‹ กลับ
อิทธิกถา
เล่ม ๓๑ — ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค · ข้อ 685 · ขุ.ป. ๓๑/๑๐๐๙๐ ↗
👁 การแสดงผล
แตะเพื่อเปิด/ปิดแต่ละส่วน
เนื้อความทั้งข้อ
[๖๘๕] ฤทธิ์ที่อธิษฐานเป็นไฉน ฯ ภิกษุในศาสนานี้ ย่อมแสดงฤทธิ์ได้เป็นอันมาก คือ คนเดียวเป็น หลายคนก็ได้ หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ ทำให้ปรากฏก็ได้ ให้หายไปก็ได้ ทะลุ ฝากำแพงภูเขาไปได้ไม่ติดขัดเหมือนไปในที่ว่างก็ได้ ผุดขึ้นดำลงในแผ่นดินเหมือน ในน้ำก็ได้ เดินไปบนน้ำไม่แตกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ เหาะไปในอากาศ เหมือนนกก็ได้ ลูบคลำพระจันทร์พระอาทิตย์ซึ่งมีฤทธิ์มีอานุภาพมากอย่างนั้นด้วย ฝ่ามือก็ได้ ใช้อำนาจทางกายไปตลอดพรหมโลกก็ได้ ฯ คำว่า ในศาสนานี้ คือ ในทิฐินี้ ในความควรนี้ ในความชอบใจนี้ ในเขตนี้ ในธรรมนี้ ในวินัยนี้ ในปาพจน์นี้ ในพรหมจรรย์นี้ ในสัตถุศาสน์นี้ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่าในศาสนานี้ ฯ คำว่า ภิกษุ คือ ภิกษุผู้เป็นกัลยาณปุถุชน เป็นพระเสขะหรือเป็น พระอรหันต์ผู้มีธรรมไม่กำเริบ ฯ คำว่า แสดงฤทธิ์ได้เป็นอันมาก คือ แสดงฤทธิ์ได้มีประการต่างๆ อย่าง ฯ คำว่า คนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ คือ ท่านผู้มีฤทธิ์โดยปรกติเป็นคนเดียว ย่อมนึกให้เป็นหลายคน คือ นึกให้เป็นร้อยคน พันคนหรือแสนคน แล้ว อธิษฐานด้วยญาณว่า จงเป็นหลายคน ก็เป็นหลายคน ท่านผู้มีฤทธิ์นั้นถึงความ ชำนาญแห่งจิต แม้คนเดียวเป็นหลายคนก็ได้ เปรียบเหมือนท่านพระจุลปันถก รูปเดียวเป็นหลายรูปก็ได้ ฉะนั้น ฯ คำว่า หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ คือ ท่านผู้มีฤทธิ์โดยปรกติหลายคน ย่อมนึกให้เป็นคนเดียว แล้วอธิษฐานด้วยญาณว่า จงเป็นคนเดียว ก็เป็นคน เดียว ท่านผู้มีฤทธิ์นั้นถึงความชำนาญแห่งจิต หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ เปรียบ เหมือนท่านพระจุลปันถก หลายรูปเป็นรูปเดียวก็ได้ ฉะนั้น ฯ คำว่า ทำให้ปรากฏก็ได้ คือ ที่อันอะไรๆ ปิดบังไว้ ทำให้ไม่มีอะไร ปิดบังให้เปิดเผยก็ได้ ฯ คำว่า ทำให้หายไปก็ได้ คือ ที่อันอะไรๆ เปิดไว้ ทำให้เป็นที่ปิดบัง มิดชิดก็ได้ ฯ คำว่า ทะลุฝากำแพงภูเขาไปได้ไม่ติดขัดเหมือนไปในที่ว่างก็ได้ คือ ท่านผู้มีฤทธิ์ เป็นผู้ได้อากาศกสิณสมาบัติโดยปกติ ย่อมนึกถึงฝา กำแพง ภูเขา แล้วอธิษฐานด้วยญาณว่า จงเป็นที่ว่างก็ย่อมเป็นที่ว่าง ท่านผู้มีฤทธิ์นั้น ย่อมทะลุ ฝากำแพงภูเขาไปได้ไม่ติดขัด ท่านผู้มีฤทธิ์นั้นถึงความชำนาญแห่งจิต ย่อมทะลุฝา กำแพงภูเขาไปได้ไม่ติดขัดเหมือนไปในที่แจ้ง เปรียบเหมือนพวกมนุษย์ผู้ไม่มีฤทธิ์ โดยปรกติ ย่อมไปในที่ที่ไม่มีอะไรๆ ปิดบังกั้นไว้ไม่ติดขัด ฉะนั้น ฯ คำว่า ผุดขึ้นดำลงในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้ คือ ท่านผู้มีฤทธิ์เป็นผู้ ได้อาโปกสิณสมาบัติโดยปรกติ ย่อมนึกถึงแผ่นดินแล้วอธิษฐานด้วยญาณว่า จง เป็นน้ำ ก็เป็นน้ำ ท่านผู้มีฤทธิ์นั้นผุดขึ้นดำลงในแผ่นดินได้ ท่านผู้มีฤทธิ์นั้นถึง ความชำนาญแห่งจิตผุดขึ้นดำลงในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้ เปรียบเหมือนพวก มนุษย์ ผู้ไม่มีฤทธิ์โดยปรกติ ผุดขึ้นดำลงในน้ำได้ ฉะนั้น ฯ คำว่า เดินไปบนน้ำไม่แตกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ คือ ท่านผู้มีฤทธิ์ เป็นผู้ได้ปฐวีกสิณสมาบัติโดยปรกติ ย่อมนึกถึงน้ำ แล้วอธิษฐานด้วยญาณว่า จงเป็นแผ่นดิน ก็เป็นแผ่นดิน ท่านผู้มีฤทธิ์นั้น เดินไปบนน้ำไม่แตกได้ ท่าน ผู้มีฤทธิ์นั้นถึงความชำนาญแห่งจิต เดินไปบนน้ำไม่แตกเหมือนเดินบนแผ่นดิน ก็ได้ เปรียบเหมือนพวกมนุษย์ผู้ไม่มีฤทธิ์โดยปรกติ เดินไปบนแผ่นดินไม่แตกได้ ฉะนั้น ฯ คำว่า เหาะไปในอากาศเหมือนนกก็ได้ คือ ท่านผู้มีฤทธิ์เป็นผู้ได้ปฐวี- *กสิณสมาบัติโดยปรกติ ย่อมนึกถึงอากาศ แล้วอธิษฐานด้วยญาณว่า จงเป็น แผ่นดิน ก็เป็นแผ่นดิน ท่านผู้มีฤทธิ์นั้นเดินบ้าง ยืนบ้าง นอนบ้าง ในอากาศ กลางหาวเหมือนนกก็ได้ เปรียบเหมือนพวกมนุษย์ผู้ไม่มีฤทธิ์โดยปรกติ เดินบ้าง ยืนบ้าง นั่งบ้าง นอนบ้าง บนแผ่นดิน ฉะนั้น ฯ คำว่า ลูบคลำพระจันทร์พระอาทิตย์ซึ่งมีฤทธิ์มีอานุภาพมากอย่างนั้นด้วย ฝ่ามือก็ได้ คือ ท่านผู้มีฤทธิ์ในศาสนานี้ ถึงความชำนาญแห่งจิต นั่งหรือนอน ก็ตาม นึกถึงพระจันทร์และพระอาทิตย์ แล้วอธิษฐานด้วยญาณว่า พระจันทร์ พระอาทิตย์ จงมีที่ใกล้มือ ก็ย่อมมีที่ใกล้มือ ท่านผู้มีฤทธิ์นั้น นั่งหรือนอนอยู่ ก็ตาม ย่อมลูบคลำสัมผัสพระจันทร์พระอาทิตย์ด้วยฝ่ามือได้ เปรียบเหมือนพวก มนุษย์ผู้ไม่มีฤทธิ์โดยปรกติ ย่อมลูบคลำสัมผัสรูปอะไรๆ ที่ใกล้มือได้ ฉะนั้น ฯ คำว่า ใช้อำนาจทางกายไปตลอดพรหมโลกก็ได้ คือ ท่านผู้มีฤทธิ์ผู้ถึง ความชำนาญแห่งจิตนั้น ถ้าประสงค์จะไปยังพรหมโลก ก็อธิษฐานที่ไกลให้เป็น ที่ใกล้ว่า จงเป็นที่ใกล้ ก็เป็นที่ใกล้ อธิษฐานที่ใกล้ให้เป็นที่ไกลว่า จงเป็นที่ไกล ก็เป็นที่ไกล อธิษฐานที่ใกล้ให้เป็นที่ไกลว่า จงเป็นที่ไกล ก็เป็นที่ไกล อธิษฐาน ของมากให้เป็นของน้อยว่า จงเป็นของน้อย ก็เป็นของน้อย อธิษฐานของน้อย ให้เป็นของมากว่า จงเป็นของมาก ก็เป็นของมาก ย่อมเห็นรูปพรหมนั้นได้ด้วย ทิพจักษุ ย่อมฟังเสียงพรหมนั้นได้ด้วยทิพโสตธาตุ ย่อมรู้จิตของพรหมนั้นได้ด้วย เจโตปริยญาณ ท่านผู้มีฤทธิ์ถึงความชำนาญแห่งจิตนั้น ประสงค์จะไปยังพรหมโลก ด้วยกายที่ปรากฏ ก็น้อมจิตอธิษฐานจิตด้วยสามารถแห่งกาย ครั้นแล้วหยั่งลงสู่ สุขสัญญาและลหุสัญญา แล้วก็ไปยังพรหมโลกได้ด้วยกายที่ปรากฏอยู่ ถ้าท่าน ผู้มีฤทธิ์ถึงความชำนาญแห่งจิตนั้น ประสงค์จะไปยังพรหมโลกด้วยกายที่ไม่ ปรากฏ ก็น้อมกายอธิษฐานกายด้วยสามารถแห่งจิต ครั้นแล้วหยั่งลงสู่สุข สัญญาและลหุสัญญา แล้วก็ไปยังพรหมโลกด้วยกายที่ไม่ปรากฏ ท่านผู้มีฤทธิ์ นิรมิตรูปอันสำเร็จด้วยใจ มีอวัยวะครบทุกส่วน มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง ไว้ข้างหน้า ของพรหมนั้น ถ้าท่านผู้มีฤทธิ์เดินอยู่ รูปกายนิรมิตก็เดินอยู่ ณ ที่นั้น ถ้าท่าน ผู้มีฤทธิ์ยืนอยู่ รูปกายนิรมิตก็ยืนอยู่ ณ ที่นั้น ถ้าท่านผู้มีฤทธิ์นั่งอยู่ รูปกายนิรมิต ก็นั่งอยู่ ณ ที่นั้น ถ้าท่านผู้มีฤทธิ์นอนอยู่รูปกายนิรมิตก็นอนอยู่ ณ ที่นั้น ถ้าท่านผู้ มีฤทธิ์บังหวนควันอยู่รูปกายนิรมิตก็บังหวนควันอยู่ ณ ที่นั้น ถ้าท่านผู้มีฤทธิ์ ให้ไฟลุกโพลงอยู่ รูปกายนิรมิตก็ให้ไฟลุกโพลง ณ ที่นั้น ถ้าท่านรูป กายนิรมิตก็กล่าวธรรมอยู่ ณ ที่นั้น ถ้าท่านผู้มีฤทธิ์ผู้มีฤทธิ์กล่าวธรรมอยู่ ถามปัญหาอยู่ รูปกายนิรมิตก็ถามปัญหาอยู่ ณ ที่นั้น ถ้าท่านผู้มีฤทธิ์อันรูป กายนิรมิตถามปัญหาแล้วก็แก้ รูปกายนิรมิตอันท่านผู้มีฤทธิ์ถามปัญหาแล้วก็แก้ อยู่ ณ ที่นั้น ถ้าท่านผู้มีฤทธิ์ยืนสนทนาปราศรัยอยู่กับพรหมนั้น รูปกายนิรมิตก็ยืน สนทนาปราศรัยกับพรหมนั้นอยู่ ณ ที่นั้น ท่านผู้มีฤทธิ์ทำกิจใด รูปกายนิรมิตก็ทำ กิจนั้นๆ นั่นแล นี้ฤทธิ์ที่อธิษฐานเป็นดังนี้ ฯ
เทียบรายประโยค (54 ประโยค)
ps3.2:7.1 #
กตมา อธิฏฺฐานา อิทฺธิ ฯ✎ ร่าง
Katamā adhiṭṭhānā iddhi?
