‹ กลับ
สกิงสัมมัชชกเถราปทาน
เล่ม ๓๓ — ขุททกนิกาย อปทาน ๒ · ข้อ 11 · ขุ.อป.๒. ๓๓/๓๗๗ ↗
👁 การแสดงผล
แตะเพื่อเปิด/ปิดแต่ละส่วน
เนื้อความทั้งข้อ
[๑๑] เราได้เห็นไม้แคฝอย ซึ่งเป็นไม้โพธิอันอุดมของพระผู้มีพระภาค พระนามว่าวิปัสสี แล้วยังใจให้เลื่อมใสในไม้โพธินั้น เราหยิบเอา ไม้กวาดมากวาด (ลานโพธิพฤกษ์) อันเป็นที่ตั้งแห่งไม้โพธิในกาล นั้น ครั้นแล้วได้ไหว้ไม้แคฝอยซึ่งเป็นไม้โพธินั้น เรายังจิตให้ เลื่อมใสในไม้โพธินั้น ประนมกรอัญชลีเหนือเศียรเกล้า นมัสการ ไม้โพธินั้นแล้ว กลับไปยังกระท่อม เราเดินนึกถึงไม้โพธิอันอุดมไป ตามหนทางสัญจร งูเหลือมซึ่งมีรูปร่างน่ากลัว มีกำลังมาก รัดเรา กรรมที่เราทำในเวลาใกล้จะตาย ได้ทำให้เรายินดีด้วยผล งูเหลือม กลืนกินร่างของเรา เรารื่นรมย์อยู่ในเทวโลก จิตของเราไม่ขุ่นมัว บริสุทธิ์ขาวสะอาดในกาลทุกเมื่อ ลูกศรคือความโศก ที่เป็นเหตุทำ จิตของเราให้เร่าร้อน เราไม่รู้จักมันเลย เราไม่มีโรคเรื้อน ฝี โรคกลาก ลมบ้าหมู คุดทะราด หิดเปื่อย และหิดด้าน นี้ก็เป็น ผลแห่งการกวาด ความโศก ความเร่าร้อน ไม่มีในหทัยของเรา จิตของเราตรง ไม่วอกแวก นี้เป็นผลแห่งการกวาด เราถึงสมาธิอีก ใจของเราเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์ สมาธิที่เราปรารถนาย่อมสำเร็จแก่เรา เราไม่กำหนัดในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ไม่ขัดเคืองใน อารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความขัดเคือง และไม่หลงในอารมณ์เป็นที่ตั้ง แห่งความหลง นี้ก็เป็นผลแห่งการกวาด ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้นเราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผล แห่งการกวาด เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำ เสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระสกิงสัมมัชชกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. [๑๑] สมัยต่อมาจากพระนารทพุทธเจ้า พระสัมพุทธชินเจ้าผู้อุดมกว่า สรรพสัตว์ พระนามว่าปทุมุตระ มีพระคุณนับไม่ถ้วน เปรียบด้วย สาคร และในกัปที่พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติเป็นมัณฑกัป ประชุมชน ผู้มีกุศลมากจึงได้เกิดในกัปนั้น ในพระธรรมเทศนาครั้งที่ ๑ ของ พระผู้มีพระภาคปทุมุตระ ธรรมาภิสมัย ได้มีแก่เทวดาและมนุษย์ แสนโกฏิ ต่อจากนั้น เมื่อพระองค์ทรงยังฝนคือธรรม ให้ตก และ ให้สัตว์ทั้งหลายอิ่มหนำสำราญ ธรรมาภิสมัย ครั้งที่ ๒ ได้มีแก่ สัตว์สามหมื่นเจ็ดพัน ในกาลเมื่อพระมหาวีรเจ้า เสด็จเข้าไปยัง สำนักพระเจ้าอานันทพุทธบิดา ครั้นแล้วทรงตีกลองอมฤต เมื่อ พระองค์ทรงตีกลองอมฤตเภรี ยังฝนคือธรรม ให้ตก