‹ กลับ
มัญจทายกเถราปทาน
เล่ม ๓๓ — ขุททกนิกาย อปทาน ๒ · ข้อ 10 · ขุ.อป.๒. ๓๓/๓๔๕ ↗
👁 การแสดงผล
แตะเพื่อเปิด/ปิดแต่ละส่วน
เนื้อความทั้งข้อ
[๑๐] เมื่อพระพุทธเจ้าผู้นำโลก พระนามว่าสิทธัตถะ ผู้ประกอบด้วย พระกรุณา ปรินิพพานแล้ว เมื่อปาพจน์มีความแพร่หลาย อัน เทวดาและมนุษย์สักการะแล้ว ในครั้งนั้น เราเป็นคนจัณฑาล ทำ ตั่ง ๔ เหลี่ยม เลี้ยงชีพด้วยการงานนั้น เลี้ยงดูเด็กๆ ก็ด้วยการ งานนั้น เราเลื่อมใสแล้ว ทำตั่ง ๔ เหลี่ยมเป็นอย่างดี ด้วยมือ ทั้งสองของตน แล้วได้เข้าถวายแก่พระภิกษุสงฆ์ด้วยตนเอง ด้วย กรรมที่ทำไว้ดีแล้วนั้น และด้วยความตั้งเจตนานั้นไว้ เราละร่าง มนุษย์แล้ว ได้ไปยังดาวดึงสพิภพ เราไปสู่เทวโลก บันเทิงอยู่ใน หมู่ไตรทศ ที่นอนมีราคามาก ย่อมเกิดตามความปรารถนา เราได้ เป็นจอมเทพเสวยราชสมบัติในเทวโลก ๕๐ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้า จักรพรรดิราช ๘๐ ครั้ง และได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์ โดยคณนานับมิได้ เราเป็นผู้ถึงความสุข มียศ นี้เป็นผลแห่งการ ถวายเตียงนอน ถ้าเราจุติจากเทวโลกมาสู่ภพมนุษย์ ที่นอนสวยๆ ควรแก่ค่ามาก ย่อมเกิดแก่เราเอง นี้เป็นการเกิดครั้งหลังของเรา ภพสุดท้ายกำลังเป็นไป แม้ทุกวันนี้ที่นอนก็ปรากฏในเวลาจะนอน ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ถวายทานใด ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จัก ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายเตียง เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนา เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระมัญจทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. ๑. ภัททาลิเถราปทาน ๖. เอกทีปิยเถราปทาน ๒. เอกฉัตติยเถราปทาน ๗. อุจฉังคปุปผิยเถราปทาน ๓. ติณสูลฉาทนิยเถราปทาน ๘. ยาคุทายกเถราปทาน ๔. มธุมังสทายกเถราปทาน ๙. ปัตโถทนทายกเถราปทาน ๕. นาคปัลลวกเถราปทาน ๑๐. มัญจทายกเถราปทาน [๑๐] สมัยต่อมาจากพระปทุมบรมศาสดา พระสัมพุทธเจ้าผู้อุดมกว่า สรรพสัตว์ มีพระนามชื่อว่านารทะ เป็นบุคคลผู้ไม่มีใครเปรียบ เสมอ พระองค์เป็นพระเชษฐโอรสที่ทรงโปรดปรานของพระเจ้า- จักรพรรดิ ทรงสวมใส่อาภรณ์แก้วมณี เสด็จไปยังพระราชอุทยาน ในพระราชอุทยานนั้น มีต้นไม้โตใหญ่แผ่กิ่งก้านสวยงาม พระองค์ เสด็จถึงท่ามกลางพระราชอุทยานนั้นแล้ว ประทับนั่งภายใต้ต้นอ้อย ช้างใหญ่ ณ ที่นั้น เกิดพระญาณอันประเสริฐไม่มีที่สุด เปรียบด้วย วิเชียร ทรงพิจารณาสังขารทั้งเปิดเผยทั้งปกปิดด้วยพระญาณนั้นทรง ลอยกิเลสทั้งปวงโดยไม่เหลือ ณ ที่นั้น ทรงบรรลุพระโพธิญาณ ทั้งสิ้น และพระพุทธญาณ ๑๔ ครั้ง ครั้นทรงบรรลุพระสัมโพธิญาณ แล้ว ทรงประกาศธรรมจักร ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มีแก่สัตว์ แสนโกฏิ เมื่อพระมหามุนีทรงปราบนาคราชผู้มีตัวโตเท่าเรือโกลน ใหญ่ ได้ทรงปาฏิหาริย์แสดงให้เห็นในมนุษยโลกพร้อมด้วยเทวโลก ในการที่ทรงประกาศธรรมแก่เทวดาและมนุษย์ครั้งนั้น เทวดาและ มนุษย์เก้าหมื่นโกฏิข้ามความสงสัยทั้งปวงได้ ในกาลเมื่อพระมหาวีร เจ้าตรัสสอนพระราชโอรสของพระองค์ ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มี แก่เทวดาและมนุษย์แปดหมื่นโกฏิ พระนารทบรมศาสดาทรงมีการ ประชุมพระสาวก ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ พระสาวกแสนโกฏิมาประชุมกัน ครั้งที่ ๒ ในคราวเมื่อพระพุทธเจ้าทรงประกาศพระพุทธคุณพร้อม ด้วยเหตุ พระสาวกผู้ปราศจากมลทินเก้าหมื่นโกฏิมาประชุม ครั้งที่ ๓ ในคราวที่เวโรจในนาคราชถวายทานแด่พระศาสดา พระ- สาวกชินบุตรแปดโกฏิมาประชุมกัน สมัยนั้นเราเป็นชฎิลผู้มีตบะ อันรุ่งเรืองถึงที่สุดในอภิญญา ๕ เหมาะไปในอากาศได้ แม้ครั้งนั้น เราก็ถวายข้าวและน้ำให้พระศาสดาเสวยพร้อมด้วยพระสงฆ์และ บริวารชนจนเพียงพอ แล้วได้บูชาด้วยไม้จันทน์ แม้พระนารทบรม ศาสดานายกของโลกพระองค์นั้น ก็ทรงพยากรณ์เราในครั้งนั้นว่า ผู้นี้จักได้เป็นพระพุทธเจ้าในโลก ............... ข้ามแม่น้ำใหญ่ ฉะนั้น เราได้ฟังพระพุทธพยากรณ์แม้นั้นแล้ว มีใจยินดีอย่างยิ่ง อธิษฐานวัตรเป็นอย่างเลิศเพื่อบำเพ็ญบารมี ๑๐ ประการ พระนคร ชื่อว่าธัญญวดี พระมหากษัตริย์พระนามว่าสุเทพเป็นพระชนกของ พระนารทบรมศาสดา พระนางอโนมาเป็นพระชนนี พระองค์ทรง ครอบครองอาคารสถานอยู่เก้าพันปี ทรงมีปราสาทอันประเสริฐ ๓ ปราสาท ชื่อชิตะ วิชิตะ และอภิรามะ มีพระสนมนารีกำนัลใน สี่หมื่นสามพันนาง ล้วนประดับประดาสวยงาม พระมเหสีพระนาม ว่าวิชิตเสนา พระราชโอรสพระนามว่านันทุตตระ พระองค์ผู้เป็น บุรุษอุดม ทรงเห็นนิมิต ๔ ประการ จึงเสด็จออกผนวช ทรงบำเพ็ญ เพียรอยู่ ๗ วัน พระนารทมหาวีรเจ้าผู้เป็นนายกของโลก อันพรหม- ทูลอาราธนาแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักร ณ ธนัญชอุทยาน อันประเสริฐ ทรงมีพระภัททสาลเถระและพระชิตมิตตเถระเป็น พระอัครสาวก พระเถระชื่อว่าวาเสฏฐะ เป็นพระพุทธุปัฏฐาก พระ อุตตราเถรีและพระผัคคุนีเถรี เป็นพระอัครสาวิกา ไม้โพธิพฤกษ์ ของพระองค์เรียกกันว่าไม้อ้อยช้างใหญ่ อุคครินทอุบาสกและวสภ อุบาสก เป็นอัครอุปัฏฐาก อินทวรีอุบาสิกาและคัณฑีอุบาสิกา เป็น อัครอุปัฏฐายิกา พระมหามุนีมีพระองค์สูง ๘๘ ศอก มีพระรัศมีงามเช่น กับทองคำล้ำค่าสว่างไสวไปในหมื่นโลกธาตุ พระองค์มีพระรัศมีซ่าน ออกจากพระวรกายด้านละวา ซ่านออกไปทั่วทิศน้อยใหญ่ แผ่ไปไกล โยชน์หนึ่งทั้งกลางวันกลางคืนทุกเมื่อ สมัยนั้น ในระยะโยชน์หนึ่ง โดยรอบ ใครๆ ไม่ต้องตามประทีปโคมไฟ พระพุทธรัศมีส่องให้ สว่างจ้าในกาลนั้น มนุษย์ทั้งหลายมีอายุเก้าหมื่นปี พระองค์ทรง ดำรงอยู่เพียงนั้น ทรงช่วยให้หมู่ชนข้ามพ้นวัฏฏสงสารได้มากมาย พระศาสนาของพระองค์งามวิจิตรด้วยพระอรหันต์ทั้งหลาย เปรียบ เหมือนท้องฟ้าย่อมงามวิจิตรด้วยหมู่ดาว ฉะนั้น พระนราสภ พระองค์นั้นทรงสร้างสะพานไว้มั่นคง สำหรับให้คนที่เหลือดำเนิน ข้ามกระแสสงสารแล้วเสด็จนิพพาน แม้พระพุทธเจ้าผู้ไม่มีใครเสมอ เหมือนพระองค์นั้น และพระขีณาสพผู้มีเดชเทียบไม่ได้เหล่านั้น ก็หายไปหมดสิ้นแล้ว สังขารทั้งปวงว่างเปล่าหนอ พระนารทชินเจ้า ผู้ประเสริฐ เสด็จนิพพาน ณ สุทัสนนคร พระสถูปอันประเสริฐ สูง ๔ โยชน์ก็ประดิษฐานอยู่ ณ นครนั้น ฉะนี้แล. [๑๐] อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นกระต่ายเที่ยวอยู่ในป่า มีหญ้า ใบไม้ ผักและผลไม้เป็นภักษา เว้นจากการเบียดเบียนผู้อื่น ใน กาลนั้น ลิง สุนัขจิ้งจอก ลูกนาค และเราเป็นสหายอยู่ร่วมกัน มาพบกันทั้งเวลาเย็นเวลาเช้า