‹ กลับ
โมฆราชมาณวกปัญหานิทเทส
เล่ม ๓๐ — ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส · ข้อ 492 · ขุ.ชา.๔. ๓๐/๔๕๑๙ ↗
👁 การแสดงผล
แตะเพื่อเปิด/ปิดแต่ละส่วน
เนื้อความทั้งข้อ
[๔๙๒] คำว่า มิได้ทรงพยากรณ์แก่ข้าพระองค์ ในอุเทศว่า น เม พฺยากาสิ จกฺขุมา ความว่า มิได้ตรัสบอก ... มิได้ทรงประกาศ แก่ข้าพระองค์. คำว่า พระจักษุ ความว่า พระผู้มีพระภาคมีพระจักษุด้วยจักษุ ๕ ประการ คือ ด้วย มังสจักษุ ทิพยจักษุ ปัญญาจักษุ พุทธจักษุ สมันตจักษุ. พระผู้มีพระภาคมีพระจักษุแม้ด้วยมังสจักษุอย่างไร? สี ๕ อย่าง คือ สีเขียว สีเหลือง สีแดง สีดำและสีขาว ย่อมปรากฏแก่พระผู้มีพระภาคในมังสจักษุ. ขนพระเนตรตั้งอยู่เฉพาะใน ที่ใด ที่นั้นมีสีเขียว เขียวดี น่าดู น่าชม เหมือนสีดอกผักตบ. ที่ถัดนั้นเข้าไปมีสีเหลือง เหลืองดี เหมือนสีทองคำ น่าดู น่าชม เหมือนดอกกรรณิการ์เหลือง. เบ้าพระเนตรทั้ง ๒ ข้าง ของพระผู้มีพระภาค มีสีแดง แดงดี น่าดู น่าชม เหมือนสีปีกแมลงทับทิมทอง. ที่ท่ามกลาง มีสีดำ ดำดี ไม่มัวหมอง ดำสนิท น่าดู น่าชม เหมือนสีอิฐแก่ไฟ. ที่ถัดนั้นเข้าไปมีสีขาว ขาวดี ขาวล้วน ขาวผ่อง น่าดู น่าชม เหมือนสีดาวประกายพฤกษ์. พระผู้มีพระภาคมีพระ- *มังสจักษุเป็นปกตินั้น เนื่องในพระอัตภาพ อันเกิดขึ้นเพราะสุจริตกรรมในภพก่อน ย่อมทอด พระเนตรเห็นตลอดที่โยชน์หนึ่งโดยรอบ ทั้งกลางวันและกลางคืน. แม้ในเวลาใดมีความมืด ประกอบด้วยองค์ ๔ คือ ดวงอาทิตย์อัสดงคตแล้ว ๑ คืนวันอุโบสถข้างแรม ๑ แนวป่าทึบ ๑ อกาลเมฆใหญ่ตั้งขึ้น ๑ ในความมืดประกอบด้วยองค์ ๔ เห็นปานนี้ ในกาลนั้น พระผู้มีพระภาค ก็ทรงทอดพระเนตรเห็นตลอดที่โยชน์หนึ่งโดยรอบ. หลุม บานประตู กำแพง ภูเขา กอไม้ หรือเถาวัลย์ ไม่เป็นเครื่องกันในการทอดพระเนตรเห็นรูปทั้งหลายเลย. หากว่าบุคคลพึงเอา เมล็ดงาเมล็ดหนึ่งเป็นเครื่องหมาย ใส่ลงในเกวียนสำหรับบรรทุกงา บุคคลนั้นพึงเอาเมล็ดงานั้น ขึ้น. มังสจักษุเป็นปกติของพระผู้มีพระภาคบริสุทธิ์อย่างนี้. พระผู้มีพระภาคมีพระจักษุแม้ด้วย มังสจักษุอย่างนี้. พระผู้มีพระภาคมีพระจักษุแม้ด้วยทิพยจักษุอย่างไร? พระผู้มีพระภาคย่อมทรงพิจารณา เห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ ฯลฯ ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมทรง ทราบชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมด้วยประการฉะนี้. พระผู้มีพระภาคทรงประสงค์จะดูโลกธาตุ หนึ่งก็ดี สองก็ดี สามก็ดี สี่ก็ดี ห้าก็ดี สิบก็ดี ยี่สิบก็ดี สามสิบก็ดี สี่สิบก็ดี ห้าสิบก็ดี ร้อยก็ดี พันหนึ่งเป็นส่วนน้อยก็ดี สองพันเป็นส่วนปานกลางก็ดี สามพันก็ดี สี่พันเป็นส่วน ใหญ่ก็ดี หรือว่าทรงประสงค์เพื่อจะทรงดูโลกธาตุเท่าใด ก็ทรงเห็นโลกธาตุเท่านั้น. ทิพยจักษุ ของพระผู้มีพระภาคบริสุทธิ์อย่างนี้. พระผู้มีพระภาคมีพระจักษุแม้ด้วยทิพยจักษุอย่างนี้. พระผู้มีพระภาคมีพระจักษุแม้ด้วยปัญญาจักษุอย่างไร? พระผู้มีพระภาคมีพระปัญญาใหญ่ มีพระปัญญากว้างขวาง มีพระปัญญาร่าเริง มีพระปัญญาไว มีพระปัญญาคมกล้า มีพระปัญญา ทำลายกิเลส ทรงฉลาดในประเภทปัญญา มีพระญาณแตกฉาน ทรงบรรลุปฏิสัมภิทาแล้ว ทรง ถึงแล้วซึ่งเวสารัชชญาณ ๔ ทรงพลญาณ ๑๐ ทรงเป็นบุรุษผู้องอาจ ทรงเป็นบุรุษสีหะ ทรงเป็น บุรุษนาค ทรงเป็นบุรุษอาชาไนย ทรงเป็นบุรุษนำธุระไป มีญาณไม่มีที่สุด มีเดชไม่มีที่สุด มี ยศไม่มีที่สุด เป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก นับว่ามีทรัพย์ เป็นผู้นำ นำไปให้วิเศษ นำเนืองๆ ให้เข้าใจ ให้เพ่งพินิจ เป็นผู้ตรวจ ให้เลื่อมใส. พระผู้มีพระภาคนั้นทรงยังมรรค ที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น ทรงยังประชาชนให้เข้าใจมรรคที่ยังไม่เข้าใจ ตรัสบอกมรรคที่ยังไม่มีใครบอก ทรง รู้มรรค ทรงรู้แจ้งมรรค ฉลาดในมรรค. ก็แหละในบัดนี้ พระสาวกทั้งหลายเป็นผู้ดำเนินตาม มรรค ประกอบในภายหลังอยู่. พระผู้มีพระภาคนั้น ทรงรู้อยู่ ชื่อว่าทรงรู้ ทรงเห็นอยู่ ชื่อว่า ทรงเห็น เป็นผู้มีจักษุ มีญาณ มีธรรม มีคุณอันประเสริฐ เป็นผู้ตรัสบอกธรรม ตรัสบอกทั่วไป ทรงแนะนำประโยชน์ ประทานอมตธรรม เป็นพระธรรมสามีเสด็จไปอย่างนั้น. บทธรรมที่ พระองค์มิได้ทรงรู้ มิได้ทรงเห็น มิได้ทรงทราบ มิได้ทรงทำให้แจ่มแจ้ง มิได้ทรงถูกต้อง ด้วย ปัญญา ไม่มีเลย. ธรรมทั้งหมดรวมทั้งอดีต อนาคต ปัจจุบัน ย่อมมาสู่คลองในมุข คือ พระญาณ ของ พระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้ว โดยอาการทั้งปวง. ขึ้นชื่อว่าบทธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งที่ควรแนะนำ ควรรู้ มีอยู่. ประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่น ประโยชน์ทั้ง ๒ ฝ่าย ประโยชน์ในภพนี้ ประโยชน์ ในภพหน้า ประโยชน์ตื้น ประโยชน์ลึก ประโยชน์เปิดเผย ประโยชน์ลี้ลับ ประโยชน์ที่ควร แนะนำ ประโยชน์ที่แนะนำแล้ว ประโยชน์ไม่มีโทษ ประโยชน์ไม่มีกิเลส ประโยชน์ขาวหรือ ประโยชน์อย่างยิ่ง. ทั้งหมดนั้น ย่อมเป็นไปในภายในพระพุทธญาณ. กายกรรมทั้งหมด วจีกรรมทั้งหมด มโนกรรมทั้งหมด ย่อมเป็นไปตามพระญาณของ พระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้ว. พระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้ว มีพระญาณมิได้ขัดข้องในอดีต อนาคต ปัจจุบัน. บทธรรมที่ควรแนะนำเท่าใด พระญาณก็เท่านั้น พระญาณเท่าใด บทธรรมที่ควรแนะนำ ก็เท่านั้น พระญาณมีบทธรรมที่ควรแนะนำเป็นที่สุด บทธรรมที่ควรแนะนำก็มีพระญาณเป็นที่สุด พระญาณไม่เป็นไปล่วงบทธรรมที่ควรแนะนำ ทางแห่งบทธรรมที่ควรแนะนำก็ไม่ล่วงพระญาณ ธรรมเหล่านั้นตั้งอยู่ในที่สุดแห่งกันและกัน. ลิ้นผอบ ๒ ลิ้นสนิทกัน ลิ้นผอบข้างล่าง ไม่เกิน ลิ้นผอบข้างบน ลิ้นผอบข้างบน ก็ไม่เกินลิ้นผอบข้างล่าง ลิ้นผอบทั้ง ๒ นั้นตั้งอยู่ในที่สุดแห่งกัน ฉันใด พระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้ว มีบทธรรมที่ควรแนะนำและพระญาณตั้งอยู่ในที่สุดแห่งกัน และกัน ฉันนั้นเหมือนกัน. บทธรรมที่ควรแนะนำเท่าใด พระญาณก็เท่านั้น พระญาณก็เท่าใด บทธรรมที่ควรแนะนำก็เท่านั้น พระญาณมีบทธรรมที่ควรแนะนำเป็นที่สุด บทธรรมที่ควรแนะนำ ก็มีพระญาณเป็นที่สุด พระญาณไม่เป็นไปล่วงบทธรรมที่ควรแนะนำ ทางแห่งบทธรรมที่ควร แนะนำก็ไม่เป็นไปล่วงพระญาณ ธรรมเหล่านั้นตั้งอยู่ในที่สุดแห่งกันและกัน. พระญาณของ พระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้ว ย่อมเป็นไปในธรรมทั้งปวง. ธรรมทั้งปวงเนื่องด้วยอาวัชชนะ เนื่องด้วยอากังขา เนื่องด้วยมนสิการ เนื่องด้วยจิตตุบาท ของพระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้ว. พระญาณของพระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้ว ย่อมเป็นไปในสัตว์ทั้งปวง. พระผู้มีพระภาคย่อมทรง ทราบฉันทะเป็นที่มานอน อนุสัย จริต อธิมุติ ของสัตว์ทั้งปวง. ทรงทราบชัดซึ่งสัตว์ทั้งหลาย ผู้มีกิเลสเพียงดังธุลีในนัยน์ตาคือปัญญาน้อย ผู้มีกิเลสเพียงดังธุลีในนัยน์ตาคือปัญญามาก ที่มี อินทรีย์แก่กล้า ที่มีอินทรีย์อ่อน ที่มีอาการดี ที่มีอาการชั่ว ที่ให้รู้ง่าย ที่ให้รู้ยาก ที่เป็นภัพพสัตว์ ที่เป็นอภัพพสัตว์ โลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ย่อมเป็นไปในภายในแห่งพระพุทธญาณ. ปลาและเต่าทุกชนิด โดยที่สุดรวมถึงปลาติมิติมิงคละ ย่อมเป็นไปในภายในมหาสมุทร ฉันใด โลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดา และมนุษย์ ย่อมเป็นไปในภายในพระพุทธญาณ ฉันนั้นเหมือนกัน. นกทุกชนิดโดยที่สุดรวม ถึงครุฑสกุลเวนเตยยะ ย่อมบินไปในประเทศอากาศ ฉันใด พระสาวกทั้งหลายเสมอด้วย พระสารีบุตรโดยปัญญา ย่อมเป็นไปในประเทศแห่งพระพุทธญาณ ฉันนั้นเหมือนกัน. พระพุทธ- *ญาณย่อมแผ่ปกคลุมปัญญาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย. กษัตริย์ พราหมณ์ คฤหบดี สมณะ ที่เป็นบัณฑิต มีปัญญาละเอียด มีวาทะโต้ตอบกับผู้อื่น เป็นดังนายขมังธนูยิงขนทรายแม่น บัณฑิตเหล่านั้นเป็นประหนึ่งว่าเที่ยวทำลายทิฏฐิเขาด้วยปัญญาของตน. บัณฑิตเหล่านั้นปรุงแต่ง ปัญหาเข้ามาเฝ้าพระตถาคตแล้ว ทูลถามปัญหาเหล่านั้น. พระผู้มีพระภาคตรัสบอกและตรัสแก้ แล้ว ทรงแสดงเหตุและอ้างผลแล้ว. บัณฑิตเหล่านั้นย่อมเลื่อมใสต่อพระผู้มีพระภาค. ในลำดับ นั้นแล พระผู้มีพระภาคย่อมไพโรจน์ยิ่งขึ้นไปด้วยพระปัญญาในสถานที่นั้น. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงชื่อว่า มีพระจักษุแม้ด้วยปัญญาจักษุอย่างนี้. พระผู้มีพระภาคมีพระจักษุแม้ด้วยพุทธจักษุอย่างไร? พระผู้มีพระภาคเมื่อทรงตรวจดูโลก ด้วยพุทธจักษุ ได้ทรงเห็นหมู่สัตว์ผู้มีกิเลสเพียงดังธุลีในนัยน์ตาคือปัญญาน้อย ผู้มีกิเลสเพียง ดังธุลีในนัยน์ตาคือปัญญามาก ผู้มีอินทรีย์แก่กล้า ผู้มีอินทรีย์อ่อน ผู้มีอาการดี ผู้มีอาการชั่ว ผู้แนะนำให้รู้ได้ง่าย ผู้แนะนำให้รู้ได้ยาก บางพวกเป็นผู้มีปกติเห็นโทษและภัยในปรโลกอยู่. ใน กออุบล ในกอปทุม หรือในกอบุณฑริก ดอกอุบลบัวเขียว ดอกปทุมบัวหลวง หรือ ดอกบุณฑริก บัวขาว บางชนิดเกิดในน้ำ เจริญในน้ำ ไปตามน้ำ จมอยู่ในน้ำอันน้ำเลี้ยงไว้ บางชนิดเกิดในน้ำ เจริญในน้ำ ตั้งอยู่เสมอน้ำ บางชนิดเกิดในน้ำ เจริญในน้ำ โผล่พ้นจากน้ำ น้ำหล่อเลี้ยงไว้ แม้ฉันใด พระผู้มีพระภาคเมื่อทรงตรวจดูโลกด้วยพุทธจักษุ ได้ทรงเห็นหมู่สัตว์ผู้มีกิเลสเพียง ดังธุลีในนัยน์ตาคือปัญญาน้อย ผู้มีกิเลสเพียงดังธุลีในนัยน์ตาคือปัญญามาก ผู้มีอินทรีย์แก่กล้า ผู้มีอินทรีย์อ่อน ผู้มีอาการดี ผู้มีอาการชั่ว ผู้แนะนำให้รู้ได้ง่าย ผู้แนะนำให้รู้ได้ยาก บางพวก มีปกติเห็นโทษและภัยในปรโลกอยู่ ฉันนั้นเหมือนกัน. พระผู้มีพระภาคย่อมทรงทราบว่า บุคคล นี้เป็นราคจริต บุคคลนี้เป็นโทสจริต บุคคลนี้เป็นโมหจริต บุคคลนี้เป็นวิตักกจริต บุคคลนี้ เป็นศรัทธาจริต บุคคลนี้เป็นญาณจริต. พระผู้มีพระภาคตรัสบอกอสุภกถาแก่บุคคลผู้เป็นราคจริต. ตรัสบอกเมตตาภาวนาแก่บุคคลผู้เป็นโทสจริต. ทรงแนะนำบุคคลผู้เป็นโมหจริตให้ตั้งอยู่ใน เพราะอุเทศและปริปุจฉา ในการฟังธรรมโดยกาล ในการสนทนาธรรมโดยกาล ในการอยู่ร่วม กับครู. ตรัสบอกอนาปานัสสติแก่บุคคลผู้เป็นวิตักกจริต ตรัสบอกความตรัสรู้ดีแห่งพระพุทธเจ้า ความที่ธรรมเป็นธรรมดี ความที่สงฆ์ปฏิบัติดี และศีลทั้งหลายของตน ซึ่งเป็นนิมิต เป็นที่ตั้ง แห่งความเลื่อมใส แก่บุคคลผู้เป็นศรัทธาจริต. ตรัสบอกอาการไม่เที่ยง อาการเป็นทุกข์ อาการ เป็นอนัตตา อันเป็นวิปัสสนานิมิตแก่บุคคลผู้เป็นญาณจริต. บุคคลยืนอยู่บนยอดภูเขาศิลา พึงเห็นหมู่ชนโดยรอบ แม้ ฉันใด ข้าแต่พระสุเมธผู้มีพระสมันตจักษุ พระองค์เสด็จ ขึ้นแล้วสู่ปราสาทอันสำเร็จด้วยธรรม ปราศจากความโศก ก็ทรงเห็นหมู่ชนที่อาเกียรณ์ด้วยความโศก ผู้อันชาติและชรา ครอบงำ เปรียบฉันนั้น. พระผู้มีพระภาคมีพระจักษุแม้ด้วยพุทธจักษุอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคมีพระจักษุแม้ด้วยสมันตจักษุอย่างไร? สัพพัญญุตญาณ ท่านกล่าวว่า สมันตจักษุ. พระผู้มีพระภาคทรงเข้าไป เข้าไปพร้อม เข้ามา เข้ามาพร้อม เข้าถึง เข้าถึงพร้อม ประกอบด้วยสัพพัญญุตญาณ. บทธรรมอะไรๆ อันพระผู้มีพระภาคนั้นไม่ทรงเห็น ไม่ทรง รู้แจ้ง หรือไม่พึงทรงทราบ มิได้มีเลย. พระผู้มีพระภาค ทรงรู้เฉพาะซึ่งบทธรรมทั้งปวง. เนยยบทใดมีอยู่ พระผู้มี- พระภาคทรงทราบซึ่งเนยยบทนั้น. เพราะเหตุนั้น พระตถาคต จึงเป็นพระสมันตจักษุ. พระผู้มีพระภาคมีพระจักษุแม้ด้วยสมันตจักษุอย่างนี้. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า พระผู้มี- *พระภาคมีพระจักษุ ไม่ทรงพยากรณ์แก่ข้าพระองค์.