ธรรมาภิสมัย ครั้งที่ ๓ ได้มีแก่สัตว์ห้าโกฏิ พระพุทธเจ้าทรงประทานโอวาทให้รู้แจ้ง ทรงยังสัตว์ทั้งปวงให้ข้าม ทรงฉลาดในเทศนา ทรงช่วยให้ หมู่ชนข้ามพ้นวัฏฏสงสารได้มากมาย พระปทุมุตรบรมศาสดาทรง ประชุมพระสาวก ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ พระสาวกแสนโกฏิมาประชุมกัน ครั้งที่ ๒ ในกาลเมื่อพระพุทธเจ้า ผู้ไม่มีใครเสมอเหมือน ประทับอยู่ ณ เวภารบรรพต พระสาวกเก้าหมื่นโกฏิมาประชุมกัน ครั้งที่ ๓ เมื่อพระองค์เสด็จจาริกจากนิคมและรัฐ พระสาวกแปดหมื่นโกฏิมา ประชุมกัน สมัยนั้น เราเป็นชฎิลชื่อว่ารัฏฐิกะ ได้ถวายผ้าพร้อม ภัตตาหารแก่สงฆ์มีพระสัมพุทธเจ้าเป็นประมุข แม้พระพุทธเจ้า พระองค์นั้นประทับนั่ง ณ ท่ามกลางสงฆ์ทรงพยากรณ์เราว่า ใน แสนกัปแต่กัปนี้ไป ผู้นี้จักได้เป็นพระพุทธเจ้าในโลก ......... ข้ามแม่น้ำใหญ่ ฉะนั้น เราได้ฟังพระพุทธพยากรณ์แม้นั้นแล้ว อธิษฐานวัตรให้ยิ่งขึ้น เราได้ทำความเพียรมั่นชั้นยอด ในการบำเพ็ญ บารมี ๑๐ ประการ ในกาลนั้น เดียรถีย์ทั้งปวงถูกกำจัด พากัน เสียใจโทมนัส ใครๆ ไม่บำรุงเดียรถีย์เหล่านั้น พวกเขาจึงพากัน ออกไปจากแว่นแคว้น มาประชุมกันในที่นั้นทั้งหมดแล้วเข้าไปใน สำนักพระพุทธเจ้า กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ขอพระองค์ ผู้มีจักษุ ผู้ทรงพระกรุณาอนุเคราะห์ แสวงหาประโยชน์แก่สัตว์ ทั้งปวงได้ทรงเป็นที่พึ่งที่ระลึกเถิด พระองค์ทรงยังเดียรถีย์ที่มาประชุม กันทั้งปวง ให้ตั้งอยู่ในเบญจศีล พระศาสนาของพระองค์ไม่อากูล ว่างจากพวกเดียรถีย์อย่างนี้ งามวิจิตรด้วยพระอรหันต์ทั้งหลาย ซึ่ง เป็นผู้มีความชำนาญคงที่ พระนครชื่อว่าหงสวดี พระบรมกษัตริย์ พระนามว่าอานนท์ เป็นพระชนกของพระปทุมุตรศาสดา พระนาง- สุชาดา เป็นพระพุทธชนนี พระองค์ทรงครอบครองอาคารสถานอยู่ เก้าหมื่นปี ทรงมีปราสาทอันประเสริฐ ๓ ปราสาท ชื่อนารี พาหนะ และยศวดี มีพระสนมนารีกำนัลในสี่หมื่นสามพันนาง ล้วนประดับ ประดาสวยงาม พระอัครมเหสีพระนามว่าวสุลทัตตา พระราชโอรส พระนามว่าอุตระ พระองค์ทรงเห็นนิมิต ๔ ประการ จึงเสด็จออก ผนวชพร้อมด้วยปราสาท ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ ๗ วัน พระปทุมุตร- บรมศาสดามหาวีรเจ้า อันพรหมทูลอาราธนาแล้ว ทรงประกาศ พระธรรมจักร ณ มิถิลาราชอุทยานอันประเสริฐ ทรงมีพระเทวิลเถระ และพระสุชาตเถระ เป็นพระอัครสาวก พระเถระชื่อว่าสุมนะ เป็น พุทธอุปัฏฐาก พระอมิตาเถรีและพระอสมาเถรี เป็นพระอัครสาวิกา ไม้โพธิพฤกษ์ของพระองค์เรียกกันว่าไม้สน อมิตอุบาสกและติสส- อุบาสก เป็นอัครอุปัฏฐาก อุหัตถาอุบาสิกาและสุจิตราอุบาสิกา เป็นอัครอุปัฏฐายิกา พระมหามุนีทรงมีพระองค์สูง ๕๘ ศอก มี พระรัศมีงามเช่นกับทองคำล้ำค่า มีพระลักษณะประเสริฐ ๓๒ ประการ พระรัศมีของพระองค์แผ่ไป ๑๒ โยชน์ โดยรอบกำแพง บานประตู ฝาเรือน ต้นไม้ และภูเขาสูงเทียมฟ้า กำบังไม่ได้ ครั้งนั้น มนุษย์ ทั้งหลายมีอายุแสนปี พระองค์ดำรงพระชนมายุอยู่เท่านั้น ทรงตัด ความสงสัยทั้งปวง ช่วยหมู่ชนให้ข้ามพ้นวัฏฏสงสารได้มากมาย ทรง รุ่งเรืองดังกองไฟแล้วเสด็จนิพพาน พร้อมด้วยพระสาวก พระ- ปทุมุตรพุทธชินเจ้า เสด็จนิพพาน ณ นันทาราม พระสถูปอัน ประเสริฐของพระองค์ สูง ๑๒ โยชน์ ประดิษฐานอยู่ในนันทารามนั้น ฉะนี้แล. [๑๑] ในกาลเมื่อเราเป็นกุญชรเลี้ยงมารดาอยู่ในป่าหิมพานต์ ในกาลนั้น ในพื้นแผ่นดินนี้ ไม่มีอะไรที่จะเสมอด้วยศีลคุณของเรา พรานป่า พบเราในป่าใหญ่แล้ว ได้กราบทูลแด่พระราชาว่า ข้าแต่พระราชา ผู้ใหญ่ ช้างมงคลอันสมควรเป็นพระที่นั่งทรง มีอยู่ในป่าใหญ่ อัน การจับช้างนั้นไม่ต้องขุดคู แม้การปักเสาตลุงและการขุดหลุมลวง ก็ ไม่ต้องในขณะที่จับเข้าที่งวงเท่านั้น ช้างนั้นก็จะมา ณ ที่นี้เอง พระเจ้าข้า ฝ่ายพระราชาได้ทรงฟังคำของพรานป่านั้นแล้วทรงดี พระทัย ทรงส่งไปซึ่งควาญช้างซึ่งเป็นอาจารย์ผู้ฉลาดศึกษาดีแล้ว ควาญช้างนั้นไปแล้ว ได้พบช้างกำลังถอนเหง้าบัวอยู่ในสระบัวหลวง เพื่อต้องการเลี้ยงมารดาควาญช้างรู้ศีลคุณของเรา พิจารณาดูลักษณะ แล้วกล่าวว่า มานี่แน่ะลูกแล้วได้จับเข้าที่งวงของเรา ในกาลนั้น กำลังของเราที่มีอยู่ในกายตามปรกติอันใด วันนี้กำลังของเรานั้น เสมอเหมือนกับกำลังของช้างหลายพัน ถ้าเราโกรธแก่ควาญช้าง เหล่านั้นผู้เข้ามาใกล้เพื่อจับเราเราพึงสามารถจะเหยียบย่ำเขาเหล่านั้น ได้แม้ตลอดราชสมบัติของมนุษย์แต่ถึงแม้เราจะถูกเขาใส่ไว้ในเสา ตลุงเราก็ไม่ทำจิตโกรธเคือง เพื่อรักษาศีล เพื่อบำเพ็ญบารมีให้บริบูรณ์ ถ้าเขาเหล่านั้นพึงทำลายเราที่เสาตลุงนี้ด้วยขวานและหอกซัด เรา ก็จะไม่โกรธเขาเหล่านั้นเลยเพราะเรากลัวศีลของเราจะขาด ฉะนี้แล.
เทียบรายประโยค (58 ประโยค)
tha-ap423:1.1 #
วิปสฺสิโน ภควโต🤖 AI จับคู่
“Vipassino bhagavato,
อ้างอิงสยามรัฐ 33.24 · ฉัฏฐสังคายนา 58.1
tha-ap423:1.2 #
ปาฏลึ โพธิมุตฺตมํ🤖 AI จับคู่
pāṭaliṁ bodhimuttamaṁ;
tha-ap423:1.3 #
ทิสฺวาว ตํ ปาทปคฺคํ🤖 AI จับคู่
Disvāva taṁ pādapaggaṁ,
tha-ap423:1.4 #
ตตฺถ จิตฺตํ ปสาทยึ ฯ🤖 AI จับคู่
tattha cittaṁ pasādayiṁ.
tha-ap423:2.1 #
สมฺมชฺชนึ คเหตฺวาน🤖 AI จับคู่
Sammajjaniṁ gahetvāna,
tha-ap423:2.2 #
โพธึ สมฺมชฺชิ ตาวเท🤖 AI จับคู่
bodhiṁ sammajji tāvade;
tha-ap423:2.3 #
สมฺมชฺชิตฺวาน ตํ โพธึ🤖 AI จับคู่
Sammajjitvāna taṁ bodhiṁ,
tha-ap423:2.4 #
อวนฺทึ ปาฏลึ อหํ ฯ🤖 AI จับคู่
avandiṁ pāṭaliṁ ahaṁ.
