เนื้อความทั้งข้อ
[๒๐๗] คำว่า เพราะฉะนั้น มุนีทั้งหลายผู้เห็นความปลอดโปร่ง ละซึ่งความยึดถือได้
เที่ยวไปแล้ว มีความว่า คำว่า เพราะฉะนั้น ได้แก่ เพราะเหตุนั้น เพราะการณ์นั้น เพราะ
เหตุนั้น เพราะปัจจัยนั้น เพราะนิทานนั้น คือ เห็นโทษนั้นในวัตถุที่ยึดถือว่าของเราทั้งหลาย
เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า เพราะฉะนั้น. คำว่า มุนีทั้งหลาย มีความว่า ญาณ เรียกว่า โมนะ
ได้แก่ ปัญญา ความรู้ทั่ว ฯลฯ ความไม่หลง ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฏฐิ ชนทั้งหลายประกอบ
แล้วด้วยญาณนั้น ชื่อว่ามุนี คือ ผู้ถึงแล้วซึ่งญาณชื่อว่าโมนะ. โมไนยยะ (ธรรมที่ทำให้เป็นมุนี)
มี ๓ ประการคือ โมไนยธรรมทางกาย ๑ โมไนยธรรมทางวาจา ๑ โมไนยธรรมทางใจ ๑.
โมไนยธรรมทางกายเป็นไฉน? การละกายทุจริต ๓ อย่าง ชื่อว่าโมไนยธรรมทางกาย
กายสุจริต ๓ อย่าง ญาณมีกายเป็นอารมณ์ การกำหนดรู้กาย มรรคอันสหรคตด้วยปริญญา การ
ละฉันทราคะในกาย นี้ชื่อว่า โมไนยธรรมทางกาย.
โมไนยธรรมทางวาจาเป็นไฉน? การละวจีทุจริต ๔ อย่าง ชื่อว่าโมไนยธรรมทางวาจา.
วจีสุจริต ๔ อย่าง ญาณมีวาจาเป็นอารมณ์ การกำหนดรู้วาจา มรรคอันสหรคตด้วยปริญญา การ
ละฉันทราคะในวาจา ความดับแห่งวจีสังขาร ความบรรลุทุติยฌาน ชื่อว่าโมไนยธรรมทางวาจา นี้
ชื่อว่าโมไนยธรรมทางวาจา
โมไนยธรรมทางใจเป็นไฉน? การละมโนทุจริต ๓ อย่าง ชื่อว่าโมไนยธรรมทางใจ. มโน-
*สุจริต ๓ อย่าง ญาณมีจิตเป็นอารมณ์ การกำหนดรู้จิต มรรคอันสหรคตด้วยปริญญา การละ
ฉันทราคะในใจ ความดับแห่งจิตสังขาร การบรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ ชื่อว่าโมไนยธรรมทางจิต นี้
ชื่อว่าโมไนยธรรมทางใจ. สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
บัณฑิตทั้งหลาย ได้กล่าวมุนีผู้เป็นมุนีทางกาย เป็นมุนีทางวาจา เป็น
มุนีทางใจ หาอาสวะมิได้ว่า เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยธรรมที่ทำให้เป็นมุนี
เป็นผู้ละกิเลสทั้งปวง บัณฑิตทั้งหลายได้กล่าวมุนีผู้เป็นมุนีทางกาย เป็น
มุนีทางวาจา เป็นมุนีทางใจ หาอาสวะมิได้ว่า เป็นผู้ถึงพร้อมด้วย
ธรรมที่ทำให้เป็นมุนี เป็นผู้มีบาปอันล้างเสียแล้ว ฯลฯ
ก้าวล่วงธรรมเป็นเครื่องข้องและตัณหาเพียงดังว่าข่าย ดำรงอยู่ เป็นผู้อันเทวดาและ
มนุษย์บูชาแล้ว บุคคลนั้นชื่อว่ามุนี คำว่า ความยึดถือ ได้แก่ ความยึดถือ ๒ อย่าง คือ ความยึด
ถือด้วยตัณหา ๑ ความยึดถือด้วยทิฏฐิ ๑ ฯลฯ นี้ชื่อว่าความยึดถือด้วยตัณหา ฯลฯ นี้ชื่อว่าความ
ยึดถือด้วยทิฏฐิ มุนีทั้งหลายละความยึดถือด้วยตัณหา สละคืนความยึดถือด้วยทิฏฐิเสียแล้ว ได้
ประพฤติแล้ว เที่ยวไป เป็นไป หมุนไป รักษา ดำเนินไป ให้อัตภาพดำเนินไป. คำว่า ผู้
เห็นความปลอดโปร่ง มีความว่า อมตนิพพานเรียกว่า ความปลอดโปร่ง ได้แก่ ความสงบสังขาร
ทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความสำรอก ความดับ ความออกจากตัณหา
เป็นเครื่องร้อยรัด คำว่า เห็นความปลอดโปร่ง คือ เห็นความปลอดโปร่ง เห็นที่ต้านทาน เห็น
ที่ลี้ลับ เห็นที่พึ่ง เห็นความไม่มีภัย เห็นความไม่เคลื่อน เห็นอมตะ เห็นนิพพาน เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า มุนีทั้งหลาย ผู้เห็นความปลอดโปร่ง ละซึ่งความยึดถือได้ เที่ยวไปแล้ว. เพราะเหตุ
นั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า
ชนทั้งหลายผู้ติดใจในวัตถุที่ถือว่าของเรา ย่อมไม่ละความโศก ความ
รำพัน และความหวงแหน เพราะฉะนั้น มุนีทั้งหลายผู้เห็นความปลอด
โปร่ง ละแล้วซึ่งความยึดถือ ได้เที่ยวไปแล้ว.