เราสั่งสอนสหายเหล่านั้นในกุศล- ธรรมและอกุศลธรรมว่าท่านทั้งหลาย จงเว้นบาปกรรมเสีย จงตั้งอยู่ ในกรรมอันงาม เราเห็นพระจันทร์เต็มดวงในวันอุโบสถ จึงบอก แก่สหายเหล่านั้นว่า วันนี้เป็นวันอุโบสถ ท่านทั้งหลายจงตระ- เตรียมทานทั้งหลายเพื่อให้แก่ทักขิไณยยบุคคล ครั้นให้ทานแก่ทักขิ ไณยยบุคคลแล้ว จงรักษาอุโบสถ สหายเหล่านั้นรับคำของเราว่า สาธุ แล้วได้ตระเตรียมทานต่างๆ ตามสติกำลัง แล้วแสวงหา ทักขิไณยยบุคคล เรานอนคิดถึงทานอันสมควรแก่ทักขิไณยยบุคคล ว่า ถ้าเราพึงได้ทักขิไณยยบุคคล เราจักให้อะไรเป็นทาน งา ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ข้าวสาร และเปรียง ของเราไม่มี เราเลี้ยงชีวิตด้วยหญ้า ถ้าทักขิไณยยบุคคลมาสักท่านหนึ่ง เพื่อขอในสำนักของเรา เราพึง ให้ตนของตน ทักขิไณยยบุคคลจักไม่ไปเปล่า ท้าวสักกะทรงทราบ ความดำริของเราแล้ว แปลงเพศเป็นพราหมณ์เสด็จเข้ามายังสำนัก ของเรา เพื่อทรงทดลองทานของเรา เราเห็นพราหมณ์นั้นแล้วก็ยิน ดี ได้กล่าวคำนี้ว่าท่านมาถึงในสำนักของเรา เพราะเหตุแห่งอาหาร เป็นการดีแล วันนี้เราจักให้ทานอันประเสริฐที่ใครๆ ไม่เคยให้ แก่ท่าน ท่านผู้ประกอบด้วยศีลคุณ การเบียดเบียนผู้อื่นไม่ควรแก่ ท่าน ท่านจงไปนำเอาไม้ต่างๆ มาก่อไฟขึ้น เราจักปิ้งตัวของเรา ท่านจักได้กินเนื้อที่สุกพราหมณ์รับคำแล้ว มีใจร่าเริง นำเอาไม้ต่างๆ มาได้ทำเชิงตะกอนใหญ่ ทำเป็นห้องอันเต็มด้วยถ่านเพลิงก่อไฟ โพลงขึ้น ณ ที่นั้นทันทีเหมือนไฟนั้นเป็นกองใหญ่ฉะนั้น เราสลัด ตัวอันมีธุลีแล้ว เข้าไปนั่งอยู่ข้างหนึ่งในเมื่อกองไม้อันไฟติดทั่ว แล้ว เป็นควันตลบอยู่ ในกาลนั้น เราโดดลงในท่ามกลางระหว่าง เปลวไฟ น้ำเย็นอันผู้ใดผู้หนึ่งดำลงแล้ว ย่อมระงับความกระวน กระวายและความร้อน ย่อมให้ความยินดีและปีติ ฉันใดในกาลเมื่อ เราเข้าไปยังไฟที่ลุกโพลง ก็ฉันนั้นเหมือนกันความกระวนกระวายทั้งปวง ย่อมระงับ ดังดำลงในน้ำเย็นฉะนั้น เราได้ให้แล้วซึ่งกายทั้งสิ้น โดยไม่เหลือ คือ ขน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก และชิ้นเนื้อหทัย แก่พราหมณ์ ฉะนี้แล. อกิตติดาบส สังขพราหมณ์ พระเจ้าธนญชัยกุรุราช พระเจ้ามหา สุทัสนจักรพรรดิราช มหาโควินทพราหมณ์ พระเจ้าเนมิราช จันท- กุมารพระเจ้าสีวิราช เวสสันดร และสสบัณฑิตผู้ให้ทานอันประเสริฐ ในกาลนั้น เป็นเรานี้เอง ทานเหล่านี้เป็นบริวารแห่งทาน เป็นทาน บารมี เราได้ให้ชีวิตเป็นทานแก่ยาจกจึงยังบารมีนี้ให้เต็มได้ เราเห็น ยาจกเข้ามาเพื่อขอแล้ว ได้สละตนของตนให้ ความเสมอด้วยทาน ของเราไม่มี นี้เป็นทานบารมีของเรา ฉะนี้แล.
เทียบรายประโยค (61 ประโยค)
tha-ap422:1.1 #
ปรินิพฺพุเต การุณิเก🤖 AI จับคู่
“Parinibbute kāruṇike,
tha-ap422:1.2 #
สิทฺธตฺเถ โลกนายเก🤖 AI จับคู่
siddhatthe lokanāyake;
tha-ap422:1.3 #
วิตฺถาริเก ปาวจเน🤖 AI จับคู่
Vitthārike pāvacane,
tha-ap422:1.4 #
เทวมนุสฺสสกฺกเต ฯ🤖 AI จับคู่
devamānusasakkate.
tha-ap422:2.1 #
จณฺฑาโล อาสหํ ตตฺถ🤖 AI จับคู่
Caṇḍālo āsahaṁ tattha,
tha-ap422:2.2 #
อาสนฺทิปีฐการโก🤖 AI จับคู่
āsandipīṭhakārako;
tha-ap422:2.3 #
เตน กมฺเมน ชีวามิ🤖 AI จับคู่
Tena kammena jīvāmi,
tha-ap422:2.4 #
เตน โปเสมิ ทารเก ฯ🤖 AI จับคู่
tena posemi dārake.