เทียบรายประโยค (87 ประโยค)
cnd19:4.1 #
น เม พฺยากาสิ จกฺขุมาติ✎ ร่าง
Na me byākāsi cakkhumāti.
cnd19:4.2 #
น เม พฺยากาสีติ เม ๑- น อาจิกฺขิ น เทเสสิ น ปญฺญเปสิ น ปฏฺฐเปสิ น วิวริ น วิภชิ น อุตฺตานีมกาสิ ๒- น ปกาเสสิ ฯ✎ ร่าง
Na me byākāsīti na me byākāsi na ācikkhi na desesi na paññapesi na paṭṭhapesi na vivari na vibhaji na uttānīakāsi na pakāsesi.
cnd19:4.3 #
จกฺขุมาติ ภควา ปญฺจหิ จกฺขูหิ จกฺขุมา✎ ร่าง
Cakkhumāti bhagavā pañcahi cakkhūhi cakkhumā—
cnd19:4.4 #
มํสจกฺขุนาปิ จกฺขุมา ทิพฺพจกฺขุนาปิ จกฺขุมา ปญฺญาจกฺขุนาปิ จกฺขุมา พุทฺธจกฺขุนาปิ จกฺขุมา สมนฺตจกฺขุนาปิ จกฺขุมา ฯ✎ ร่าง
maṁsacakkhunāpi cakkhumā, dibbacakkhunāpi cakkhumā, paññācakkhunāpi cakkhumā, buddhacakkhunāpi cakkhumā, samantacakkhunāpi cakkhumā.
cnd19:5.1 #
กถํ ภควา มํสจกฺขุนาปิ จกฺขุมา ฯ✎ ร่าง
Kathaṁ bhagavā maṁsacakkhunāpi cakkhumā?
อ้างอิงสยามรัฐ 30.237 · ฉัฏฐสังคายนา 87.158 · พุทธชยันตี 34.368
cnd19:5.2 #
มํสจกฺขุมฺหิ ภควโต ปญฺจ วณฺณา สํวิชฺชนฺติ✎ ร่าง
Maṁsacakkhumhi bhagavato pañca vaṇṇā saṁvijjanti—
cnd19:5.3 #
นีโล จ วณฺโณ ปีตโก จ วณฺโณ โลหิตโก จ วณฺโณ กโณฺห จ วณฺโณ โอทาโต จ วณฺโณ ฯ✎ ร่าง
nīlo ca vaṇṇo, pītako ca vaṇṇo, lohitako ca vaṇṇo, kaṇho ca vaṇṇo, odāto ca vaṇṇo (…).
cnd19:5.4 #
ยตฺถ จ อกฺขิโลมานิ ปติฏฺฐิตานิ ตํ นีลํ โหติ สุนีลํ ปาสาทิกํ ทสฺสเนยฺยํ อุมฺมารปุปฺผสมานํ ๓- ฯ✎ ร่าง
Yattha ca akkhilomāni patiṭṭhitāni taṁ nīlaṁ hoti sunīlaṁ pāsādikaṁ dassaneyyaṁ umāpupphasamānaṁ.
cnd19:5.5 #
ตสฺส ปรโต ปีตกํ โหติ สุปีตกํ สุวณฺณวณฺณํ ปาสาทิกํ ทสฺสเนยฺยํ กณฺณิการปุปฺผสมานํ ๔- ฯ✎ ร่าง
Tassa parato pītakaṁ hoti supītakaṁ suvaṇṇavaṇṇaṁ pāsādikaṁ dassaneyyaṁ kaṇikārapupphasamānaṁ.
cnd19:5.6 #
อุภยโต จ อกฺขิกูปานิ ๕- ภควโต โลหิตกานิ โหนฺติ สุโลหิตกานิ ปาสาทิกานิ ทสฺสเนยฺยานิ อินฺทโคปกสมานานิ ฯ✎ ร่าง
Ubhato ca akkhikūṭāni bhagavato lohitakāni honti sulohitakāni pāsādikāni dassaneyyāni indagopakasamānāni.
cnd19:5.7 #
มชฺเฌ กณฺหํ โหติ สุกณฺหํ อลูขํ สินิทฺธํ ปาสาทิกํ ทสฺสเนยฺยํ อฬาริฏฺฐกสมานํ ๖- ฯ✎ ร่าง
Majjhe kaṇhaṁ hoti sukaṇhaṁ alūkhaṁ siniddhaṁ pāsādikaṁ dassaneyyaṁ addāriṭṭhakasamānaṁ.
cnd19:5.8 #
ตสฺส ปรโต โอทาตํ โหติ สุโอทาตํ เสตํ ปณฺฑรํ ปาสาทิกํ ทสฺสเนยฺยํ โอสธิตารกสมานํ ฯ✎ ร่าง
Tassa parato odātaṁ hoti suodātaṁ setaṁ paṇḍaraṁ pāsādikaṁ dassaneyyaṁ osadhitārakasamānaṁ.
cnd19:5.9 #
เตน ภควา ปกติมํสจกฺขุนา ๗- อตฺตภาวปริยาปนฺเนน ปุริมสุจริตกมฺมาภินิพฺพตฺเตน สมนฺตา โยชนํ ปสฺสติ ทิวา เจว @เชิงอรรถ: ๑ ม. น เม พฺยากาสิ ฯ ๒ ม. อุตฺตานีอกาสิ ฯ เอวมีทิเสสุ ปเทสุ ฯ@๓ ม. อุมาปุปฺผสมานํ ฯ ๔ ม. กณิการปุปฺผสมานํ ฯ ๕ ม. อกฺขิกูฏานิ ฯ@๖ ม. อทฺทาริฏฺฐกสมานํ ฯ ๗ ม. ปากติเกน มํสจกฺขุนา ฯ รตฺติญฺจ ฯ✎ ร่าง
Tena bhagavā pākatikena maṁsacakkhunā attabhāvapariyāpannena purimasucaritakammābhinibbattena samantā yojanaṁ passati divā ceva rattiñca.
cnd19:5.10 #
ยทาปิ ๑- จตุรงฺคสมนฺนาคโต อนฺธกาโร โหติ สุริโย จ อตฺถงฺคมิโต ๒- โหติ✎ ร่าง
Yadā hi caturaṅgasamannāgato andhakāro hoti sūriyo ca atthaṅgato hoti;
cnd19:5.11 #
กาฬปกฺโข จ อุโปสโถ โหติ ติพฺโพ จ วนสณฺโฑ โหติ มหา จ อกาลเมโฆ ๓- อพฺภุฏฺฐิโต โหติ✎ ร่าง
kāḷapakkho ca uposatho hoti, tibbo ca vanasaṇḍo hoti, mahā ca kāḷamegho abbhuṭṭhito hoti.