ตสฺมา มุนโย ปริคฺคหํ หิตฺวา อจรึสุ เขมทสฺสิโนติ✎ ร่าง
Tasmā munayo pariggahaṁ, hitvā acariṁsu khemadassinoti.
อ้างอิงPTS 130 · สยามรัฐ 29.156
ตสฺมาติ ตสฺมา ตํการณา ตํเหตุ ตปฺปจฺจยา ตํนิทานา เอตํ
อาทีนวํ สมฺปสฺสมาโน มมตฺเตสูติ✎ ร่าง
Tasmāti tasmā taṅkāraṇā taṁhetu tappaccayā taṁnidānā etaṁ ādīnavaṁ sampassamānā mamattesūti—
มุนโยติ โมนํ
วุจฺจติ ญาณํ✎ ร่าง
Munayoti monaṁ vuccati ñāṇaṁ.
ยา ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย
สมฺมาทิฏฺฐิ✎ ร่าง
Yā paññā pajānanā …pe… amoho dhammavicayo sammādiṭṭhi.
เตน ญาเณน สมนฺนาคตา มุนโย โมนปฺปตฺตา ฯ✎ ร่าง
Tena ñāṇena samannāgatā munayo monappattā.
ตีณิ โมเนยฺยานิ✎ ร่าง
Tīṇi moneyyāni—
กายโมเนยฺยํ วจีโมเนยฺยํ มโนโมเนยฺยํ ฯเปฯ✎ ร่าง
kāyamoneyyaṁ, vacīmoneyyaṁ, manomoneyyaṁ …pe…
สงฺคชาลมติจฺจ โส มุนิ ฯ✎ ร่าง
saṅgajālamaticca so muni.
ปริคฺคโหติ เทฺว ปริคฺคหา✎ ร่าง
Pariggahoti dve pariggahā—
ตณฺหาปริคฺคโห
จ ทิฏฺฐิปริคฺคโห จ ฯเปฯ✎ ร่าง
taṇhāpariggaho ca diṭṭhipariggaho ca …pe…
อยํ ตณฺหาปริคฺคโห ฯเปฯ✎ ร่าง
ayaṁ taṇhāpariggaho …pe…
อยํ
ทิฏฺฐิปริคฺคโห ฯ✎ ร่าง
ayaṁ diṭṭhipariggaho.
มุนโย ตณฺหาปริคฺคหํ ปหาย ๑- ทิฏฺฐิปริคฺคหํ
ปฏินิสฺสชฺชิตฺวา อจรึสุ วิจรึสุ อิริยึสุ วตฺตึสุ ปาลึสุ ยปึสุ ยาปึสุ ฯ✎ ร่าง
Munayo taṇhāpariggahaṁ pariccajitvā diṭṭhipariggahaṁ paṭinissajjitvā cajitvā pajahitvā vinodetvā byantiṁ karitvā anabhāvaṁ gametvā acariṁsu vihariṁsu iriyiṁsu vattiṁsu pāliṁsu yapiṁsu yāpiṁsu.
เขมทสฺสิโนติ เขมํ วุจฺจติ อมตํ นิพฺพานํ✎ ร่าง
Khemadassinoti khemaṁ vuccati amataṁ nibbānaṁ.
โย โส
สพฺพสงฺขารสมโถ สพฺพูปธิปฏินิสฺสคฺโค ตณฺหกฺขโย วิราโค นิโรโธ
นิพฺพานํ ฯ✎ ร่าง
Yo so sabbasaṅkhārasamatho sabbūpadhipaṭinissaggo taṇhakkhayo virāgo nirodho nibbānaṁ.
เขมทสฺสิโนติ เขมทสฺสิโน ตาณทสฺสิโน เลณทสฺสิโน
สรณทสฺสิโน อภยทสฺสิโน อจฺจุตทสฺสิโน อมตทสฺสิโน นิพฺพานทสฺสิโนติ✎ ร่าง
Khemadassinoti khemadassino tāṇadassino leṇadassino saraṇadassino abhayadassino accutadassino amatadassino nibbānadassinoti—
ตสฺมา มุนโย ปริคฺคหํ หิตฺวา อจรึสุ เขมทสฺสิโน ฯ✎ ร่าง
tasmā munayo pariggahaṁ hitvā acariṁsu khemadassino.
เตนาห ภควา✎ ร่าง
Tenāha bhagavā—
อ้างอิงฉัฏฐสังคายนา 77.94
โสกปริเทวมจฺฉรํ✎ ร่าง
“Sokapparidevamaccharaṁ,
น ชหนฺติ คิทฺธา มมายิเต✎ ร่าง
Na jahanti giddhā mamāyite;
ตสฺมา มุนโย ปริคฺคหํ✎ ร่าง
Tasmā munayo pariggahaṁ,
หิตฺวา อจรึสุ เขมทสฺสิโนติ ฯ✎ ร่าง
Hitvā acariṁsu khemadassino”ti.