tha-ap422:3.1 #
อาสนฺทึ สุกตํ กตฺวา🤖 AI จับคู่
Āsandiṁ sukataṁ katvā,
tha-ap422:3.2 #
ปสนฺโน เสหิ ปาณิภิ🤖 AI จับคู่
pasanno sehi pāṇibhi;
tha-ap422:3.3 #
สยเมว อุปคนฺตฺวา🤖 AI จับคู่
Sayamevupagantvāna,
tha-ap422:3.4 #
ภิกฺขุสงฺฆสฺสทาสหํ ฯ🤖 AI จับคู่
bhikkhusaṅghassadāsahaṁ.
tha-ap422:4.1 #
เตน กมฺเมน สุกเตน🤖 AI จับคู่
Tena kammena sukatena,
อ้างอิงสยามรัฐ 33.22
tha-ap422:4.2 #
เจตนาปณิธีหิ จ🤖 AI จับคู่
cetanāpaṇidhīhi ca;
tha-ap422:4.3 #
ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ🤖 AI จับคู่
Jahitvā mānusaṁ dehaṁ,
tha-ap422:4.4 #
ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ🤖 AI จับคู่
tāvatiṁsamagacchahaṁ.
tha-ap422:5.1 #
เทวโลกํ คโต สนฺโต🤖 AI จับคู่
Devalokagato santo,
tha-ap422:5.2 #
โมทามิ ติทเส คเณ🤖 AI จับคู่
modāmi tidase gaṇe;
tha-ap422:5.3 #
สยนานิ มหคฺฆานิ🤖 AI จับคู่
Sayanāni mahagghāni,
tha-ap422:5.4 #
นิพฺพตฺตนฺติ ยถิจฺฉกํ ฯ🤖 AI จับคู่
nibbattanti yadicchakaṁ.
tha-ap422:6.1 #
ปญฺญาสกฺขตฺตุํ เทวินฺโท🤖 AI จับคู่
Paññāsakkhattuṁ devindo,
tha-ap422:6.2 #
เทวรชฺชมการยึ🤖 AI จับคู่
devarajjamakārayiṁ;
tha-ap422:6.3 #
อสีติกฺขตฺตุํ ราชา จ🤖 AI จับคู่
Asītikkhattuṁ rājā ca,
tha-ap422:6.4 #
จกฺกวตฺติ อโหสหํ ฯ🤖 AI จับคู่
cakkavattī ahosahaṁ.
tha-ap422:7.1 #
ปเทสรชฺชํ วิปุลํ🤖 AI จับคู่
Padesarajjaṁ vipulaṁ,
อ้างอิงPTS 2.378 · พุทธชยันตี 37.1.86
tha-ap422:7.2 #
คณนาโต อสงฺขยํ🤖 AI จับคู่
gaṇanāto asaṅkhiyaṁ;
tha-ap422:7.3 #
สุขิโต ยสวา โหมิ🤖 AI จับคู่
Sukhito yasavā homi,
tha-ap422:7.4 #
มญฺจทานสฺสิทํ ผลํ ฯ🤖 AI จับคู่
mañcadānassidaṁ phalaṁ.
tha-ap422:8.1 #
เทวโลกา จวิตฺวาน🤖 AI จับคู่
Devalokā cavitvāna,
tha-ap422:8.2 #
เอมิ เจ มานุสํ ภวํ🤖 AI จับคู่
emi ce mānusaṁ bhavaṁ;
tha-ap422:8.3 #
มหารหา สุสยนา🤖 AI จับคู่
Mahārahā susayanā,
tha-ap422:8.4 #
สยเมว ภวนฺติ เม ฯ🤖 AI จับคู่
sayameva bhavanti me.
tha-ap422:9.1 #
อยํ ปจฺฉิมโก มยฺหํ🤖 AI จับคู่
Ayaṁ pacchimako mayhaṁ,
tha-ap422:9.2 #
จริโม วตฺตเต ภโว🤖 AI จับคู่
carimo vattate bhavo;
tha-ap422:9.3 #
อชฺชาปิ สยนกาเล🤖 AI จับคู่
Ajjāpi sayane kāle,
tha-ap422:9.4 #
สยนํ อุปติฏฺฐหิ ฯ🤖 AI จับคู่
sayanaṁ upatiṭṭhati.
tha-ap422:10.1 #
จตุนวุเต อิโต กปฺเป🤖 AI จับคู่
Catunnavutito kappe,
tha-ap422:10.2 #
ยํ ทานํ อททึ ตทา🤖 AI จับคู่
yaṁ dānamadadiṁ tadā;
tha-ap422:10.3 #
ทุคฺคตึ นาภิชานามิ🤖 AI จับคู่
Duggatiṁ nābhijānāmi,
tha-ap422:10.4 #
มญฺจทานสฺสิทํ ผลํ ฯ🤖 AI จับคู่
mañcadānassidaṁ phalaṁ.
tha-ap422:11.1 #
กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺ🤖 AI จับคู่
Kilesā jhāpitā mayhaṁ,
อ้างอิงฉัฏฐสังคายนา 57.416
tha-ap422:11.2 #
เพ สมูหตา นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา🤖 AI จับคู่
…pe…
tha-ap422:11.3 #
วิหรามิ อนาสโว ฯ🤖 AI จับคู่
viharāmi anāsavo.