อ้างอิงPTS 2.207 · ฉัฏฐสังคายนา 79.378
ps3.2:7.2 #
อิธ ภิกฺขุ อเนกวิหิตํ อิทฺธิวิธํ ปจฺจนุโภติ✎ ร่าง
Idha bhikkhu anekavihitaṁ iddhividhaṁ paccanubhoti—
ps3.2:7.3 #
เอโกปิ หุตฺวา พหุธา โหติ พหุธาปิ หุตฺวา เอโก โหติ✎ ร่าง
ekopi hutvā bahudhā hoti, bahudhāpi hutvā eko hoti;
ps3.2:7.4 #
อาวิภาวํ ติโรภาวํ✎ ร่าง
āvibhāvaṁ tirobhāvaṁ;
ps3.2:7.5 #
ติโรกุฑฺฑํ ติโรปาการํ ติโรปพฺพตํ อสชฺชมาโน คจฺฉติ เสยฺยถาปิ อากาเส✎ ร่าง
tirokuṭṭaṁ tiropākāraṁ tiropabbataṁ asajjamāno gacchati, seyyathāpi ākāse;
ps3.2:7.6 #
ปฐวิยาปิ อุมฺมุชฺชนิมฺมุชฺชํ กโรติ เสยฺยถาปิ อุทเก✎ ร่าง
pathaviyāpi ummujjanimujjaṁ karoti, seyyathāpi udake;
ps3.2:7.7 #
อุทเกปิ อภิชฺชมาเน คจฺฉติ เสยฺยถาปิ ปฐวิยํ✎ ร่าง
udakepi abhijjamāne gacchati, seyyathāpi pathaviyaṁ;
ps3.2:7.8 #
อากาเสปิ ปลฺลงฺเกน กมติ ๓- เสยฺยถาปิ ปกฺขี สกุโณ✎ ร่าง
ākāsepi pallaṅkena kamati, seyyathāpi pakkhī sakuṇo;
ps3.2:7.9 #
อิเมปิ จนฺทิมสุริเย เอวํมหิทฺธิเก เอวํมหานุภาเว ปาณินา ปรามสติ ปริมชฺชติ✎ ร่าง
imepi candimasūriye evaṁmahiddhike evaṁmahānubhāve pāṇinā parāmasati parimajjati;
ps3.2:7.10 #
ยาว พฺรหฺมโลกาปิ กาเยน วสํ วตฺเตติ ฯ✎ ร่าง
yāva brahmalokāpi kāyena vasaṁ vattetīti.
ps3.2:8.1 #
อิธาติ อิมิสฺสา ทิฏฺฐิยา อิมิสฺสา ขนฺติยา อิมิสฺสา รุจิยา อิมสฺมึ อาทาเย อิมสฺมึ ธมฺเม อิมสฺมึ วินเย อิมสฺมึ ปาวจเน อิมสฺมึ พฺรหฺมจริเย อิมสฺมึ สตฺถุสาสเน✎ ร่าง
Idhāti imissā diṭṭhiyā imissā khantiyā imissā ruciyā imasmiṁ ādāye imasmiṁ dhamme imasmiṁ vinaye imasmiṁ dhammavinaye imasmiṁ pāvacane imasmiṁ brahmacariye imasmiṁ satthusāsane.