tha-ap423:3.1 #
ตตฺถ จิตฺตํ ปสาเทตฺวา🤖 AI จับคู่
Tattha cittaṁ pasādetvā,
tha-ap423:3.2 #
สิเร กตฺวาน อญฺชลึ🤖 AI จับคู่
sire katvāna añjaliṁ;
tha-ap423:3.3 #
นมสฺสมาโน ตํ โพธึ🤖 AI จับคู่
Namassamāno taṁ bodhiṁ,
tha-ap423:3.4 #
คญฺฉึ ปฏิกุฏึ อหํ ฯ |๑๑.๔| จ🤖 AI จับคู่
gañchiṁ paṭikuṭiṁ ahaṁ.
tha-ap423:4.1 #
าริมคฺเคน ๑- คจฺฉามิ🤖 AI จับคู่
Tādimaggena gacchāmi,
อ้างอิงฉัฏฐสังคายนา 58.2
tha-ap423:4.2 #
สรนฺโต โพธิมุตฺตมํ🤖 AI จับคู่
saranto bodhimuttamaṁ;
tha-ap423:4.3 #
อชคโร มํ ปีเฬติ🤖 AI จับคู่
Ajagaro maṁ pīḷesi,
tha-ap423:4.4 #
โฆรรูโป มหพฺพโล ฯ🤖 AI จับคู่
ghorarūpo mahabbalo.
tha-ap423:5.1 #
อาสนฺเน เม กตํ กมฺมํ🤖 AI จับคู่
Āsanne me kataṁ kammaṁ,
อ้างอิงPTS 2.379 · พุทธชยันตี 37.1.88
tha-ap423:5.2 #
ผเลน โตสยี มมํ🤖 AI จับคู่
phalena tosayī mamaṁ;
tha-ap423:5.3 #
กเลวรํ เม คิลติ🤖 AI จับคู่
Kaḷevaraṁ me gilati,
tha-ap423:5.4 #
เทวโลเก รมามหํ ฯ🤖 AI จับคู่
devaloke ramāmahaṁ.
tha-ap423:6.1 #
อนาวิลํ มม จิตฺตํ🤖 AI จับคู่
Anāvilaṁ mama cittaṁ,
tha-ap423:6.2 #
วิสุทฺธํ ปณฺฑรํ สทา🤖 AI จับคู่
visuddhaṁ paṇḍaraṁ sadā;
tha-ap423:6.3 #
โสกสลฺลํ น ชานามิ🤖 AI จับคู่
Sokasallaṁ na jānāmi,
tha-ap423:6.4 #
จิตฺตสนฺตาปนํ มม ฯ🤖 AI จับคู่
cittasantāpanaṁ mama.
tha-ap423:7.1 #
กุฏฺฐํ คณฺโฑ กิลาโส จ🤖 AI จับคู่
Kuṭṭhaṁ gaṇḍo kilāso ca,
tha-ap423:7.2 #
อปมาโร วิตจฺฉิกา🤖 AI จับคู่
apamāro vitacchikā;
tha-ap423:7.3 #
ททฺทุ กณฺฑุ จ เม นตฺถิ🤖 AI จับคู่
Daddu kaṇḍu ca me natthi,
tha-ap423:7.4 #
ผลํ สมฺมชฺชนายิทํ ฯ🤖 AI จับคู่
phalaṁ sammajjanāyidaṁ.
tha-ap423:8.1 #
โสโก จ ปริฬาโห จ🤖 AI จับคู่
Soko ca paridevo ca,
tha-ap423:8.2 #
หทเย เม น วิชฺชติ🤖 AI จับคู่
hadaye me na vijjati;
tha-ap423:8.3 #
อภนฺตํ ๒- อุชุกํ จิตฺตํ🤖 AI จับคู่
Abhantaṁ ujukaṁ cittaṁ,
tha-ap423:8.4 #
ผลํ สมฺมชฺชนายิทํ ฯ🤖 AI จับคู่
phalaṁ sammajjanāyidaṁ.
tha-ap423:9.1 #
สมาธึ ๑- ปุน ปชฺชามิ🤖 AI จับคู่
Samādhīsu na majjāmi,
อ้างอิงสยามรัฐ 33.25
tha-ap423:9.2 #
วิสุทฺธํ ๒- โหติ มานสํ🤖 AI จับคู่
visadaṁ hoti mānasaṁ;
tha-ap423:9.3 #
ยํ ยํ สมาธึ อิจฺฉามิ🤖 AI จับคู่
Yaṁ yaṁ samādhimicchāmi,
tha-ap423:9.4 #
โส โส สมฺปชฺชเต มม ฯ🤖 AI จับคู่
so so sampajjate mamaṁ.