cnd19:5.12 #
เอวรูเป จตุรงฺคสมนฺนาคเต อนฺธกาเร สมนฺตา โยชนํ ปสฺสติ ฯ✎ ร่าง
Evarūpe caturaṅgasamannāgate andhakāre samantā yojanaṁ passati.
cnd19:5.13 #
นตฺถิ โส กูโฏ วา กวาฏํ ๔- วา ปากาโร วา ปพฺพโต วา คจฺโฉ วา ลตา วา อาวรณํ รูปานํ ทสฺสนาย ฯ✎ ร่าง
Natthi so kuṭṭo vā kavāṭaṁ vā pākāro vā pabbato vā gaccho vā latā vā āvaraṇaṁ rūpānaṁ dassanāya.
cnd19:5.14 #
เอกญฺเจ ติลผลํ นิมิตฺตํ กตฺวา ติลวาเห ปกฺขิเปยฺย ตญฺเญว ติลผลํ อุทฺธเรยฺย ฯ✎ ร่าง
Ekañce tilaphalaṁ nimittaṁ katvā tilavāhe pakkhipeyya, taṁyeva tilaphalaṁ uddhareyya.
cnd19:5.15 #
เอวํ ปริสุทฺธํ ภควโต ปกติมํสจกฺขุ ฯ✎ ร่าง
Evaṁ parisuddhaṁ bhagavato pākatikaṁ maṁsacakkhu.
cnd19:5.16 #
เอวํ ภควา มํสจกฺขุนาปิ จกฺขุมา ฯ✎ ร่าง
Evaṁ bhagavā maṁsacakkhunāpi cakkhumā.
cnd19:6.1 #
กถํ ภควา ทิพฺพจกฺขุนาปิ จกฺขุมา ฯ✎ ร่าง
Kathaṁ bhagavā dibbena cakkhunāpi cakkhumā?
cnd19:6.2 #
ภควา ทิพฺเพน จกฺขุนา วิสุทฺเธน อติกฺกนฺตมานุสเกน✎ ร่าง
Bhagavā dibbena cakkhunā visuddhena atikkantamānusakena satte passati cavamāne upapajjamāne hīne paṇīte suvaṇṇe dubbaṇṇe;
cnd19:6.3 #
sugate duggate yathākammūpage satte pajānāti—
cnd19:6.4 #
“ime vata bhonto sattā kāyaduccaritena samannāgatā vacīduccaritena samannāgatā manoduccaritena samannāgatā ariyānaṁ upavādakā micchādiṭṭhikā micchādiṭṭhikammasamādānā, te kāyassa bhedā paraṁ maraṇā apāyaṁ duggatiṁ vinipātaṁ nirayaṁ upapannā;
cnd19:6.5 #
✎ ร่าง
ime vā pana bhonto sattā kāyasucaritena samannāgatā vacīsucaritena samannāgatā manosucaritena samannāgatā ariyānaṁ anupavādakā sammādiṭṭhikā sammādiṭṭhikammasamādānā, te kāyassa bhedā paraṁ maraṇā sugatiṁ saggaṁ lokaṁ upapannā”ti.
cnd19:6.6 #
เปฯ ยถากมฺมูปเค สตฺเต ปชานาติ ฯ✎ ร่าง
Iti dibbena cakkhunā visuddhena atikkantamānusakena satte passati cavamāne upapajjamāne hīne paṇīte suvaṇṇe dubbaṇṇe sugate duggate, yathākammūpage satte pajānāti.
cnd19:6.7 #
อากงฺขมาโน จ ภควา เอกมฺปิ โลกธาตุํ ปสฺเสยฺย เทฺวปิ โลกธาตุโย ปสฺเสยฺย ติสฺโสปิ โลกธาตุโย ปสฺเสยฺย จตสฺโสปิ โลกธาตุโย ปสฺเสยฺย ปญฺจปิ โลกธาตุโย ปสฺเสยฺย ทสปิ โลกธาตุโย ปสฺเสยฺย วีสมฺปิ โลกธาตุโย ปสฺเสยฺย ตึสมฺปิ โลกธาตุโย ปสฺเสยฺย จตฺตาฬีสมฺปิ โลกธาตุโย ปสฺเสยฺย ปญฺญาสมฺปิ โลกธาตุโย ปสฺเสยฺย สตมฺปิ โลกธาตุโย ปสฺเสยฺย สหสฺสิมฺปิ จูฬนิกํ โลกธาตุํ ปสฺเสยฺย ทฺวิสหสฺสิมฺปิ มชฺฌิมิกํ โลกธาตุํ ปสฺเสยฺย ติสหสฺสิมฺปิ โลกธาตุํ ปสฺเสยฺย มหาสหสฺสิมฺปิ โลกธาตุํ ปสฺเสยฺย ฯ ยาวตกํ วา ปน อากงฺเขยฺย ตาวตกํ ปสฺเสยฺย ฯ✎ ร่าง
Ākaṅkhamāno ca bhagavā ekampi lokadhātuṁ passeyya, dvepi lokadhātuyo passeyya, tissopi lokadhātuyo passeyya, catassopi lokadhātuyo passeyya, pañcapi lokadhātuyo passeyya, dasapi lokadhātuyo passeyya, vīsampi lokadhātuyo passeyya, tiṁsampi lokadhātuyo passeyya, cattālīsampi lokadhātuyo passeyya, paññāsampi lokadhātuyo passeyya, satampi lokadhātuyo passeyya, sahassimpi cūḷanikaṁ lokadhātuṁ passeyya, dvisahassimpi majjhimikaṁ lokadhātuṁ passeyya, tisahassimpi lokadhātuṁ passeyya, mahāsahassimpi lokadhātuṁ passeyya, yāvatakaṁ vā pana ākaṅkheyya tāvatakaṁ passeyya.
cnd19:6.8 #
เอวํ วิสุทฺธํ ภควโต ทิพฺพจกฺขุ ฯ✎ ร่าง
Evaṁ parisuddhaṁ bhagavato dibbacakkhu.
cnd19:6.9 #
เอวํ ภควา ทิพฺพจกฺขุนาปิ จกฺขุมา ฯ✎ ร่าง
Evaṁ bhagavā dibbena cakkhunāpi cakkhumā.
cnd19:7.1 #
กถํ ภควา ปญฺญาจกฺขุนาปิ จกฺขุมา ฯ✎ ร่าง
Kathaṁ bhagavā paññācakkhunāpi cakkhumā?
