‹ กลับ
ปัตโถทนทายกเถราปทาน
เล่ม ๓๓ — ขุททกนิกาย อปทาน ๒ · ข้อ 9 · ขุ.อป.๒. ๓๓/๓๑๙ ↗
👁 การแสดงผล
แตะเพื่อเปิด/ปิดแต่ละส่วน
เนื้อความทั้งข้อ
[๙] เมื่อก่อน เราเป็นคนชอบเที่ยวในป่า ประกอบการงานในป่าเสมอ เราถือเอาข้าวสุกแห่งข้าวสาลีแล่งหนึ่ง แล้วได้ไปทำงาน ณ ที่นั้น เราได้เห็นพระสยัมภูสัมพุทธเจ้าผู้ไม่พ่ายแพ้อะไรๆ เสด็จออกจาก ป่าเพื่อบิณฑบาต ครั้นแล้วเราได้ยังจิตให้เลื่อมใส เราประกอบใน ทางการงานของคนอื่น และบุญของเราก็ไม่มี มีแต่ข้าวสุกแห่ง ข้าวสารแล่งหนึ่ง เราจะนิมนต์พระมุนีนี้ให้เสวย เราหยิบข้าวสุก แห่งข้าวสาลีแล่งหนึ่งถวายแด่พระสยัมภู เมื่อเราเพ่งดูอยู่พระ มหามุนีทรงเสวย เพราะกรรมที่เราได้ทำไว้ดีแล้วนั้น และเพราะความ ตั้งเจตนาไว้ เราละร่างมนุษย์แล้วก็ไปสู่ดาวดึงสพิภพ เราได้เป็น จอมเทวดาเสวยราชสมบัติในเทวโลก ๓๒ ครั้ง เป็นพระเจ้าจักร- พรรดิราช ๓๓ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์ โดย คณนานับมิได้ เราเป็นผู้ถึงความสุข มียศ นี้เป็นผลของข้าวสุก แห่งข้าวสารแล่งหนึ่ง เมื่อเราท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อยภพใหญ่ ได้ ทรัพย์นับไม่ถ้วน ความบกพร่องในโภคทรัพย์มิได้มีแก่เราเลย นี้ เป็นผลของข้าวสุกแห่งข้าวสารแล่งหนึ่ง โภคทรัพย์เปรียบด้วย กระแสน้ำเกิดขึ้นแก่เรา เราไม่สามารถจะนับได้ นี้ก็เป็นผลของ ข้าวสุกแห่งข้าวสารแล่งหนึ่ง เพราะมีผู้เชื้อเชิญว่า เชิญเคี้ยวกิน สิ่งนี้ เชิญบริโภคสิ่งนี้ เชิญนอนบนที่นอนนี้ ฉะนั้น เราจึงเป็นคน มีความสุข นี้ก็เป็นผลของข้าวสุกแห่งข้าวสารแล่งหนึ่ง ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้เราได้ถวายทานใด ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้ก็ เป็นผลของข้าวสุกแห่งข้าวสารแล่งหนึ่ง เราเผากิเลสทั้งหลาย แล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระปัตโถทนทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. [๙] สมัยต่อมาจากพระอโนมทัสสีบรมศาสดา พระสัมพุทธเจ้าผู้อุดมกว่า สรรพสัตว์ มีพระนามว่าชื่อปทุม ผู้ไม่มีบุคคลเปรียบเสมอ ศีล ของพระองค์หาเสมอไม่ แม้สมาธิก็ไม่มีที่สุด พระญาณอันประเสริฐ นับไม่ถ้วน แม้วิมุตติก็ไม่มีอะไรเปรียบ แม้ในคราวที่พระองค์ผู้ ทรงเดชไม่มีอะไรเทียบเท่าทรงประกาศธรรมจักรธรรมาภิสมัยอัน กำจัดความมืดตื้อได้มี ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ พระพุทธธีรเจ้าทรงยังสัตว์ให้ ตรัสรู้ร้อยโกฏิ ครั้งที่ ๒ ทรงยังสัตว์ให้ตรัสรู้เก้าสิบโกฏิ และ ในคราวเมื่อ พระปทุมพุทธเจ้าตรัสสอนพระราชโอรส ของพระองค์ ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่สัตว์แปดสิบโกฏิพระปทุมบรมศาสดา ทรงมีการประชุมพระสาวก ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ พระสาวกมาประชุมกัน แสนโกฏิ เมื่อกฐินจีวรเกิดขึ้นในสมัยกรานกฐิน ภิกษุทั้งหลาย ช่วยกันเย็บจีวร เพื่อประโยชน์แก่พระธรรมเสนาบดี ครั้งนั้น ภิกษุเหล่านั้นล้วนปราศจากมลทินได้อภิญญา ๖ มีฤทธิ์มาก ผู้ไม่ พ่ายแพ้อะไรๆ สามแสนรูปมาประชุมกัน สมัยต่อมา ในคราวที่ พระบรมศาสดาผู้องอาจกว่านรชน ทรงเข้าจำพรรษาในป่าใหญ่ ครั้งนั้น พระสาวกสองแสนมาประชุมกัน สมัยนั้นเราเป็นราชสีห์ เป็นใหญ่กว่าฝูงมฤค ได้พบพระพิชิตมาร ซึ่งกำลังเจริญวิเวกอยู่ใน ป่าใหญ่ เราถวายบังคมพระยุคลบาทด้วยเศียรเกล้ากระทำประทักษิณ บันลือสีหนาท ๓ ครั้ง บำรุงพระพิชิตมารอยู่ ๗ วัน ครบ ๗ วัน แล้วพระตถาคตเสด็จออกจากสมาบัติอันประเสริฐทรงดำริด้วยพระ- ทัยให้พระภิกษุมาประชุมกันโกฏิหนึ่ง แม้ครั้งนั้น พระมหาวีรเจ้า พระองค์นั้น ก็ทรงพยากรณ์เราในท่ามกลางภิกษุเหล่านั้นว่าผู้นี้จักได้ เป็นพระพุทธเจ้าในโลก ............................ ข้ามแม่น้ำใหญ่ ฉะนั้นเรา ได้ฟังพระพุทธพยากรณ์แม้นั้นแล้ว ยังจิตให้เลื่อมใสอย่างยิ่ง ได้อธิษฐานวัตรในการบำเพ็ญบารมี ๑๐ ให้ยิ่งขึ้น พระนครชื่อว่า จัมปกะ พระบรมกษัตริย์พระนามว่าอสมะ เป็นพระชนกของพระปทุมบรมศาสดา พระนางอสมาเป็นพระชนนี พระองค์ทรงครอบครองอคารสถานอยู่สองหมื่นปี ทรงมีปราสาทอัน ประเสริฐ ๓ ปราสาท ชื่อนันทะ วสุ และอสัตตระ ทรงมีพระ- สนมานารีกำนัลในสามหมื่นสามพันนาง ล้วนประดับประดาสวยงาม พระมเหสีพระนามว่าอุตตรา พระราชโอรสพระนามว่ารัมมะ พระองค์ทรงเห็นนิมิต ๔ ประการ จึงเสด็จออกผนวชด้วยราชรถ อันเป็นราชยาน ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ ๘ เดือนเต็ม พระปทุมมหาวีร เจ้าผู้เป็นนายกของโลก อันพรหมทูลอาราธนาแล้ว ทรงประกาศ พระธรรมจักร ณ ธนัญชราชอุทยานอันประเสริฐทรงมีพระสาลเถระ และพระอุปสาลเถระเป็นพระอัครสาวก พระเถระชื่อว่าวรุณเป็น พระพุทธุปัฏฐากพระราธาเถรีและพระสุราธาเถรีเป็นพระอัครสาวิกา ไม้โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นเรียกกันว่าไม้อ้อยช้าง ใหญ่ สภิยอุบาสกและอสมอุบาสก เป็นอัครอุปัฏฐาก รุจิอุบาสิกา