tha-ap423:10.1 #
รชนีเย น รชฺชามิ🤖 AI จับคู่
Rajanīye na rajjāmi,
tha-ap423:10.2 #
อโถ โทสนิเยสุ จ🤖 AI จับคู่
atho dussaniyesu ca;
tha-ap423:10.3 #
โมหนีเย น มุยฺหามิ🤖 AI จับคู่
Mohanīye na muyhāmi,
tha-ap423:10.4 #
ผลํ สมฺมชฺชนายิทํ ฯ🤖 AI จับคู่
phalaṁ sammajjanāyidaṁ.
tha-ap423:11.1 #
เอกนวุเต อิโต กปฺเป🤖 AI จับคู่
Ekanavutito kappe,
tha-ap423:11.2 #
ยํ กมฺมมกรึ ตทา🤖 AI จับคู่
yaṁ kammamakariṁ tadā;
tha-ap423:11.3 #
ทุคฺคตึ นาภิชานามิ🤖 AI จับคู่
Duggatiṁ nābhijānāmi,
tha-ap423:11.4 #
ผลํ สมฺมชฺชนายิทํ ฯ🤖 AI จับคู่
phalaṁ sammajjanāyidaṁ.
tha-ap423:12.1 #
กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ🤖 AI จับคู่
Kilesā jhāpitā mayhaṁ,
tha-ap423:12.2 #
ภวา สพฺเพ สมูหตา🤖 AI จับคู่
bhavā sabbe samūhatā;
tha-ap423:12.3 #
นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา🤖 AI จับคู่
Nāgova bandhanaṁ chetvā,
tha-ap423:12.4 #
วิหรามิ อนาสโว ฯ🤖 AI จับคู่
viharāmi anāsavo.
tha-ap423:13.1 #
สฺวาคตํ วต เม อาสิ🤖 AI จับคู่
Svāgataṁ vata me āsi,
tha-ap423:13.2 #
มม พุทฺธสฺส สนฺติเก🤖 AI จับคู่
mama buddhassa santike;
tha-ap423:13.3 #
ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา🤖 AI จับคู่
Tisso vijjā anuppattā,
tha-ap423:13.4 #
กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ🤖 AI จับคู่
kataṁ buddhassa sāsanaṁ.
tha-ap423:14.1 #
ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส🤖 AI จับคู่
Paṭisambhidā catasso,
tha-ap423:14.2 #
วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม🤖 AI จับคู่
vimokkhāpi ca aṭṭhime;
tha-ap423:14.3 #
ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา🤖 AI จับคู่
Chaḷabhiññā sacchikatā,
tha-ap423:14.4 #
กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ🤖 AI จับคู่
kataṁ buddhassa sāsanaṁ”.
tha-ap423:15.1 #
อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา สกึสมฺมชฺชโก เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ🤖 AI จับคู่
Itthaṁ sudaṁ āyasmā sakiṁsammajjako thero imā gāthāyo abhāsitthāti.