อ้างอิงสยามรัฐ 30.238 · ฉัฏฐสังคายนา 87.159 · พุทธชยันตี 34.370
cnd19:7.2 #
ภควา มหาปญฺโญ ปุถุปญฺโญ หาสปญฺโญ ชวนปญฺโญ ติกฺขปญฺโญ นิพฺเพธิกปญฺโญ ปญฺญปฺปเภทกุสโล ปภินฺนญาโณ อธิคต- ปฏิสมฺภิโท ๑- จตุเวสารชฺชปฺปตฺโต ทสพลธารี ปุริสาสโภ ปุริสสีโห ปุริสนาโค ปุริสาชญฺโญ ปุริสโธรโยฺห อนนฺตญาโณ อนนฺตเตโช อนนฺตยโส อทฺโธ มหทฺธโน ธนวา เนตา วิเนตา อนุเนตา สญฺญาเปตา ๒- นิชฺฌาเปตา เปกฺขตา ๓- ปสาเทตา ฯ✎ ร่าง
Bhagavā mahāpañño puthupañño javanapañño hāsapañño tikkhapañño nibbedhikapañño paññāpabhedakusalo pabhinnañāṇo adhigatapaṭisambhido catuvesārajjappatto dasabaladhārī purisāsabho purisasīho purisanāgo purisājañño purisadhorayho anantañāṇo anantatejo anantayaso aḍḍho mahaddhano dhanavā netā vinetā anunetā paññāpetā nijjhāpetā pekkhetā pasādetā.
cnd19:7.3 #
โส หิ ภควา อนุปฺปนฺนสฺส มคฺคสฺส อุปฺปาเทตา อสญฺชาตสฺส มคฺคสฺส สญฺชาเปตา ๔- อนกฺขาตสฺส มคฺคสฺส อกฺขาตา มคฺคญฺญู มคฺควิทู มคฺคโกวิโท ฯ มคฺคานุคา จ ปน เอตรหิ สาวกา วิหรนฺติ ปจฺฉา สมนฺนาคตา ฯ✎ ร่าง
So hi bhagavā anuppannassa maggassa uppādetā asañjātassa maggassa sañjanetā anakkhātassa maggassa akkhātā, maggaññū maggavidū maggakovido maggānugā ca pana etarahi sāvakā viharanti pacchā samannāgatā.
cnd19:8.1 #
โส หิ ภควา ชานํ ชานาติ ปสฺสํ ปสฺสติ จกฺขุภูโต ญาณภูโต ธมฺมภูโต พฺรหฺมภูโต วตฺตา ปวตฺตา อตฺถสฺส นินฺเนตา อมตสฺส ทาตา ธมฺมสามิ ๕- ตถาคโต ฯ✎ ร่าง
So hi bhagavā jānaṁ jānāti, passaṁ passati, cakkhubhūto ñāṇabhūto dhammabhūto brahmabhūto vattā pavattā atthassa ninnetā amatassa dātā dhammassāmī tathāgato.
อ้างอิงสยามรัฐ 30.239
cnd19:8.2 #
นตฺถิ ตสฺส ภควโต อญาตํ อทิฏฺฐํ อวิทิตํ อสจฺฉิกตํ อผุสิตํ ๖- ปญฺญาย ฯ✎ ร่าง
Natthi tassa bhagavato aññātaṁ adiṭṭhaṁ aviditaṁ asacchikataṁ aphassitaṁ paññāya.
cnd19:8.3 #
อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ อุปาทาย สพฺเพ ธมฺมา สพฺพากาเรน พุทฺธสฺส ภควโต ญาณมุเข อาปาถมาคจฺฉนฺติ ฯ✎ ร่าง
Atītaṁ anāgataṁ paccuppannaṁ upādāya sabbe dhammā sabbākārena buddhassa bhagavato ñāṇamukhe āpāthaṁ āgacchanti.
cnd19:8.4 #
ยงฺกิญฺจิ เนยฺยํ นาม อตฺถิ ชานิตพฺพํ อตฺตตฺโถ วา ปรตฺโถ วา อุภยตฺโถ วา ทิฏฺฐธมฺมิโก วา อตฺโถ สมฺปรายิโก วา อตฺโถ อุตฺตาโน วา อตฺโถ คมฺภีโร วา อตฺโถ คูโฬฺห วา อตฺโถ ปฏิจฺฉนฺโน วา อตฺโถ เนยฺโย วา อตฺโถ นีโต วา อตฺโถ อนวชฺโช วา อตฺโถ นิกฺกิเลโส วา อตฺโถ โวทาโน วา อตฺโถ @เชิงอรรถ: ๑ ม. อธิคตปฏิสมฺภิทปฺปตฺโต ฯ ๒ ม. ปญฺญาเปตา ฯ ๓ ม. เปกฺเขตา ฯ@๔ ม. สญฺชเนตา ฯ ๕ ม. ธมฺมสามี ฯ ๖ ม. อผสฺสิตํ ฯ เอวมุปริปิ ฯ ปรมตฺโถ วา สพฺพนฺตํ อนฺโตพุทฺธญาเณ ปริวตฺตติ ฯ✎ ร่าง
Yaṁ kiñci neyyaṁ nāma atthi jānitabbaṁ attattho vā parattho vā ubhayattho vā diṭṭhadhammiko vā attho samparāyiko vā attho uttāno vā attho gambhīro vā attho gūḷho vā attho paṭicchanno vā attho neyyo vā attho nīto vā attho anavajjo vā attho nikkileso vā attho vodāno vā attho paramattho vā attho, sabbaṁ taṁ anto buddhañāṇe parivattati.
cnd19:9.1 #
สพฺพํ กายกมฺมํ พุทฺธสฺส ภควโต ญาณานุปริวตฺตติ สพฺพํ วจีกมฺมํ ญาณานุปริวตฺตติ สพฺพํ มโนกมฺมํ ญาณานุปริวตฺตติ ฯ✎ ร่าง
Sabbaṁ kāyakammaṁ buddhassa bhagavato ñāṇānuparivatti, sabbaṁ vacīkammaṁ ñāṇānuparivatti, sabbaṁ manokammaṁ ñāṇānuparivatti.