และนันทิมาราอุบาสิกา เป็นอัครอุปัฏฐายิกา พระมหามุนีพระกายสูง ๕๘ ศอก พระองค์ทรงมีพระรัศมีไม่มีอะไรเสมอแผ่ออกไปทั่วทิศ รัศมีพระจันทร์ รัศมีพระอาทิตย์ แสงรัตนะ และแสงแก้วมณี แม้ทุกอย่างนั้น ครั้นมาถึงรัศมีอันสูงสุดของพระชินเจ้า ย่อมหายไป ครั้งนั้นมนุษย์มีอายุแสนปี พระองค์ทรงดำรงพระชนมายุอยู่เท่านั้น ทรงช่วยให้หมู่ชนข้ามพ้นวัฏสงสารได้เป็นอันมาก พระองค์ทรงยัง สัตว์ผู้มีอัธยาศัยแก่กล้าให้ตรัสรู้โดยไม่เหลือ ทรงพร่ำสอนชนที่ เหลืออื่นๆ แล้ว เสด็จนิพพานพร้อมด้วยพระสาวก พระองค์ทรง ละทิ้งสังขารทั้งปวง เหมือนงูลอกคราบอันเก่า ดังต้นไม้สลัดใบเก่า แล้วเสด็จนิพพานเหมือนไฟดับ ฉะนั้น พระพิชิตมารผู้ประเสริฐ บรมศาสดาพระนามว่าปทุม เสด็จนิพพาน ณ ธรรมาราม พระธาตุ ของพระองค์แผ่ไปกว้างในประเทศนั้นๆ ฉะนี้แล. [๙] นางกษัตริย์พระนามว่าผุสสดีพระชนนีของเรา พระนางเป็นมเหสี ของท้าวสักกะ ในชาติที่ล่วงมาแล้ว ท้าวสักกะจอมเทพทรงเห็นว่า พระนางจะสิ้นอายุ จึงตรัสดังนี้ว่า เราจะให้พร ๑๐ ประการแก่เธอ นางผู้เจริญ จะปรารถนาพรอันใด พอท้าวสักกะตรัสอย่างนี้เท่านั้น พระเทวีนั้นได้ทูลท้าวสักกะ ดังนี้ว่า หม่อมฉันมีความผิดอะไรหรือ หรือพระองค์เกลียดหม่อมฉันเพราะเหตุใด จึงจะให้หม่อมฉัน เคลื่อนจากสถานอันรื่นรมย์เหมือนลมพัดให้ต้นไม้หวั่นไหว ฉะนั้น เมื่อพระนางผุสสดีตรัสอย่างนี้ ท้าวสักกะนั้นได้ตรัสกะพระนางดังนี้ อีกว่า เธอไม่ได้ทำความชั่วเลย และจะไม่เป็นที่รักของเราก็หามิได้ แต่อายุของเธอมีประมาณเท่านี้เอง เวลานี้เป็นเวลาที่เธอจักต้องจุติ เธอจงรับเอาพร ๑๐ ประการอันประเสริฐสุด ที่ฉันให้เถิด พระนาง ผุสสดีนั้น มีพระทัยยินดี ร่าเริงเบิกบานพระทัย ทรงรับเอาพร ๑๐ ประการซึ่งเป็นพรอันท้าวสักกะพระราชทานทรงทำเราไว้ในภายใน พระนางผุสสดีนั้น จุติจากดาวดึงส์นั้นแล้ว มาบังเกิดในตระกูล กษัตริย์ ได้สมาคมกับพระเจ้ากรุงสญชัย (เป็นมเหสีของพระเจ้า กรุงสญชัย) ในพระนครเชตุดร ในกาลเมื่อเราลงสู่พระครรภ์ของ พระนางผุสสดี พระมารดาที่รัก ด้วยเดชของเรา พระมารดาของเรา เป็นผู้ยินดีในทานทุกเมื่อ ทรงให้ทานแก่คนยากจน คนป่วยไข้ (กระสับกระส่าย) คนแก่ ยาจก คนเดินทาง สมณพราหมณ์คนสิ้น เนื้อประดาตัว คนไม่มีอะไรเลย พระนางผุสสดีทรงพระครรภ์ครบ ๑๐ เดือน เมื่อพระเจ้าสญชัยทรงทำประทักษิณพระนคร พระนางก็ ประสูติเรา ณ ท่ามกลางถนนของพวกคนค้าขาย นามของเราจึงไม่ เนื่องข้างฝ่ายพระมารดา