tha-ap423:16.1 #
สกึสมฺมชฺชกตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ ทุติยํ เอกทุสฺสทายกตฺเถราปทานํ (๔๒๒) [๑๑] |๑๑.๑| นารทสฺส อปเรน สมฺพุทฺโธ ทิปทุตฺตโม ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน อกฺโขพฺโภ สาครูปโม ฯ |๑๑.๒| มณฺฑกปฺโป จ ๒- โส อาสิ ยมฺหิ พุทฺโธ อชายถ อุสฺสนฺนกุสลา ชนตา ตมฺหิ กปฺเป อชายถ ฯ |๑๑.๓| ปทุมุตฺตรสฺส ภควโต ปฐเม ธมฺมเทสเน โกฏิสตสหสฺสานํ ธมฺมาภิสมโย อหุ ฯ |๑๑.๔| ตโต ปรํปิ วสฺสนฺเต ตปฺปยนฺเต จ ปาณิเน สตฺตตฺตึสสหสฺสานํ ทุติยาภิสมโย อหุ ฯ |๑๑.๕| ยมฺหิ กาเล มหาวีโร อานนฺทํ อุปสงฺกมิ ปิตุ สนฺติกํ อุปคนฺตฺวา อาหนิ อมตทุนฺทุภึ ฯ |๑๑.๖| อาหเต อมตเภริมฺหิ วสฺสนฺเต ธมฺมวุฏฺฐิโย ปญฺญาสสตสหสฺสานํ ตติยาภิสมโย อหุ ฯ @เชิงอรรถ: ๑ ชินถูปวโร ฯ ๒ ยุ. ว ฯ |๑๑.๗| โอวาทโก วิญฺญาปโก ตารโก สพฺพปาณินํ เทสนากุสโล พุทฺโธ ตาเรสิ ชนตํ พหุํ ฯ |๑๑.๘| สนฺนิปาตา ตโย อาสุํ ปทุมุตฺตรสฺส สตฺถุโน โกฏิสตสหสฺสานํ ปฐโม อาสิ สมาคโม ฯ |๑๑.๙| ยทา พุทฺโธ อสมสโม วสิ ๑- เวภารปพฺพเต นวุติโกฏิสหสฺสานํ ทุติโย อาสิ สมาคโม ฯ |๑๑.๑๐| ปุน จาริกํ ปกฺกนฺเต คามนิคมรฏฺฐโต อสีติโกฏิสหสฺสานํ ตติโย อาสิ สมาคโม ฯ |๑๑.๑๑| อหนฺเตน สมเยน ชฏิโล นาม รฏฺฐิโก สมฺพุทฺธปฺปมุขํ สงฺฆํ สภตฺตํ ทุสฺสมทาสิหํ ฯ |๑๑.๑๒| โสปิ มํ พุทฺโธ พฺยากาสิ สงฺฆมชฺเฌ นิสีทิย สตสหสฺเส อิโต กปฺเป อยํ พุทฺโธ ภวิสฺสติ ฯ |๑๑.๑๓| อหุ กปิลวฺหยา รมฺมา นิกฺขมิตฺวา ตถาคโต ปธานํ ปทหิตฺวาน กตฺวา ทุกฺกรการิกํ ฯ |๑๑.๑๔| อชปาลรุกฺขมูลสฺมึ นิสีทิตฺวา ตถาคโต ตตฺถ ปายาสํ ปคฺคยฺห เนรญฺชรมุเปหิติ ฯ |๑๑.๑๕| เนรญฺชราย ตีรมฺหิ ปายาสํ อทิ โส ชิโน ปฏิยตฺตวรมคฺเคน โพธิมูลมฺหิ เอหิติ ฯ |๑๑.๑๖| ตโต ปทกฺขิณํ กตฺวา โพธิมณฺฑํ อนุตฺตรํ อสฺสตฺถรุกฺขมูลมฺหิ พุชฺฌิสฺสติ มหายโส ฯ @เชิงอรรถ: ๑ ยุ. วสติ ฯ |๑๑.๑๗| อิมสฺส ชนิกา มาตา มายา นาม ภวิสฺสติ ปิตา สุทฺโธทโน นาม อยํ เหสฺสติ โคตโม ฯ |๑๑.๑๘| อนาสวา วีตราคา สนฺตจิตฺตา สมาหิตา โกลิโต อุปติสฺโส จ อคฺคา เหสฺสนฺติ สาวกา อานนฺโท นามุปฏฺฐาโก อุปฏฺฐิสฺสติมํ ชินํ ฯ |๑๑.๑๙| เขมา อุปฺปลวณฺณา จ อคฺคา เหสฺสนฺติ สาวิกา อนาสวา วีตราคา สนฺตจิตฺตา สมาหิตา ฯ |๑๑.