เนื้อความทั้งข้อ
[๘๘๕] คำว่า พระศาสดาผู้มีพระกระแสเสียงอันไพเราะอย่างนี้ ความว่า พระศาสดา
มีพระกระแสเสียงอันไพเราะ คือ มีพระกระแสเสียงอันเสนาะ มีพระกระแสเสียงเป็นที่ตั้ง
แห่งความรัก มีพระกระแสเสียงดูดดื่มหทัย มีพระกระแสเสียงเพราะดังเสียงนกการเวก. เสียง
อันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ ย่อมเปล่งออกจากพระโอฐแห่งพระผู้มีพระภาคนั้น คือ เป็น
เสียงไม่ขัดข้อง ๑ เป็นเสียงผู้ฟังทราบได้ง่าย ๑ เป็นเสียงไพเราะ ๑ เป็นเสียงน่าฟัง ๑ เป็น
เสียงกลมกล่อม ๑ เป็นเสียงไม่แปร่ง ๑ เป็นเสียงลึก ๑ เป็นเสียงก้องกังวาล ๑. เมื่อใด
พระผู้มีพระภาคนั้น จะทรงยังบริษัทให้ทราบด้วยเสียง เมื่อนั้น เสียงของพระผู้มีพระภาคนั้น
ย่อมไม่ออกไปนอกบริษัท. ก็พระผู้มีพระภาคนั้น มีเสียงเหมือนเสียงพรหม มีเสียงดังเสียงนก
การเวก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มีพระกระแสเสียงอันไพเราะอย่างนี้. พระผู้มีพระภาคผู้นำ
พวก ชื่อว่า พระศาสดา. บุคคลผู้นำพวก ย่อมนำพวกให้ข้ามทางกันดาร คือ ให้ข้าม ข้าม
ขึ้น ข้ามออก ข้ามพ้น ซึ่งทางกันดารแต่โจร ทางกันดารแต่สัตว์ร้าย ทางกันดารแต่ที่อดอยาก
ทางกันดารแต่ที่ไม่มีน้ำ ให้ถึงพร้อมซึ่งภูมิภาคอันเกษม ฉันใด พระผู้มีพระภาคผู้นำพวก ย่อม
ยังสัตว์ทั้งหลายให้ข้ามกันดาร คือ ให้ข้าม ข้ามขึ้น ข้ามออก ข้ามพ้น ซึ่งกันดารแต่ชาติ
กันดารแต่พยาธิ กันดารแต่มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส กันดาร
แต่ราคะ กันดารแต่โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ กิเลสและทุจริต รกชัฏคือราคะ รกชัฏคือ
โทสะ โมหะ มานะและทิฏฐิ รกชัฏคือกิเลส ให้ถึงพร้อมซึ่งอมตนิพพานอันเป็นส่วนเกษม
ฉันนั้นเหมือนกัน แม้ด้วยเหตุอย่างนี้ดังนี้ พระผู้มีพระภาคจึงชื่อว่า ผู้นำพวก. อนึ่ง พระผู้มี
พระภาคเป็นผู้นำ ผู้แนะนำ ผู้นำเนืองๆ ผู้ให้รู้ดี ผู้ให้พินิจ ผู้เพ่งดู ผู้ให้เสื่อมใส แม้ด้วย
เหตุอย่างนี้ดังนี้ พระผู้มีพระภาคจึงชื่อว่า ผู้นำพวก. อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเป็นผู้ยังมรรคที่ยัง
ไม่เกิด ให้เกิดขึ้น ทรงยังมรรคที่ยังไม่เกิดพร้อมให้เกิดพร้อม ผู้ตรัสบอกมรรคที่ยังไม่มีใครบอก
ทรงทราบมรรค ทรงรู้แจ้งมรรค ทรงฉลาดในมรรค. ก็แหละในบัดนี้ สาวกทั้งหลายของพระผู้มี
พระภาคพระองค์นั้น เป็นผู้ดำเนินตามมรรคอยู่ เป็นผู้ประกอบศีลาทิคุณในภายหลัง แม้ด้วย
เหตุอย่างนี้ดังนี้ พระผู้มีพระภาคจึงชื่อว่า ผู้นำพวก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระศาสดาผู้มี
พระกระแสเสียงอันไพเราะอย่างนี้.
เอวํ วคฺคุวโท สตฺถาติ✎ ร่าง
Evaṁ vagguvado satthāti.
อ้างอิงPTS 446 · ฉัฏฐสังคายนา 77.335
เอวํ วคฺคุวโท มธุรวโท เปมนียวโท
หทยงฺคมวโท กรวิกรุทมญฺชุสฺสโร ๑- ฯ✎ ร่าง
Evaṁ vagguvado madhuravado pemanīyavado hadayaṅgamavado karavīkarutamañjughoso.
อฏฺฐงฺคสมนฺนาคโต
โข ปน ตสฺส ภควโต มุขโต โฆโส นิจฺฉรติ✎ ร่าง
Aṭṭhaṅgasamannāgato kho pana tassa bhagavato mukhato ghoso niccharati—
วิสฺสตฺโถ จ
สุวิญฺเญยฺโย ๒- จ มญฺชุ จ สวนีโย จ พินฺทุ จ อวิสารี จ
คมฺภีโร จ นินฺนาทิ จ ฯ✎ ร่าง
visaṭṭho ca viññeyyo ca mañju ca savanīyo ca bindu ca avisārī ca gambhīro ca ninnādī ca.
ยทา ๓- ปริสํ โข ปน โส ภควา
สเรน วิญฺญาเปติ น ตสฺส พหิทฺธา ปริสาย โฆโส นิจฺฉรติ ฯ
พฺรหฺมสฺสโร โข ปน โส ภควา กรวิกภาณีติ✎ ร่าง
Yathā parisaṁ kho pana so bhagavā sarena viññāpeti, na assa bahiddhā parisāya ghoso niccharati, brahmassaro kho pana so bhagavā karavīkabhāṇīti—
เอวํ วคฺคุวโท ฯ✎ ร่าง
evaṁ vagguvado.
สตฺถาติ ภควา สตฺถวาโห ฯ✎ ร่าง
Satthāti satthā bhagavā satthavāho.
อ้างอิงสยามรัฐ 29.546
ยถา สตฺถวาโห สตฺเถ
กนฺตารํ ตาเรติ โจรกนฺตารํ ตาเรติ วาฬกนฺตารํ ตาเรติ ทุพฺภิกฺขกนฺตารํ
ตาเรติ นิรุทกกนฺตารํ ตาเรติ อุตฺตาเรติ นิตฺตาเรติ ปตฺตาเรติ
เขมนฺตภูมึ สมฺปาเปติ✎ ร่าง
Yathā satthavāho satte kantāraṁ tāreti, corakantāraṁ tāreti, vāḷakantāraṁ tāreti, dubbhikkhakantāraṁ tāreti, nirudakakantāraṁ tāreti uttāreti nittāreti patāreti khemantabhūmiṁ sampāpeti;
เอวเมว ภควา สตฺถวาโห สตฺเต กนฺตารํ
ตาเรติ ชาติกนฺตารํ ตาเรติ ชรากนฺตารํ ตาเรติ พฺยาธิกนฺตารํ
ตาเรติ มรณโสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสกนฺตารํ ตาเรติ
ราคกนฺตารํ ตาเรติ โทสโมหมานทิฏฺฐิกิเลสทุจฺจริตกนฺตารํ ตาเรติ
ราคคหนํ ตาเรติ โทสโมหมานทิฏฺฐิคหนํ ตาเรติ กิเลสคหนํ
ตาเรติ อุตฺตาเรติ นิตฺตาเรติ ปตฺตาเรติ เขมนฺตํ อมตํ นิพฺพานํ
@เชิงอรรถ: ๑ ม. กรวิกรุตมญฺชุโฆโส ฯ ๒ ม. วิญฺเญยฺโย ฯ ๓ โป. ม. ยถา.
สมฺปาเปตีติ✎ ร่าง
evamevaṁ bhagavā satthavāho satte kantāraṁ tāreti, jātikantāraṁ tāreti, jarākantāraṁ tāreti, byādhikantāraṁ …pe… maraṇakantāraṁ … sokaparidevadukkhadomanassupāyāsakantāraṁ tāreti, rāgakantāraṁ tāreti, dosakantāraṁ … mohakantāraṁ … mānakantāraṁ … diṭṭhikantāraṁ … kilesakantāraṁ … duccaritakantāraṁ tāreti, rāgagahanaṁ tāreti, dosagahanaṁ … mohagahanaṁ … mānagahanaṁ … diṭṭhigahanaṁ … kilesagahanaṁ … duccaritagahanaṁ tāreti uttāreti nittāreti patāreti khemantaṁ amataṁ nibbānaṁ sampāpetīti.
เอวมฺปิ ภควา สตฺถวาโห ฯ✎ ร่าง
Evampi bhagavā satthavāho.
อถวา ภควา เนตา
วิเนตา อนุเนตา สญฺญาเปตา นิชฺฌาเปตา เปกฺขตา ปสาเทตาติ✎ ร่าง
Atha vā bhagavā netā vinetā anunetā paññāpetā nijjhāpetā pekkhetā pasādetāti.
เอวมฺปิ ภควา สตฺถวาโห ฯ✎ ร่าง
Evampi bhagavā satthavāho.
อถวา ภควา อนุปฺปนฺนสฺส มคฺคสฺส
อุปฺปาเทตา อสญฺชาตสฺส มคฺคสฺส สญฺชเนตา อนกฺขาตสฺส มคฺคสฺส
อกฺขาตา มคฺคญฺญู มคฺควิทู มคฺคโกวิโท ฯ มคฺคานุคา จ ปน
เอตรหิ สาวกา วิหรนฺติ ปจฺฉาสมนฺนาคตาติ✎ ร่าง
Atha vā bhagavā anuppannassa maggassa uppādetā, asañjātassa maggassa sañjanetā, anakkhātassa maggassa akkhātā, maggaññū maggavidū maggakovido maggānugā ca pana etarahi sāvakā viharanti pacchā samannāgatāti.
เอวมฺปิ ภควา
สตฺถวาโหติ✎ ร่าง
Evampi bhagavā satthavāhoti—
เอวํ วคฺคุวโท สตฺถา ฯ✎ ร่าง
evaṁ vagguvado satthā.