tha-ap422:12.1 #
สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติ🤖 AI จับคู่
Svāgataṁ vata me āsi,
tha-ap422:12.2 #
เก ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา🤖 AI จับคู่
…pe…
tha-ap422:12.3 #
กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ🤖 AI จับคู่
kataṁ buddhassa sāsanaṁ.
tha-ap422:13.1 #
ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขา🤖 AI จับคู่
Paṭisambhidā catasso,
tha-ap422:13.2 #
ปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา🤖 AI จับคู่
…pe…
tha-ap422:13.3 #
กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ🤖 AI จับคู่
kataṁ buddhassa sāsanaṁ”.
tha-ap422:14.1 #
อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา มญฺจทายโก เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ🤖 AI จับคู่
Itthaṁ sudaṁ āyasmā mañcadāyako thero imā gāthāyo abhāsitthāti.
อ้างอิงสยามรัฐ 33.23
tha-ap422:15.1 #
มญฺจทายกตฺเถรสฺส อปทานํ สม🤖 AI จับคู่
Mañcadāyakattherassāpadānaṁ dasamaṁ.
tha-ap422:16.1 #
ตฺตํ ฯ อ🤖 AI จับคู่
Bhaddālivaggo bācattālīsamo.
tha-ap422:17.1 #
ุทฺทานํ🤖 AI จับคู่
Tassuddānaṁ
tha-ap422:18.1 #
ภทฺทาลี เอกฉตฺโต จ🤖 AI จับคู่
Bhaddālī ekachatto ca,
tha-ap422:18.2 #
ติณสูโล จ มํสโท🤖 AI จับคู่
tiṇasūlo ca maṁsado;
tha-ap422:18.3 #
นาคปลฺลวโก ทีปํ🤖 AI จับคู่
Nāgapallaviko dīpī,
tha-ap422:18.4 #
อุจฺฉงฺคิ ยาคุทายโก ฯ🤖 AI จับคู่
ucchaṅgi yāgudāyako.
tha-ap422:19.1 #
ปตฺโถทนิ มญฺจทโท🤖 AI จับคู่
Patthodanī mañcadado,
tha-ap422:19.2 #
คาถาโย คณิตา วิสา🤖 AI จับคู่
gāthāyo gaṇitā ciha;
tha-ap422:19.3 #
เทฺว สตานิ จ คาถานํ🤖 AI จับคู่
Dvesatāni ca gāthānaṁ,
tha-ap422:19.4 #
คาถา เจกา ตทุตฺตริ ฯ ภทฺทาลิวคฺโค ทฺวาจตฺตาฬีสโม ฯ --------------------- เตจตฺตาฬีโส สกึสมฺมชฺชกวคฺโค ปฐมํ สกึสมฺมชฺชกตฺเถราปทานํ (๔๒๑) [๑๐] |๑๐.๑| ปทุมสฺส อปเรน สมฺพุทฺโธ ทิปทุตฺตโม นารโท นาม นาเมน อสโม อปฺปฏิปุคฺคโล ฯ |๑๐.๒| โส พุทฺโธ จกฺกวตฺติสฺส เชฏฺโฐ ทยิตโอรโส อามุตฺตมณฺยาภรโณ ๓- อุยฺยานํ อุปสงฺกมิ ฯ |๑๐.๓| ตตฺถาสิ รุกฺโข ๔- วิปุโล อภิรูโป พฺรหา ๕- สุจิ ตมชฺฌปตฺวา นิสีทิ มหาโสณสฺส เหฏฺฐโต ฯ |๑๐.๔| ตตฺถ ญาณวรุปฺปชฺชิ อนนฺตํ วชิรูปมํ เตน วิจินิ สงฺขาเร อุกฺกุชฺชมวกุชฺชตํ ๖- ฯ |๑๐.