อ้างอิงสยามรัฐ 31.592 · พุทธชยันตี 35.2.186
ps3.2:8.2 #
เตน วุจฺจติ✎ ร่าง
Tena vuccati—
ps3.2:8.3 #
อิธาติ ฯ✎ ร่าง
“idhā”ti.
ps3.2:8.4 #
ภิกฺขูติ ปุถุชฺชนกลฺยาณโก วา โหติ ภิกฺขุ เสกฺโข วา อรหา วา อกุปฺปธมฺโม ฯ✎ ร่าง
Bhikkhūti puthujjanakalyāṇako vā hoti bhikkhu sekho vā arahā vā akuppadhammo.
ps3.2:8.5 #
อเนกวิหิตํ อิทฺธิวิธํ ปจฺจนุโภตีติ นานปฺปการกํ อิทฺธิวิธํ ปจฺจนุโภติ ฯ✎ ร่าง
Anekavihitaṁ iddhividhaṁ paccanubhotīti nānappakāraṁ iddhividhaṁ paccanubhoti.
ps3.2:8.6 #
เอโกปิ หุตฺวา พหุธา โหตีติ ปกติยา เอโก พหุกํ อาวชฺชติ สตํ วา สหสฺสํ วา สตสหสฺสํ วา อาวชฺชติ✎ ร่าง
Ekopi hutvā bahudhā hotīti pakatiyā eko bahukaṁ āvajjati, sataṁ vā sahassaṁ vā satasahassaṁ vā āvajjati.
ps3.2:8.7 #
อาวชฺชิตฺวา ญาเณน อธิฏฺฐาติ✎ ร่าง
Āvajjitvā ñāṇena adhiṭṭhāti—
ps3.2:8.8 #
พหุโก ๑- โหมีติ✎ ร่าง
“bahulo homī”ti.
ps3.2:8.9 #
พหุโก โหติ✎ ร่าง
Bahulo hoti.
ps3.2:8.10 #
ยถายสฺมา จุลฺลปนฺถโก เอโกปิ หุตฺวา พหุธา โหติ เอวเมว โส อิทฺธิมา เจโตวสิปฺปตฺโต เอโก หุตฺวา พหุธา โหติ ฯ✎ ร่าง
Yathāyasmā cūḷapanthako ekopi hutvā bahudhā hoti, evamevaṁ so iddhimā cetovasippatto ekopi hutvā bahudhā hoti.
ps3.2:8.11 #
พหุธาปิ หุตฺวา เอโก โหตีติ ปกติยา พหุโก เอกํ อาวชฺชติ✎ ร่าง
Bahudhāpi hutvā eko hotīti pakatiyā bahuko ekaṁ āvajjati;
ps3.2:8.12 #
อาวชฺชิตฺวา ญาเณน อธิฏฺฐาติ✎ ร่าง
āvajjitvā ñāṇena adhiṭṭhāti—
ps3.2:8.13 #
เอโก โหมีติ✎ ร่าง
“eko homī”ti.
ps3.2:8.14 #
เอโก โหติ✎ ร่าง
Eko hoti.
ps3.2:8.15 #
ยถายสฺมา จุลฺลปนฺถโก พหุธาปิ หุตฺวา เอโก โหติ เอวเมว โส อิทฺธิมา เจโตวสิปฺปตฺโต พหุธาปิ หุตฺวา เอโก โหติ ฯ✎ ร่าง
Yathāyasmā cūḷapanthako bahudhāpi hutvā eko hoti, evamevaṁ so iddhimā cetovasippatto bahudhāpi hutvā eko hoti.
ps3.2:9.1 #
อาวิภาวนฺติ เกนจิ อนาวฏํ โหติ อปฺปฏิจฺฉนฺนํ วิวฏํ ฯ✎ ร่าง
Āvibhāvanti kenaci anāvaṭaṁ hoti appaṭicchannaṁ vivaṭaṁ pākaṭaṁ.
