถ✎ ร่าง
Cārutimbarukkhā cettha,
อ้างอิงสยามรัฐ 28.403
นิโคฺรธา จ กปิตฺถนา✎ ร่าง
nigrodhā ca kapitthanā;
มธุมธุกา เถวนฺติ✎ ร่าง
Madhumadhukā thevanti,
นีเจ ปกฺกา จุทุมฺพรา✎ ร่าง
nīce pakkā cudumbarā.
ปาเรวตา ภเวยฺยา จ✎ ร่าง
Pārevatā bhaveyyā ca,
มุทฺทิกา จ มธุตฺถิกา✎ ร่าง
muddikā ca madhutthikā;
มธุํ อเนลกํ ตตฺถ✎ ร่าง
Madhuṁ anelakaṁ tattha,
สกมาทาย ภุญฺชเร ฯ✎ ร่าง
sakamādāya bhuñjare.
อญฺเญตฺถ ปุปฺผิตา อมฺพา✎ ร่าง
Aññettha pupphitā ambā,
อญฺเญ ติฏฺฐนฺติ โทวิลา✎ ร่าง
aññe tiṭṭhanti dovilā;
อญฺเญ อามา จ ปกฺกา จ✎ ร่าง
Aññe āmā ca pakkā ca,
ภิงฺควณฺณา ๑- ตทูภยํ ฯ✎ ร่าง
bhekavaṇṇā tadūbhayaṁ.
อเถตฺถ เหฏฺฐา ปุริโส✎ ร่าง
Athettha heṭṭhā puriso,
อมฺพปกฺกานิ คณฺหติ✎ ร่าง
ambapakkāni gaṇhati;
อามานิ เจว ปกฺกานิ✎ ร่าง
Āmāni ceva pakkāni,
วณฺณคนฺธรสุตฺตมา ๒- ฯ✎ ร่าง
vaṇṇagandharasuttame.
อเตว เม อจฺฉริยํ✎ ร่าง
Ateva me acchariyaṁ,
หิงฺกาโร ปฏิภาติ มํ✎ ร่าง
hiṅkāro paṭibhāti maṁ;
เทวานมิว อาวาโส✎ ร่าง
Devānamiva āvāso,
โสภติ นนฺทนูปโม ฯ✎ ร่าง
sobhati nandanūpamo.
วิเภทกา นาฬิเกรา✎ ร่าง
Vibhedikā nāḷikerā,
ขชฺชุรีนํ พฺรหาวเน✎ ร่าง
khajjurīnaṁ brahāvane;
มาลาว คนฺถิตา ฐนฺติ✎ ร่าง
Mālāva ganthitā ṭhanti,
ธชคฺคาเนว ทิสฺสเร ฯ✎ ร่าง
dhajaggāneva dissare;
นานาวณฺเณหิ ปุปฺเผหิ✎ ร่าง
Nānāvaṇṇehi pupphehi,
นภํ ตารา จิตามิว✎ ร่าง
nabhaṁ tārācitāmiva.
กุฏชี กุฏฺฐตคฺครา✎ ร่าง
Kuṭajī kuṭṭhatagarā,
อ้างอิงPTS 6.530
ปาฏลิโย จ ปุปฺผิตา✎ ร่าง
pāṭaliyo ca pupphitā;
ปุนฺนาคา คิริปุนฺนาคา✎ ร่าง
Punnāgā giripunnāgā,
โกวิฬารา จ ปุปฺผิตา ฯ✎ ร่าง
koviḷārā ca pupphitā.
อุทฺธาลกา โสมรุกฺขา✎ ร่าง
Uddālakā somarukkhā,
อ้างอิงพุทธชยันตี 32.412
อครุภลฺลิยา ๓- พหู✎ ร่าง
agaruphalliyā bahū;
ปตฺตชีวา จ กุกฺกุฏา✎ ร่าง
Puttajīvā ca kakudhā,
อสนา เจตฺถ ปุปฺผิตา ฯ✎ ร่าง
asanā cettha pupphitā.
กุฏชา สลฬา นีปา✎ ร่าง
Kuṭajā salaḷā nīpā,
โกสมฺพลพุชา ธวา✎ ร่าง
kosambā labujā dhavā;
สาลา จ ปุปฺผิตา ตตฺถ✎ ร่าง
Sālā ca pupphitā tattha,
ปลาลขลสนฺนิภา ฯ✎ ร่าง
palālakhalasannibhā.
ตสฺสาวิทูเร โปกฺขรณี✎ ร่าง
Tassāvidūre pokkharaṇī,
อ้างอิงสยามรัฐ 28.404
ภูมิภาเค มโนรเม✎ ร่าง
bhūmibhāge manorame;
ปทุมุปฺปลสญฺฉนฺนา✎ ร่าง
Padumuppalasañchannā,
เทวานมิว นนฺทเน ฯ✎ ร่าง
devānamiva nandane.