๒๐| โพธิ ตสฺส ภควโต อสฺสตฺโถติ ปวุจฺจติ จิตฺโต จ หตฺถาฬวโก อคฺคา เหสฺสนฺตุปฏฺฐกา ฯ |๑๑.๒๑| นนฺทมาตา จ อุตฺตรา อคฺคา เหสฺสนฺตุปฏฺฐิกา อายุ วสฺสสตํ ตสฺส โคตมสฺส ยสสฺสิโน ฯ |๑๑.๒๒| อิทํ สุตฺวาน วจนํ อสมสฺส มเหสิโน อาโมทิตา นรมรู พุทฺธวีชงฺกุโร อยํ ฯ |๑๑.๒๓| อุกฺกุฏฺฐิสทฺทา วตฺตนฺติ อปฺโผเฏนฺติ หสนฺติ จ กตญฺชลี นมสฺสนฺติ ทสสหสฺสี สเทวกา ฯ |๑๑.๒๔| ยทิมสฺส โลกนาถสฺส วิรชฺฌิสฺสาม สาสนํ อนาคตมฺหิ อทฺธาเน เหสฺสาม สมฺมุขา อิมํ ฯ |๑๑.๒๕| ยถา มนุสฺสา นทึ ตรนฺตา ปฏิติตฺถํ วิรชฺฌิย เหฏฺฐา ติตฺถํ คเหตฺวาน อุตฺตรนฺติ มหานทึ ฯ |๑๑.๒๖| เอวเมว มยํ สพฺเพ ยทิ มุญฺจามิมํ ชินํ อนาคตมฺหิ อทฺธาเน เหสฺสาม สมฺมุขา อิมํ ฯ |๑๑.๒๗| ตสฺสาปิ วจนํ สุตฺวา อุตฺตรึ วตฺตมธิฏฺฐหึ อกาสึ ๑- อุคฺคํ ทฬฺหํ ธิตึ ทสปารมิปูริยา ฯ |๑๑.๒๘| พฺยาหตา ติตฺถิยา สพฺเพ วิมนา ทุมฺมนา ตทา น เตสํ เกจิ ปริจรนฺติ รฏฺฐโต นิจฺฉุภนฺติ เต ฯ |๑๑.๒๙| สพฺเพ ตตฺถ สมาคนฺตฺวา อุปคจฺฉุํ พุทฺธสนฺติเก ตุวํ นาโถ มหาวีร สรณํ โหหิ จกฺขุมา ฯ |๑๑.๓๐| อนุกมฺปโก การุณิโก หิเตสี สพฺพปาณินํ สมฺปตฺเต ติตฺถิเย สพฺเพ ปญฺจสีเล ปติฏฺฐหิ ๒- ฯ |๑๑.๓๑| เอวํ นิรากุลํ อาสิ สุญฺญตํ ติตฺถิเยหิ ตํ วิจิตฺตํ อรหนฺเตหิ วสีภูเตหิ ตาทิหิ ฯ |๑๑.๓๒| นครํ หํสวตี นาม อานนฺโท นาม ขตฺติโย สุชาตา นาม ชนิกา ปทุมุตฺตรสตฺถุโน ๓- ฯ |๑๑.๓๓| นววสฺส ๔- สหสฺสานิ อคารํ อชฺฌาวสิ โส นารี ๕- พาหโน ยสวตี ตโย ปาสาท มุตฺตมา ฯ |๑๑.๓๔| ติจตฺตาริ สหสฺสานิ นาริโย สมลงฺกตา วสุลทตฺตา ๖- นาม นารี อุตฺตโร ๗- นาม อตฺรโช ฯ |๑๑.๓๕| นิมิตฺเต จตุโร ทิสฺวา ปาสาเทนาภินิกฺขมิ สตฺตาหํ ปธานจารํ อจริ ปุริสุตฺตโม ฯ @เชิงอรรถ: ๑ ยุ. อกาสิ มคฺคํ ฯ ๒ ม. ปติฏฺฐติ ฯ ๓ ยุ. ปทมุตฺตรมเหสิโน ฯ@๔ ม. ยุ. ทส ... ฯ ๕ ม. นรวาหโน ยโสวสวตฺตี ฯ ยุ. นารวาหโน ยโสวสวตฺตี ฯ@๖ ม. ยุ. วสุทตฺตา ฯ ๗ ม. อุตฺตโม ฯ |๑๑.๓๖| พฺรหฺมุนา ยาจิโต สนฺโต ปทุมุตฺตโร วินายโก วตฺตจกฺโก มหาวีโร มิถิลุยฺยานมุตฺตเม ฯ |๑๑.๓๗| เทวิโล ๑- จ สุชาโต จ อเหสุํ อคฺคสาวกา สุมโน นามุปฏฺฐาโก ปทุมุตฺตรสฺส สตฺถุโน ๒- ฯ |๑๑.๓๘| อมิตา อสมา เจว อเหสุํ อคฺคสาวิกา โพธิ ตสฺส ภควโต สลโฬติ ปวุจฺจติ ฯ |๑๑.