และไม่เกิดเนื่องข้างฝ่ายพระบิดา เพราะเรา เกิดที่ถนนของคนค้าขายนี้ ฉะนั้น เราจึงมีชื่อว่าเวสสันดร ในกาล เมื่อเราเป็นทารกอายุ ๘ ปีแต่กำเนิด ในกาลนั้น เรานั่งอยู่ในปราสาท คิดเพื่อจะให้ทานว่า เราพึงให้หทัย จักษุ แม้เนื้อและเลือด เราพึง ให้ทานทั้งกาย ถ้าใครได้ยินแล้ว พึงขอกะเรา เมื่อเราคิดถึงความ เป็นจริง จิตของเราไม่หวั่นไหว ไม่หดหู่ ในขณะนั้น แผ่นดิน เขาสิเนรุราชและป่าหิมพานต์ได้หวั่นไหว ในเดือนเต็มวันอุโบสถที่ ๑๕ ทุกกึ่งเดือน เราขึ้นคอมงคลหัตถีปัจจัยนาค เข้าไปยังศาลาเพื่อ จะให้ทานพราหมณ์ทั้งหลายชาวกาลิงครัฐ ได้มาหาเราได้ขอพระ ยาคชสารทรง อันประกอบด้วยมงคลหัตถีกะเราว่า ชนบทฝนไม่ตก เกิดทุพภิกขภัย อดอยากมากมาย ขอพระองค์ทรงโปรดพระราชทาน พระยาคชสารตัวประเสริฐ เผือกผ่อง อันเป็นช้างมงคลอุดม พราหมณ์ทั้งหลายขอสิ่งใดกะเรา เราย่อมให้สิ่งนั้นไม่หวั่นไหวเลย เราไม่ซ่อนเร้นของที่มีอยู่ ใจของเรายินดีในทาน เมื่อยาจกมาถึงแล้ว การห้าม (การไม่ให้) ไม่สมควรแก่เรา กุศลสมาทานของเราอย่า ทำลายเสีย เราจักให้คชสารตัวประเสริฐ เราได้จับงวงพระยาคชสาร วางลงบนมือพราหมณ์แล้วจึงหลั่งน้ำเต้าทองลงบนมือ ได้ให้พระ- ยาคชสารแก่พราหมณ์ เมื่อเราให้พระยามงคลคชสารอันอุดม เผือก ผ่อง อีก แม้ในกาลนั้น แผ่นดินเขาสิเนรุราช และป่าหิมพานต์ ก็ได้หวั่นไหว เพราะเราให้พระยาคชสารนั้น ชาวพระนครสีพีพากัน โกรธเคือง มาประชุมกันแล้ว ขับไล่เราจากแว่นแคว้นของตนว่า จงไปยังภูเขาวงกต เมื่อชาวพระนครเหล่านั้นขับไล่ จิตของเราไม่ หวั่นไหว ไม่หดหู่ เราได้ขอพรอย่างหนึ่ง เพื่อจะยังมหาทานให้เป็น ไป เมื่อเราขอแล้ว ชาวพระนครสีพีทั้งหมด ได้ให้พรอย่างหนึ่ง แก่เรา เราจึงให้เอากลองคู่หนึ่งไปตีประกาศว่าเราจะให้มหาทาน ครั้นเมื่อเราให้ทานอยู่ในโรงทานนั้น เสียงดังกึกก้องอึงมี่ย่อมเป็นไป ว่า ชาวพระนครสีพีขับไล่พระเวสสันดรนี้เพราะให้ทาน พระองค์ จะยังให้ทานอีกเล่า เราได้ให้ช้าง ม้า รถ ทาสี ทาส แม่โค ทรัพย์ ครั้นให้มหาทานแล้ว ก็ออกจากพระนครไปในกาลนั้น ครั้นเราออก จากพระนครแล้ว กลับผินหน้ามาเหลียวดู แม้ในกาลนั้น แผ่นดิน เขาสิเนรุราชและป่าหิมพานต์ ก็หวั่นไหว เราให้ม้าสินธพ ๔ ตัว และรถ แล้วยืนอยู่ที่ทางใหญ่ ๔ แยก ผู้เดียวไม่มีเพื่อนสอง ได้ กล่าวกะพระนางมัทรีเทวีดังนี้ว่า ดูกรแม่มัทรี เธอจงอุ้มกัณหากุมารี เถิด เพราะเธอเป็นน้องคงเบากว่า พี่จะอุ้มพ่อชาลี เพราะเขาเป็นพี่ คงจะหนักพระนางมัทรีทรงอุ้มแม่กัณหาผู้อ่อนนุ่ม ดังดอกปทุมและ บัวขาว เราได้อุ้มพ่อชาลีหน่อกษัตริย์ เปรียบดังแท่งทองคำชนทั้ง ๔ เป็นกษัตริย์สุขุมาลชาติเกิดในสกุลสูง ได้เสด็จดำเนินไปตามทางอัน ขรุขระและราบเรียบ ไปยังเขาวงกต มนุษย์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง เดิน ตามมาในหนทางก็ดี สวนทางมาก็ดี เราทั้งหลายได้ไต่ถามเขาถึง หนทางว่า เขาวงกตอยู่ที่ไหน เขาเห็นเราทั้งหลาย ณ ที่นั้นแล้ว ได้ เปล่งเสียงอันประกอบด้วยกรุณาว่า กษัตริย์เหล่านี้คงจะต้องได้เสวย ทุกข์อย่างยิ่ง เพราะเขาวงกตยังไกล ถ้าพระกุมารทั้งหลายเห็นต้นไม้ อันมีผลในป่าใหญ่ พระกุมารกุมารีก็จะทรงกรรแสง เพราะเหตุแห่ง ผลไม้เหล่านั้น ต้นไม้ทั้งหลายอันสูงใหญ่ไพศาล เห็นพระกุมาร กุมารีทรงกรรแสงก็โน้มยอดลงมาหาพระกุมารและพระกุมารีเอง พระนางมัทรีผู้ทรงความงามทั่วสรรพางค์ ทรงเห็นความอัศจรรย์นี้ อันไม่เคยมีมา น่าขนลุกขนพอง จึงยังสาธุการให้เป็นไปว่า ความ อัศจรรย์อันไม่เคยมีในโลก บังเกิดขนชูชันหนอ หมู่ไม้น้อมยอดลง มาเอง ด้วยเดชแห่งพระเวสสันดร เทวดาทั้งหลายได้ย่นทางให้ ด้วย ความเอ็นดูพระกุมารกุมารี ในวันที่เราออกจากพระนครสีพีนั้นเอง เราทั้ง ๔ ได้ไปถึงเจตรัฐ ในกาลนั้น พระราชา (เจ้า) หกหมื่นองค์ อยู่ในพระนครมาตุละ ต่างก็ประนมกรอัญชลีพากันร้องไห้มาหา เรา เจรจาปราศรัยกับโอรสของพระเจ้าเจตราชเหล่านี้อยู่ ณ ที่นั้น ให้ โอรสของพระเจ้าเจตราชเหล่านั้นกลับที่ประตูนั้นแล้ว ได้ไปยังเขา วงกต ท้าวสักกะจอมเทวดา ตรัสเรียกวิสสุกรรมเทพบุตรผู้มีฤทธิ์ มาก แล้วรับสั่งให้ไปเนรมิตบรรณศาลาอย่างสวยงาม น่ารื่นรมย์ สำหรับเป็นอาศรม เราทั้ง ๔ คน มาถึงป่าใหญ่อันเงียบเสียงอื้ออึง ไม่เกลื่อนกล่นด้วยฝูงชนอยู่ในบรรณศาลานั้น ณ เชิงเขา ในกาลนั้น เขา พระนางมัทรีเทวี พ่อชาลีและแม่กัณหาทั้งสอง บรรเทาความ เศร้าโศกของกันและกันอยู่ในอาศรม เรารักษาเด็กทั้งสองอยู่ใน อาศรม อันไม่ว่างเปล่า พระนางมัทรีนำผลไม้มาเลี้ยงคนทั้งสาม เมื่อเราอยู่ในป่าใหญ่ ชูชกพราหมณ์เดินเข้ามาหาเรา ได้ขอบุตร ทั้งสองของเรา คือ พ่อชาลีและแม่กัณหาชินา เพราะได้เห็นยาจก เข้ามาหา ความร่าเริงเกิดขึ้นแก่เรา ในกาลนั้น เราได้พาบุตรทั้งสอง มาให้แก่พราหมณ์ เมื่อเราสละบุตรทั้งสองของตนให้แก่ชูชก พราหมณ์ในกาลใด แม้ในกาลนั้น แผ่นดิน เขาสิเนรุราช และ ป่าหิมพานต์ ก็หวั่นไหว ท้าวสักกะทรงแปลงเพศเป็นพราหมณ์ เสด็จลงจากเทวโลก