อ้างอิงพุทธชยันตี 34.372
cnd19:9.2 #
อตีเต พุทฺธสฺส ภควโต อปฺปฏิหตํ ญาณํ อนาคเต พุทฺธสฺส ๑- ภควโต ๑- อปฺปฏิหตํ ญาณํ ปจฺจุปฺปนฺเน พุทฺธสฺส ๑- ภควโต ๑- อปฺปฏิหตํ ญาณํ ฯ ยาวตกํ เนยฺยํ ตาวตกํ ญาณํ ยาวตกํ ญาณํ ตาวตกํ เนยฺยํ✎ ร่าง
Atīte buddhassa bhagavato appaṭihataṁ ñāṇaṁ, anāgate appaṭihataṁ ñāṇaṁ, paccuppanne appaṭihataṁ ñāṇaṁ, yāvatakaṁ neyyaṁ tāvatakaṁ ñāṇaṁ, yāvatakaṁ ñāṇaṁ tāvatakaṁ neyyaṁ.
cnd19:9.3 #
เนยฺยปริยนฺติกํ ญาณํ ญาณปริยนฺติกํ เนยฺยํ เนยฺยํ อติกฺกมิตฺวา ญาณํ นปฺปวตฺตติ ญาณํ อติกฺกมิตฺวา เนยฺยปโถ นตฺถิ✎ ร่าง
Neyyapariyantikaṁ ñāṇaṁ, ñāṇapariyantikaṁ neyyaṁ, neyyaṁ atikkamitvā ñāṇaṁ nappavattati, ñāṇaṁ atikkamitvā neyyapatho natthi.
cnd19:9.4 #
อญฺญมญฺญํ ปริยนฺตฏฺฐายิโน ๒- เต ธมฺมา ฯ✎ ร่าง
Aññamaññapariyantaṭṭhāyino te dhammā.
cnd19:9.5 #
ยถา ทฺวินฺนํ สมุคฺคปฏลานํ ผุสิตานํ ๓- เหฏฺฐิมํ สมุคฺคปฏลํ อุปริมํ นาติวตฺตติ อุปริมํ สมุคฺคปฏลํ เหฏฺฐิมํ นาติวตฺตติ อญฺญมญฺญํ ปริยนฺตฏฺฐายิโน✎ ร่าง
Yathā dvinnaṁ samuggapaṭalānaṁ sammāphusitānaṁ heṭṭhimaṁ samuggapaṭalaṁ uparimaṁ nātivattati, uparimaṁ samuggapaṭalaṁ heṭṭhimaṁ nātivattati, aññamaññapariyantaṭṭhāyino;
cnd19:9.6 #
เอวเมว พุทฺธสฺส ภควโต เนยฺยญฺจ ญาณญฺจ อญฺญมญฺญํ ปริยนฺตฏฺฐายิโน✎ ร่าง
evameva buddhassa bhagavato neyyañca ñāṇañca aññamaññapariyantaṭṭhāyino.
cnd19:9.7 #
ยาวตกํ เนยฺยํ ตาวตกํ ญาณํ ยาวตกํ ญาณํ ตาวตกํ เนยฺยํ เนยฺยปริยนฺติกํ ญาณํ ญาณปริยนฺติกํ เนยฺยํ✎ ร่าง
Yāvatakaṁ neyyaṁ tāvatakaṁ ñāṇaṁ, yāvatakaṁ ñāṇaṁ tāvatakaṁ neyyaṁ, neyyapariyantikaṁ ñāṇaṁ, ñāṇapariyantikaṁ neyyaṁ.
cnd19:9.8 #
เนยฺยํ อติกฺกมิตฺวา ญาณํ นปฺปวตฺตติ ญาณํ อติกฺกมิตฺวา เนยฺยปโถ นตฺถิ✎ ร่าง
Neyyaṁ atikkamitvā ñāṇaṁ nappavattati, ñāṇaṁ atikkamitvā neyyapatho natthi.
cnd19:9.9 #
อญฺญมญฺญํ ปริยนฺตฏฺฐายิโน เต ธมฺมา ฯ✎ ร่าง
Aññamaññapariyantaṭṭhāyino te dhammā.
cnd19:10.1 #
สพฺพธมฺเมสุ พุทฺธสฺส ภควโต ญาณํ ปวตฺตติ ฯ✎ ร่าง
Sabbadhammesu buddhassa bhagavato ñāṇaṁ pavattati.
อ้างอิงสยามรัฐ 30.240 · ฉัฏฐสังคายนา 87.160
cnd19:10.2 #
สพฺเพ ธมฺมา พุทฺธสฺส ภควโต อาวชฺชนปฏิพทฺธา อากงฺขปฏิพทฺธา มนสิการปฏิพทฺธา จิตฺตุปฺปาทปฏิพทฺธา ฯ✎ ร่าง
Sabbe dhammā buddhassa bhagavato āvajjanapaṭibaddhā ākaṅkhapaṭibaddhā manasikārapaṭibaddhā cittuppādapaṭibaddhā.
cnd19:10.3 #
สพฺพสตฺเตสุ พุทฺธสฺส ภควโต ญาณํ ปวตฺตติ ฯ✎ ร่าง
Sabbasattesu buddhassa bhagavato ñāṇaṁ pavattati.
cnd19:10.4 #
สพฺเพสํ สตฺตานํ ภควา อาสยํ ชานาติ @เชิงอรรถ: ๑ ม. อิเม ปาฐา นตฺถิ ฯ ๒ ม. อญฺญมญฺญปริยนฺตฏฺฐายิโน ฯ เอวมุปริปิ ฯ@๓ ม. สมฺมาผุสิตานํ ฯ อนุสยํ ชานาติ จริตํ ชานาติ อธิมุตฺตึ ชานาติ อปฺปรชกฺเข มหารชกฺเข ติกฺขินฺทฺริเย มุทินฺทฺริเย สฺวากาเร ทฺวากาเร สุวิญฺญาปเย ทุวิญฺญาปเย ภพฺพาภพฺเพ สตฺเต ปชานาติ ฯ✎ ร่าง
Sabbesañca sattānaṁ bhagavā āsayaṁ jānāti, anusayaṁ jānāti, caritaṁ jānāti, adhimuttiṁ jānāti, apparajakkhe mahārajakkhe tikkhindriye mudindriye svākāre dvākāre suviññāpaye duviññāpaye bhabbābhabbe satte jānāti.