อเถตฺถ ปุปฺผรสมตฺตา✎ ร่าง
Athettha puppharasamattā,
อ้างอิงฉัฏฐสังคายนา 69.249
โกกิลา มญฺชุภาณิกา✎ ร่าง
kokilā mañjubhāṇikā;
อภินาเทนฺติ ตํ วนํ✎ ร่าง
Abhinādenti pavanaṁ,
อุตุสมฺปุปฺผิเต ทุเม ฯ✎ ร่าง
utusampupphite dume.
ภสฺสนฺติ มกรนฺเทหิ✎ ร่าง
Bhassanti makarandehi,
โปกฺขเร โปกฺขเร มธู✎ ร่าง
pokkhare pokkhare madhū;
อเถตฺถ วาตา วายนฺติ✎ ร่าง
Athettha vātā vāyanti,
ทกฺขิณา อถ ปจฺฉิมา ฯ✎ ร่าง
dakkhiṇā atha pacchimā;
ปทุมกิญฺชกฺขเรณูหิ✎ ร่าง
Padumakiñjakkhareṇūhi,
โอกิณฺโณ โหติ อสฺสโม✎ ร่าง
okiṇṇo hoti assamo.
ถูลา สิงฺฆาฏกา เจตฺถ✎ ร่าง
Thūlā siṅghāṭakā cettha,
สสาทิยา ปสาทิยา ๒- ฯ✎ ร่าง
saṁsādiyā pasādiyā;
มจฺฉกจฺฉปพฺยาวิธา✎ ร่าง
Macchakacchapabyāviddhā,
พหู เจตฺถ มุปยานกา✎ ร่าง
bahū cettha mupayānakā;
มธุํ ภึเสหิ ๓- สวติ✎ ร่าง
Madhuṁ bhisehi savati,
ขีรํ สปฺปิ มุฬาลิภิ✎ ร่าง
khirasappimuḷālibhi.
สุรภิ ตํ วนํ วาติ✎ ร่าง
Surabhī taṁ vanaṁ vāti,
นานาคนฺธสเมริตํ ๔- ฯ
|๑๑๔๐.๑๖| สมฺโมทิ✎ ร่าง
nānāgandhasamoditaṁ;
เตว ๕- คนฺเธน✎ ร่าง
Sammaddateva gandhena,
ปุปฺผสาขาหิ ตํ วนํ✎ ร่าง
pupphasākhāhi taṁ vanaṁ;
ภมรา ปุปฺผคนฺเธน✎ ร่าง
Bhamarā pupphagandhena,
สมนฺตามภินาทิตา ฯ✎ ร่าง
samantā mabhināditā.
อเถตฺถ สกุณา สนฺติ✎ ร่าง
Athettha sakuṇā santi,
นานาวณฺณา พหู ทิชา✎ ร่าง
nānāvaṇṇā bahū dijā;
โมทนฺติ สห ภริยาหิ✎ ร่าง
Modanti saha bhariyāhi,
อญฺญมญฺญํ ปกูชิโน ฯ✎ ร่าง
aññamaññaṁ pakūjino.
นนฺทิกา ชีวปุตฺตา จ✎ ร่าง
Nandikā jīvaputtā ca,
ชีวปุตฺตา ปิยา จ โน✎ ร่าง
jīvaputtā piyā ca no;
ปิยา ปุตฺตา ปิยา นนฺทา✎ ร่าง
Piyā puttā piyā nandā,
ทิชา โปกฺขรณีฆรา ฯ✎ ร่าง
dijā pokkharaṇīgharā.
มาลาว คนฺถิตา ฐนฺติ✎ ร่าง
Mālāva ganthitā ṭhanti,
อ้างอิงสยามรัฐ 28.405
ธชคฺคาเนว ทิสฺสเร✎ ร่าง
dhajaggāneva dissare;
นานาวณฺเณหิ ปุปฺเผหิ✎ ร่าง
Nānāvaṇṇehi pupphehi,
กุสเลหิ ๖- สุคนฺถิตา ฯ✎ ร่าง
kusaleheva suganthitā;
ยตฺถ เวสฺสนฺตโร ราชา✎ ร่าง
Yattha vessantaro rājā,
สห ปุตฺเตหิ สมฺมติ✎ ร่าง
saha puttehi sammati.
ธาเรนฺโต พฺราหฺมณวณฺณํ✎ ร่าง
Dhārento brāhmaṇavaṇṇaṁ,
อาสทญฺจ มสญฺชฏํ✎ ร่าง
āsadañca masaṁ jaṭaṁ;
จมฺมวาสี ฉมา เสติ✎ ร่าง
Cammavāsī chamā seti,
ชาตเวทํ นมสฺสติ ฯ✎ ร่าง
jātavedaṁ namassati”.