มาขอนางมัทรีผู้มีศีลมีจริยาวัตรอันงาม กะเรา อีก เรามีความดำริแห่งใจอันเลื่อมใส จับพระหัตถ์พระนางมัทรี ยัง ฝ่ามือให้เต็มด้วยน้ำ ได้ให้พระนางมัทรีแก่พราหมณ์นั้น เมื่อเราให้ พระนางมัทรี หมู่เทวดาในอากาศเบิกบาน (พลอยยินดี) แม้ใน กาลนั้น แผ่นดิน เขาสิเนรุราช และป่าหิมพานต์ ก็หวั่นไหว เรา สละพ่อชาลีแม่กัณหาชินาผู้ธิดา และพระนางมัทรีเทวีผู้มีจริยาวัตร อันงาม ไม่คิดถึงเลย เพราะเหตุแห่งโพธิญาณนั่นเอง เราจะ เกลียดบุตรทั้งสองหามิได้ จะเกลียดพระนางมัทรีก็หามิได้ แต่ สัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา ฉะนั้นเราให้บุตรและภรรยาผู้เป็นที่ รัก อีกครั้งหนึ่ง เมื่อพระมารดาและพระบิดาเสด็จมาพร้อมกัน ณ ป่าใหญ่ ทรงกรรแสงสะอึกสะอื้นน่าสงสาร ตรัสถามถึงสุขทุกข์กัน อยู่ เราได้เข้าเฝ้าพระมารดาและพระบิดาทั้งสองผู้เป็นที่เคารพด้วย หิริและโอตตัปปะ แม้ในกาลนั้น แผ่นดินเขาสิเนรุราช และป่า หิมพานต์ ก็หวั่นไหวอีกครั้งหนึ่งเรากับบรรดาพระญาติของเราออก จากป่าใหญ่ จักเข้าสู่พระนครเชตุดร อันเป็นนครน่ารื่นรมย์ แก้ว ๗ ประการตกลงแล้ว มหาเมฆยังฝนให้ตก (มหาเมฆยังฝนแก้ว ๗ ประการให้ตกลง) แม้ในกาลนั้นแผ่นดิน เขาสิเนรุราชและป่า หิมพานต์ ก็หวั่นไหว แม้แผ่นดินนี้ไม่มีจิตใจไม่รู้สุขและทุกข์ ก็หวั่นไหวถึง ๗ ครั้ง เพราะกำลังแห่งทานของเรา ฉะนี้แล.
เทียบรายประโยค (55 ประโยค)
tha-ap421:1.1 #
วนจารี ปุเร อาสึ🤖 AI จับคู่
“Vanacārī pure āsiṁ,
อ้างอิงสยามรัฐ 33.20 · ฉัฏฐสังคายนา 57.414
tha-ap421:1.2 #
สตตํ วนกมฺมิโก🤖 AI จับคู่
satataṁ vanakammiko;
tha-ap421:1.3 #
ปตฺโถทนํ คเหตฺวาน🤖 AI จับคู่
Patthodanaṁ gahetvāna,
tha-ap421:1.4 #
กมฺมนฺตํ อคมาสหํ ฯ🤖 AI จับคู่
kammantaṁ agamāsahaṁ.
tha-ap421:2.1 #
ตตฺถทฺทสาสึ สมฺพุทฺธํ🤖 AI จับคู่
Tatthaddasāsiṁ sambuddhaṁ,
tha-ap421:2.2 #
สยมฺภุํ อปราชิตํ🤖 AI จับคู่
sayambhuṁ aparājitaṁ;
tha-ap421:2.3 #
วนา ปิณฺฑาย นิกฺขนฺตํ🤖 AI จับคู่
Vanā piṇḍāya nikkhantaṁ,
tha-ap421:2.4 #
ทิสฺวา จิตฺตํ ปสาทยึ ฯ🤖 AI จับคู่
disvā cittaṁ pasādayiṁ.
tha-ap421:3.1 #
ปรกมฺมายเน ยุตฺโต🤖 AI จับคู่
Parakammāyane yutto,
tha-ap421:3.2 #
ปุญฺญญฺจ เม น วิชฺชติ🤖 AI จับคู่
puññañca me na vijjati;
tha-ap421:3.3 #
อยํ ปตฺโถทโน อตฺถิ🤖 AI จับคู่
Ayaṁ patthodano atthi,
tha-ap421:3.4 #
โภชยิสฺสามิมํ มุนึ ฯ🤖 AI จับคู่
bhojayissāmahaṁ muniṁ.