อ้างอิงPTS 2.208 · สยามรัฐ 31.593
ps3.2:9.2 #
Tirobhāvanti kenaci āvaṭaṁ hoti paṭicchannaṁ pihitaṁ paṭikujjitaṁ.
ps3.2:9.3 #
Tirokuṭṭaṁ tiropākāraṁ tiropabbataṁ asajjamāno gacchati, seyyathāpi ākāseti pakatiyā ākāsakasiṇasamāpattiyā lābhī hoti.
ps3.2:9.4 #
Tirokuṭṭaṁ tiropākāraṁ tiropabbataṁ āvajjati.
ps3.2:9.5 #
Āvajjitvā ñāṇena adhiṭṭhāti—
ps3.2:9.6 #
“ākāso hotū”ti.
ps3.2:9.7 #
Ākāso hoti.
ps3.2:9.8 #
Tirokuṭṭaṁ tiropākāraṁ tiropabbataṁ asajjamāno gacchati.
ps3.2:9.9 #
Yathā manussā pakatiyā aniddhimanto kenaci anāvaṭe aparikkhitte asajjamānā gacchanti, evamevaṁ so iddhimā cetovasippatto tirokuṭṭaṁ tiropākāraṁ tiropabbataṁ asajjamāno gacchati, seyyathāpi ākāse.
ps3.2:10.1 #
Pathaviyāpi ummujjanimujjaṁ karoti, seyyathāpi udaketi pakatiyā āpokasiṇasamāpattiyā lābhī hoti.
ps3.2:10.2 #
Pathaviṁ āvajjati.
ps3.2:10.3 #
Āvajjitvā ñāṇena adhiṭṭhāti—
ps3.2:10.4 #
“udakaṁ hotū”ti.
ps3.2:10.5 #
Udakaṁ hoti.
ps3.2:10.6 #
So pathaviyā ummujjanimujjaṁ karoti.
ps3.2:10.7 #
Yathā manussā pakatiyā aniddhimanto udake ummujjanimujjaṁ karonti, evamevaṁ so iddhimā cetovasippatto pathaviyā ummujjanimujjaṁ karoti, seyyathāpi udake.
ps3.2:11.1 #
Udakepi abhijjamāne gacchati, seyyathāpi pathaviyanti pakatiyā pathavīkasiṇasamāpattiyā lābhī hoti.
อ้างอิงสยามรัฐ 31.594 · ฉัฏฐสังคายนา 79.379
ps3.2:11.2 #
Udakaṁ āvajjati.
ps3.2:11.3 #
Āvajjitvā ñāṇena adhiṭṭhāti—
ps3.2:11.4 #
“pathavī hotū”ti.
ps3.2:11.5 #
Pathavī hoti.
ps3.2:11.6 #
So abhijjamāne udake gacchati.
ps3.2:11.7 #
Yathā manussā pakatiyā aniddhimanto abhijjamānāya pathaviyā gacchanti, evamevaṁ so iddhimā cetovasippatto abhijjamāne udake gacchati, seyyathāpi pathaviyaṁ.
ps3.2:12.1 #
Ākāsepi pallaṅkena kamati, seyyathāpi pakkhī sakuṇoti pakatiyā pathavīkasiṇasamāpattiyā lābhī hoti.
ps3.2:12.2 #
Ākāsaṁ āvajjati.
ps3.2:12.3 #
Āvajjitvā ñāṇena adhiṭṭhāti—
ps3.2:12.4 #
“pathavī hotū”ti.
ps3.2:12.5 #
Pathavī hoti.
ps3.2:12.6 #
So ākāse antalikkhe caṅkamatipi tiṭṭhatipi nisīdatipi seyyampi kappeti.
‹ กลับสารบัญ เล่ม ๓๑ — ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค
ความน่าเชื่อถือ: ✓ ทางการ 🤖 AI จับคู่ ✎ ร่าง — "ร่าง" คือจับคู่อัตโนมัติ อาจคลาดเคลื่อน ยังไม่ตรวจทาน