๕| ตตฺถ สพฺพกิเลสานิ อเสสมภิวาหยิ ปาปุณิ เกวลํ โพธึ พุทฺธญาเณ ๗- จ จุทฺทส ฯ @เชิงอรรถ: ๑ ม. ยุ. เสสเก อนุสาสิตฺวา ฯ ๒ ม. วทฺธปตฺตํว ฯ ยุ. วุฑฺฒํ ปตฺตํว ฯ@๓ ม. อามุกฺกมาลาภรโณ ฯ ยุ. อามุตฺตมลยาภรโณ ฯ ๔ ม. ยุ. ยสวิปุโล ฯ@๕ ยุ. พฺรหฺมา ฯ ๖ ม. ยุ. ... กุชฺชกํ ฯ ๗ ยุ. พุทฺธญาณญฺจ ฯ |๑๐.๖| ปาปุณิตฺวาน สมฺโพธึ ธมฺมจกฺกํ ปวตฺตยิ โกฏิสตสหสฺสานํ ปฐมาภิสมโย อหุ ฯ |๑๐.๗| มหาโทณํ นาคราชํ วินยนฺโต มหามุนิ ปาฏิเหรํ ตทากาสิ ทสฺสยนฺโต สเทวเก ฯ |๑๐.๘| ตทา เทวมนุสฺสานํ ตมฺหิ ธมฺมปฺปกาสเน นวุติโกฏิสหสฺสานิ ๑- ตรึสุ สพฺพสํสยํ ฯ |๑๐.๙| ยมฺหิ กาเล มหาวีโร โอวทิ สกมตฺรชํ อสีติโกฏิสหสฺสานํ ตติยาภิสมโย อหุ ฯ |๑๐.๑๐| สนฺนิปาตา ตโย อาสุํ นารทสฺส มเหสิโน โกฏิสตสหสฺสานํ ปฐโม อาสิ สมาคโม ฯ |๑๐.๑๑| ยทา พุทฺโธ พุทฺธคุณํ สนิทานํ ปกาสยิ นวุติโกฏิสหสฺสานิ สมึสุ วิมลา ตทา ฯ |๑๐.๑๒| ยทา เวโรจโน นาโค ทานํ ททาติ สตฺถุโน ตทา สมึสุ ชินปุตฺตา อสีติสตสหสฺสิโน ๒- ฯ |๑๐.๑๓| อหนฺเตน สมเยน ชฏิโล อุคฺคตาปโน อนฺตลิกฺขจโร อาสึ ปญฺจาภิญฺญาสุ ปารคู ฯ |๑๐.๑๔| ตทาปาหํ อสมสมํ สสงฺฆํ สปริชนํ อนฺนปาเนน ตปฺเปตฺวา จนฺทเนนาภิปูชยึ ฯ |๑๐.๑๕| โสปิ มํ ตทา พฺยากาสิ นารโท โลกนายโก@เชิงอรรถ: ๑ ยุ. ... สหสฺสานํ ฯ ๒ ม. ยุ. ... สิโย ฯ อปริเมยฺเย อิโต กปฺเป พุทฺโธ ๑- โลเก ภวิสฺสติ ฯ |๑๐.๑๖| อหุ กปิลวฺหยา รมฺมา นิกฺขมิตฺวา ตถาคโต ปธานํ ปทหิตฺวาน กตฺวา ทุกฺกรการิกํ ฯ |๑๐.๑๗| อชปาลรุกฺขมูลสฺมึ นิสีทิตฺวา ตถาคโต ตตฺถ ปายาสํ ปคฺคยฺห เนรญฺชรมุเปหิติ ฯ |๑๐.๑๘| เนรญฺชราย ตีรมฺหิ ปายาสํ อทิ โส ชิโน ปฏิยตฺต วรมคฺเคน โพธิมูลมฺหิ เอหิติ ฯ |๑๐.๑๙| ตโต ปทกฺขิณํ กตฺวา โพธิมณฺฑํ อนุตฺตรํ อสฺสตฺถรุกฺขมูลมฺหิ พุชฺฌิสฺสติ มหายโส ฯ |๑๐.๒๐| อิมสฺส ชนิกา มาตา มายา นาม ภวิสฺสติ ปิตา สุทฺโธทโน นาม อยํ เหสฺสติ โคตโม ฯ |๑๐.๒๑| อนาสวา วีตราคา สนฺตจิตฺตา สมาหิตา โกลิโต อุปติสฺโส จ อคฺคา เหสฺสนฺติ สาวกา อานนฺโท นามุปฏฺฐาโก อุปฏฺฐิสฺสติมํ ชินํ ฯ |๑๐.๒๒| เขมา อุปฺปลวณฺณา จ อคฺคา เหสฺสนฺติ สาวิกา อนาสวา วีตราคา สนฺตจิตฺตา สมาหิตา ฯ |๑๐.๒๓| โพธิ ตสฺส ภควโต อสฺสตฺโถติ ปวุจฺจติ จิตฺโต จ หตฺถาฬวโก อคฺคา เหสฺสนฺตุปฏฺฐกา ฯ |๑๐.๒๔| นนฺทมาตา จ อุตฺตรา อคฺคา เหสฺสนฺตุปฏฺฐิกา อายุ วสฺสสตํ ตสฺส โคตมสฺส ยสสฺสิโน ฯ @เชิงอรรถ: ๑ ม. ยุ. อยํ พุทฺโธ ภวิสฺสติ ฯ |๑๐.๒๕| อิทํ สุตฺวาน วจนํ อสฺสมสฺส มเหสิโน อาโมทิตา นรมรู พุทฺธวีชงฺกุโร อยํ ฯ |๑๐.๒๖| อุกฺกุฏฺฐิสทฺทา วตฺตนฺติ อปฺโผเฏนฺติ หสนฺติ จ กตญฺชลี นมสฺสนฺติ ทสสหสฺสี สเทวกา ฯ |๑๐.๒๗| ยทิมสฺส โลกนาถสฺส วิรชฺฌิสฺสาม สาสนํ อนาคตมฺหิ อทฺธาเน เหสฺสาม สมฺมุขา อิมํ ฯ |๑๐.