๓๙| อมิโต ๓- เจว ติสฺโส จ อเหสุํ อคฺคุปฏฺฐกา หตฺถา เจว สุจิตฺตา ๔- จ อเหสุํ อคฺคุปฏฺฐิกา ฯ |๑๑.๔๐| อฏฺฐปญฺญาสรตนํ อจฺจุคฺคโต มหามุนิ กญฺจนคฺฆิกสงฺกาโส ทฺวตฺตึสวรลกฺขโณ ฯ |๑๑.๔๑| กุฑฺฑา กวาฏา ภิตฺติ จ รุกฺขา นคสิลุจฺจโย ๕- น ตสฺสาวรณํ อตฺถิ สมนฺตา ทฺวาทสโยชเน ฯ |๑๑.๔๒| วสฺสสตสหสฺสานิ อายุ วิชฺชติ ตาวเท ตาวตา ติฏฺฐมาโน โส ตาเรสิ ชนตํ พหุํ ฯ |๑๑.๔๓| สนฺตาเรตฺวา พหุชญฺญํ ๖- ฉินฺทิตฺวา สพฺพสํสยํ ชลิตฺวา อคฺคิกฺขนฺโธว นิพฺพุโต โส สสาวโก ฯ |๑๑.๔๔| ปทุมุตฺตโร ชิโน พุทฺโธ นนฺทารามมฺหิ นิพฺพุโต ตตฺเถว ตสฺส ถูปวโร ทฺวาทสมุพฺเพธโยชโนติ ฯ ปทุมุตฺตรพุทฺธวํโส ทสโม ฯ @เชิงอรรถ: ๑ ม. ยุ. เทวโล ฯ ๒ ม. ยุ. มเหสิโน ฯ ๓ ม. ยุ. วิติณฺโณ ฯ ๔ ม. ยุ. วิจิตฺตา ฯ@๕ ม. ยุ. นคสิลุจฺจยา ฯ ๖ ม. ยุ. พหุชนํ ฯ เอกาทสโม สุเมธพุทฺธวํโส [๑๑] |๑๑.๑| ยทา อโหสึ ปวเน กุญฺชโร มาตุโปสโก น ตทา อตฺถิ มหิยา คุเณน มม สาทิโส ฯ |๑๑.๒| ปวเน ทิสฺวา วนจโร รญฺโญ มํ ปฏิเวทยิ ตวานุจฺฉโว มหาราช คโช อสติ ๑- กานเน ฯ |๑๑.๓| น ตสฺส ปริกฺขายตฺโถ นปิ อาฬฺหกกาสุยา ๒- สมาคหิเต โสณฺฑาย สยเมว อิเธหิติ ฯ |๑๑.๔| ตสฺส ตํ วจนํ สุตฺวา ราชาปิ ตุฏฺฐมานโส เปเสสิ หตฺถิทมกํ เฉกาจริยํ สุสิกฺขิตํ ฯ |๑๑.๕| คนฺตฺวา โส หตฺถิทมโก อทฺทส ปทุมสฺสเร ภิสมูฬาลํ ๓- อุทฺธรนฺตํ ยาปนตฺถาย มาตุยา ฯ |๑๑.๖| วิญฺญาย เม สีลคุณํ ลกฺขณํ อุปธารยิ เอหิ ปุตฺตาติ วตฺวาน โสณฺฑาย มม อคฺคหิ ฯ |๑๑.๗| ยํ เม ตทา ปากติกํ สรีรานุคตํ พลํ อชฺช นาคสหสฺสานํ พเลน สมสาทิสํ ฯ |๑๑.๘| ยทิหนฺเตสํ ปกุปฺเปยฺยํ อุเปตํ ๔- คหณาย มํ ปฏิพโล ภเว เตสํ ยาว รชฺชมฺปิ มานุสํ ฯ @เชิงอรรถ: ๑ ม. ยุ. วสติ ฯ ๒ ม. ยุ. อาฬก... ฯ ๓ ยุ. ภิสมูลํ ฯ ๔ ม. อุเปตานํ ฯ |๑๑.๙| อปิจาหํ สีลรกฺขาย สีลปารมิปูริยา น กโรมิ จิตฺเต อญฺญถตฺตํ ปกฺขิปนฺตํ มมาฬฺหเก ๑- ฯ |๑๑.๑๐| ยทิ เต มํ ตตฺถ โกเฏยฺยุํ ผรสูหิ โตมเรหิ จ เนว เตสํ ปกุปฺเปยฺยํ สีลขณฺฑภยา มมาติ ฯ สีลวนาคจริยํ ๒- ปฐมํ ฯ ทุติยํ ภูริทตฺตจริยํ🤖 AI จับคู่
Sakiṁsammajjakattherassāpadānaṁ paṭhamaṁ.
‹ กลับสารบัญ เล่ม ๓๓ — ขุททกนิกาย อปทาน ๒
ความน่าเชื่อถือ: ✓ ทางการ 🤖 AI จับคู่ ✎ ร่าง — "ร่าง" คือจับคู่อัตโนมัติ อาจคลาดเคลื่อน ยังไม่ตรวจทาน