cnd19:10.5 #
สเทวโก โลโก สมารโก✎ ร่าง
Sadevako loko samārako sabrahmako sassamaṇabrāhmaṇī pajā sadevamanussā antobuddhañāṇe parivattati.
cnd19:11.1 #
Yathā ye keci macchakacchapā antamaso timitimiṅgalaṁ upādāya antomahāsamudde parivattanti, evameva sadevako loko samārako loko sabrahmako loko sassamaṇabrāhmaṇī pajā sadevamanussā antobuddhañāṇe parivattati.
cnd19:12.1 #
Yathā ye keci pakkhī antamaso garuḷaṁ venateyyaṁ upādāya ākāsassa padese parivattanti, evameva yepi te sāriputtasamā paññāya samannāgatā tepi buddhañāṇassa padese parivattanti;
cnd19:12.2 #
buddhañāṇaṁ devamanussānaṁ paññaṁ pharitvā abhibhavitvā tiṭṭhati.
cnd19:13.1 #
Yepi te khattiyapaṇḍitā brāhmaṇapaṇḍitā gahapatipaṇḍitā samaṇapaṇḍitā nipuṇā kataparappavādā vālavedhirūpā vobhindantā maññe caranti paññāgatena diṭṭhigatāni, te pañhe abhisaṅkharitvā abhisaṅkharitvā tathāgataṁ upasaṅkamitvā pucchanti gūḷhāni ca paṭicchannāni.
cnd19:13.2 #
Kathitā visajjitā ca te pañhā bhagavatā honti niddiṭṭhakāraṇā.
cnd19:13.3 #
Upakkhittakā ca te bhagavato sampajjanti.
cnd19:13.4 #
Atha kho bhagavāva tattha atirocati—
cnd19:13.5 #
yadidaṁ paññāyāti.
cnd19:13.6 #
Evaṁ bhagavā paññācakkhunāpi cakkhumā.
cnd19:14.1 #
Kathaṁ bhagavā buddhacakkhunāpi cakkhumā?
อ้างอิงสยามรัฐ 30.241 · ฉัฏฐสังคายนา 87.161 · พุทธชยันตี 34.374
cnd19:14.2 #
Bhagavā buddhacakkhunā lokaṁ volokento addasa satte apparajakkhe mahārajakkhe tikkhindriye mudindriye svākāre dvākāre suviññāpaye duviññāpaye appekacce paralokavajjabhayadassāvino viharante.
cnd19:14.3 #
Seyyathāpi nāma uppaliniyaṁ vā paduminiyaṁ vā puṇḍarīkiniyaṁ vā appekaccāni uppalāni vā padumāni vā puṇḍarīkāni vā udake jātāni udake saṁvaḍḍhāni udakānuggatāni antonimuggaposīni, appekaccāni uppalāni vā padumāni vā puṇḍarīkāni vā udake jātāni udake saṁvaḍḍhāni samodakaṁ ṭhitāni, appekaccāni uppalāni vā padumāni vā puṇḍarīkāni vā udake jātāni udake saṁvaḍḍhāni udakā accuggamma tiṭṭhanti anupalittāni udakena;
cnd19:14.4 #
evamevaṁ bhagavā buddhacakkhunā lokaṁ volokento addasa satte apparajakkhe mahārajakkhe tikkhindriye mudindriye svākāre dvākāre suviññāpaye duviññāpaye appekacce paralokavajjabhayadassāvino viharante.
cnd19:14.5 #
Jānāti bhagavā—
cnd19:14.6 #
“ayaṁ puggalo rāgacarito, ayaṁ dosacarito, ayaṁ mohacarito, ayaṁ vitakkacarito, ayaṁ saddhācarito, ayaṁ ñāṇacarito”ti.
cnd19:14.7 #
Rāgacaritassa bhagavā puggalassa asubhakathaṁ katheti;
cnd19:14.8 #
dosacaritassa bhagavā puggalassa mettābhāvanaṁ ācikkhati;
cnd19:14.9 #
mohacaritassa bhagavā puggalassa uddese paripucchāya kālena dhammassavane kālena dhammasākacchāya garusaṁvāse niveseti;
cnd19:14.10 #
vitakkacaritassa bhagavā puggalassa ānāpānassatiṁ ācikkhati;
cnd19:14.11 #
saddhācaritassa bhagavā puggalassa pasādanīyaṁ nimittaṁ ācikkhati buddhasubodhiṁ dhammasudhammataṁ saṅghasuppaṭipattiṁ sīlāni ca;
cnd19:14.12 #
attano ñāṇacaritassa bhagavā puggalassa vipassanānimittaṁ ācikkhati aniccākāraṁ dukkhākāraṁ anattākāraṁ.
cnd19:15.1 #
“Sele yathā pabbatamuddhaniṭṭhito,
อ้างอิงพุทธชยันตี 34.376
cnd19:15.2 #
Yathāpi passe janataṁ samantato;
cnd19:15.3 #
Tathūpamaṁ dhammamayaṁ sumedha,
cnd19:15.4 #
Pāsādamāruyha samantacakkhu;
cnd19:15.5 #
Sokāvatiṇṇaṁ janatamapetasoko,
cnd19:15.6 #
Avekkhassu jātijarābhibhūtan”ti.
cnd19:16.1 #
Evaṁ bhagavā buddhacakkhunāpi cakkhumā.
cnd19:17.1 #
Kathaṁ bhagavā samantacakkhunāpi cakkhumā?
cnd19:17.2 #
Samantacakkhu vuccati sabbaññutañāṇaṁ.
cnd19:17.3 #
Bhagavā sabbaññutañāṇena upeto samupeto upāgato samupāgato upapanno samupapanno samannāgato.
cnd19:18.1 #
“Na tassa addiṭṭhamidhatthi kiñci,
cnd19:18.2 #
Atho aviññātamajānitabbaṁ;
cnd19:18.3 #
Sabbaṁ abhiññāsi yadatthi neyyaṁ,
cnd19:18.4 #
Tathāgato tena samantacakkhū”ti.
cnd19:19.1 #
Evaṁ bhagavā samantacakkhunāpi cakkhumāti—
cnd19:19.2 #
na me byākāsi cakkhumā.
‹ กลับสารบัญ เล่ม ๓๐ — ขุททกนิกาย จูฬนิทเทส
ความน่าเชื่อถือ: ✓ ทางการ 🤖 AI จับคู่ ✎ ร่าง — "ร่าง" คือจับคู่อัตโนมัติ อาจคลาดเคลื่อน ยังไม่ตรวจทาน