๒๘| ยถา มนุสฺสา นทึ ตรนฺตา ปฏิติตฺถํ วิรชฺฌิย เหฏฺฐา ติตฺถํ คเหตฺวาน อุตฺตรนฺติ มหานทึ ฯ |๑๐.๒๙| เอวเมว มยํ สพฺเพ ยทิ มุญฺจามิมํ ชินํ อนาคตมฺหิ อทฺธาเน เหสฺสาม สมฺมุขา อิมํ ฯ |๑๐.๓๐| ตสฺสาหํ วจนํ สุตฺวา ภิยฺโย หาเสตฺวาน มานสํ อธิฏฺฐหึ วตฺตํ อุคฺคํ ทสปารมิปูริยา ฯ |๑๐.๓๑| นครํ ธญฺญวตี นาม สุเทโว นาม ขตฺติโย อโนมา นาม ชนิกา นารทสฺส มเหสิโน ฯ |๑๐.๓๒| นววสฺสสหสฺสานิ อคารํ อชฺฌาวสิ โส ชิโต วิชิตาภิราโม ตโย ปาสาทมุตฺตมา ฯ |๑๐.๓๓| ติจตฺตาริ สหสฺสานิ นาริโย สมลงฺกตา วิชิตเสนา นาม สา นารี นนฺทุตฺตโร นาม อตฺรโช ฯ |๑๐.๓๔| นิมิตฺเต จตุโร ทิสฺวา ปทสา คมเนน นิกฺขมิ สตฺตาหํ ปธานจารํ อจริ ปุริสุตฺตโม ๑- ฯ @เชิงอรรถ: ๑ ยุ. โลกนายโก ฯ |๑๐.๓๕| พฺรหฺมุนา ยาจิโต สนฺโต นารโท โลกนายโก วตฺตจกฺโก มหาวีโร ธนญฺชุยฺยานมุตฺตเม ฯ |๑๐.๓๖| ภทฺทสาโล ชิตมิตฺโต อเหสุํ อคฺคสาวกา วาเสฏฺโฐ นามุปฏฺฐาโก นารทสฺส มเหสิโน ฯ |๑๐.๓๗| อุตฺตรา ผคฺคุนี เจว อเหสุํ อคฺคสาวิกา โพธิ ตสฺส ภควโต มหาโสโณติ วุจฺจติ ฯ |๑๐.๓๘| อุคฺครินฺโท วสโภ จ อเหสุํ อคฺคุปฏฺฐกา อินฺทวรี ๑- จ คณฺฑี จ อเหสุํ อคฺคุปฏฺฐิกา ฯ |๑๐.๓๙| อฏฺฐาสีติรตนานิ อจฺจุคฺคโต มหามุนิ กญฺจนคฺฆิกสงฺกาโส ทสสหสฺสี วิโรจติ ๒- ฯ |๑๐.๔๐| ตสฺส พฺยามปฺปภากาโย ๓- นิทฺธาวติ ทิโสทิสํ นิรนฺตรํ ทิวา รตฺตึ โยชนํ ผรเต สทา ๔- ฯ |๑๐.๔๑| น เกจิ เตน สมเยน สมนฺตา โยชเน ชนา อุกฺกา ปทีเป อุชฺชเลนฺติ พุทฺธรํสีหิ โอตฺถตา ฯ |๑๐.๔๒| นวุติวสฺสสหสฺสานิ อายุ วิชฺชติ ตาวเท ตาวตา ติฏฺฐมาโน โส ตาเรสิ ชนตํ พหุํ ฯ |๑๐.๔๓| ยถา อุฬุภิ คคนํ วิจิตฺตํ อุปโสภติ ตเถว สาสนํ ตสฺส อรหนฺเตหิ โสภติ ฯ |๑๐.๔๔| สํสารโสตํ ตารณาย เสสเก ปฏิปนฺนเก@เชิงอรรถ: ๑ ม. อินฺทาวรี จ วณฺฑี จ ฯ ยุ. อินฺทาวรี จ จณฺฑี จ ฯ ๒ ยุ. วิโรจถ ฯ@๓ ม. ยุ. ... กายา ฯ ๔ ยุ. ทิสา ฯ ธมฺมเสตุํ ทฬฺหํ กตฺวา นิพฺพุโต โส นราสโภ ฯ |๑๐.๔๕| โสปิ พุทฺโธ อสมสโม เตปิ ขีณาสวา อตุลเตชา สพฺพํ สมนฺตรหิตํ นนุ ริตฺตา สพฺพสงฺขาราติ ฯ |๑๐.๔๖| นารโท ชินวุสโภ นิพฺพุโต สุทสฺสเน ปุเร ตเถว ถูปวโร ๑- จตุโยชนมุคฺคโตติ ฯ นารทพุทฺธวํโส นวโม ฯ ทสโม ปทุมุตฺตรพุทฺธวํโส [๑๐] |๑๐.๑๒๖| ปุนาปรํ ยทา โหมิ สสโก ปวนจาริโก ๑- ติณปณฺณสากผลภกฺโข ปรเหฐนวิวชฺชิโต ฯ |๑๐.๑๒๗| มกฺกโฏ จ สิงฺคาโล จ สุตฺตโปโต ๒- จหํ ตทา วสาม เอกสมคฺคา ๓- สายํ ปาโต จ ทิสฺสเร ๔- ฯ |๑๐.๑๒๘| อหนฺเต อนุสาสามิ กิริเย กลฺยาณปาปเก ปาปานิ ปริวชฺเชถ กลฺยาเณ อภินิวิสฺสถ ฯ |๑๐.๑๒๙| อุโปสถมฺหิ ทิวเส จนฺทํ ทิสฺวาน ปูริตํ เอเตสํ ตตฺถ อาจิกฺขึ ๕- ทิวโส อชฺชุโปสโถ ฯ |๑๐.๑๓๐| ทานานิ ปฏิยาเทถ ทกฺขิเณยฺยสฺส ทาตเว ทตฺวา ทานํ ทกฺขิเณยฺเย ๖- อุปวสฺสถุโปสถํ ฯ @เชิงอรรถ: ๑ ม. ปวนจารโก ฯ ๒ ม. อุทฺทโปโต ฯ ๓ ม. ยุ. เอกสมนฺตา ฯ ๔ ยุ.@ปทิสฺสเร ฯ ๕ ยุ. อาจิกฺขิ ฯ ๖ ยุ. ทกฺขิเณยฺยํ ฯ |๑๐.๑๓๑| เต เม สาธูติ วตฺวาน ยถาสตฺติ ยถาพลํ ทานานิ ปฏิยาเทตฺวา ทกฺขิเณยฺยํ คเวสิสุํ ฯ |๑๐.๑๓๒| อหํ นิปชฺช ๑- จินฺเตสึ ทานํ ทกฺขิณนุจฺฉวํ ยทิหํ ลเภ ทกฺขิเณยฺยํ กึ เม ทานํ ภวิสฺสติ ฯ |๑๐.๑๓๓| น เม อตฺถิ ติลมุคฺคา น มาสา ตณฺฑุลา ฆตํ อหํ ติเณน ยาเปมิ น สกฺกา ติณทาตเว ฯ |๑๐.๑๓๔| ยทิ โกจิ เอติ ทกฺขิเณยฺโย ภิกฺขาย มม สนฺติเก ทชฺชาหํ สกมตฺตานํ น โส ตุจฺโฉ คมิสฺสติ ฯ |๑๐.๑๓๕| มม สงฺกปฺปมญฺญาย สกฺโก พฺราหฺมณวณฺณินา อาสยํ เม อุปคจฺฉิ ทานํ วีมํสนาย เม ฯ |๑๐.๑๓๖| ตมหํ ทิสฺวาน สนฺตุฏฺโฐ อิทํ วจนมพฺรวึ สาธุ โขสิ อนุปฺปตฺโต ฆาสเหตุ มมนฺติเก ฯ |๑๐.๑๓๗| อทินฺนปุพฺพํ ทานวรํ อชฺช ทสฺสามิ เต อหํ ตุวํ สีลคุณูเปโต อยุตฺตนฺเต ปรเหธนํ ฯ |๑๐.๑๓๘| เอหิ อคฺคึ ปทีเปหิ นานากฏฺเฐ สมานย อหํ ปจิสฺสมตฺตานํ ปกฺกํ ตฺวํ ภกฺขยิสฺสสิ ฯ |๑๐.๑๓๙| สาธูติ โส หฏฺฐมโน นานากฏฺเฐ สมานยิ มหนฺตํ อกาสิ จิตฺตกํ กตฺวานงฺคารคพฺภกํ ฯ |๑๐.๑๔๐| อคฺคึ ตตฺถ ปทีเปสิ ๒- ยถา โส ขิปฺปํ มหาภเว โผเฏตฺวา รชคเต คตฺเต เอกมนฺตํ อุปาวิสึ ๓- ฯ @เชิงอรรถ: ๑ ม. ยุ. นิสชฺช ฯ ๒ ยุ. ปทีเปติ ฯ ๓ ยุ. อุปาวิสิ ฯ |๑๐.๑๔๑| ยทา มหากฏฺฐปุญฺโช อาทิตฺโต ธมธมายติ ๑- ตทุปฺปติตฺวา ปปติ ๒- มชฺเฌ ชาลสิขนฺตเร ฯ |๑๐.๑๔๒| ยถา สีโตทกํ นาม ปวิฏฺฐํ ยสฺส กสฺสจิ สเมติ ทรถปริฬาหํ อสฺสาทํ เทติ ปีติ จ ฯ |๑๐.๑๔๓| ตเถว ชลิตํ อคฺคึ ปวิฏฺฐสฺส มมํ ตทา สพฺพํ สเมติ ทรถํ ยถา สีโตทกํ วิย ฯ |๑๐.๑๔๔| ฉวิ จมฺมญฺจ มํสญฺจ นฺหารุ อฏฺฐิ หทยพนฺธนํ เกวลํ สกลํ กายํ พฺราหฺมณสฺส อทาสหนฺติ ฯ สสปณฺฑิตจริยํ ทสมํ ฯ ตสฺสุทฺทานํ อกิตฺติ พฺราหฺมโณ สงฺโข กุรุราชา ธนญฺชโย มหาสุทสฺสโน ราชา มหาโควินฺทพฺราหฺมโณ ฯ เนมิ ๓- จนฺทกุมาโร จ สิวิ เวสฺสนฺตโร สโส อหเมว ตทา อาสึ โย เต ทานวเร อทา ฯ เอเต ทานปริกฺขารา เอเต ทานสฺส ปารมี ชีวิตํ ยาจเก ทตฺวา อิมํ ๔- ปารมิ ปูรยึ ฯ ภิกฺขาย อุปคตํ ทิสฺวา สกตฺตานํ ปรจฺจชึ ทาเนน เม สโม นตฺถิ เอสา เม ทานปารมีติ ฯ ทานปารมิตา นิฏฺฐิตา ฯ @เชิงอรรถ: ๑ ยุ. ธูมมายติ ฯ ๒ ม. ปปตึ ฯ ๓ ม. ยุ. นิมิ ฯ ๔ ยุ. อิทํ ฯ ๒. สีลปารมิตา ปฐมํ สีลวนาคจริยํ🤖 AI จับคู่
gāthā cekā taduttari.
‹ กลับสารบัญ เล่ม ๓๓ — ขุททกนิกาย อปทาน ๒
ความน่าเชื่อถือ: ✓ ทางการ 🤖 AI จับคู่ ✎ ร่าง — "ร่าง" คือจับคู่อัตโนมัติ อาจคลาดเคลื่อน ยังไม่ตรวจทาน