tha-ap421:4.1 #
ปตฺโถทนํ คเหตฺวาน🤖 AI จับคู่
Patthodanaṁ gahetvāna,
tha-ap421:4.2 #
สยมฺภุสฺส อทาสหํ🤖 AI จับคู่
sayambhussa adāsahaṁ;
tha-ap421:4.3 #
มม นิชฺฌายมานสฺส🤖 AI จับคู่
Mama nijjhāyamānassa,
tha-ap421:4.4 #
ปริภุญฺชิ มหามุนิ ฯ🤖 AI จับคู่
paribhuñji tadā muni.
tha-ap421:5.1 #
เตน กมฺเมน สุกเตน🤖 AI จับคู่
Tena kammena sukatena,
tha-ap421:5.2 #
เจตนาปณิธีหิ จ🤖 AI จับคู่
cetanāpaṇidhīhi ca;
tha-ap421:5.3 #
ชหิตฺวา มานุสํ เทหํ🤖 AI จับคู่
Jahitvā mānusaṁ dehaṁ,
tha-ap421:5.4 #
ตาวตึสํ อคญฺฉหํ ฯ |๙.๑๗๕| ทฺว🤖 AI จับคู่
tāvatiṁsamagacchahaṁ.
tha-ap421:6.1 #
ตฺตึสกฺขตฺตุํ ๑- เทวินฺโท🤖 AI จับคู่
Chattiṁsakkhattuṁ devindo,
อ้างอิงPTS 2.377
tha-ap421:6.2 #
เทวรชฺชมการยึ🤖 AI จับคู่
devarajjamakārayiṁ;
tha-ap421:6.3 #
เตตฺตึสกฺขตฺตุํ ราชา จ🤖 AI จับคู่
Tettiṁsakkhattuṁ rājā ca,
tha-ap421:6.4 #
จกฺกวตฺติ ภวิสฺสติ ๒- ฯ🤖 AI จับคู่
cakkavattī ahosahaṁ.
tha-ap421:7.1 #
ปเทสรชฺชํ วิปุลํ🤖 AI จับคู่
Padesarajjaṁ vipulaṁ,
tha-ap421:7.2 #
คณนาโต อสงฺขยํ🤖 AI จับคู่
gaṇanāto asaṅkhiyaṁ;
tha-ap421:7.3 #
สุขิโต ยสวา โหมิ🤖 AI จับคู่
Sukhito yasavā homi,
tha-ap421:7.4 #
ปตฺโถทนสฺสิทํ ผลํ ฯ🤖 AI จับคู่
patthodanassidaṁ phalaṁ.
tha-ap421:8.1 #
ภวาภเว สํสรนฺโต🤖 AI จับคู่
Bhavābhave saṁsaranto,
tha-ap421:8.2 #
ลภามิ อมิตํ ธนํ🤖 AI จับคู่
labhāmi amitaṁ dhanaṁ;
tha-ap421:8.3 #
โภเค เม อูนตา นตฺถิ🤖 AI จับคู่
Bhoge me ūnatā natthi,
tha-ap421:8.4 #
ปตฺโถทนสฺสิทํ ผลํ ฯ🤖 AI จับคู่
patthodanassidaṁ phalaṁ.
tha-ap421:9.1 #
นทีโสตปฏิภาคา🤖 AI จับคู่
Nadīsotapaṭibhāgā,
อ้างอิงพุทธชยันตี 37.1.84
tha-ap421:9.2 #
โภคา นิพฺพตฺตเร มม🤖 AI จับคู่
bhogā nibbattare mama;
tha-ap421:9.3 #
ปริเมตุํ น สกฺโกมิ🤖 AI จับคู่
Parimetuṁ na sakkomi,
tha-ap421:9.4 #
ปตฺโถทนสฺสิทํ ผลํ ฯ🤖 AI จับคู่
patthodanassidaṁ phalaṁ.
tha-ap421:10.1 #
อิมํ ขาท อิมํ ภุญฺช🤖 AI จับคู่
Imaṁ khāda imaṁ bhuñja,
อ้างอิงสยามรัฐ 33.21
tha-ap421:10.2 #
อิมมฺหิ สยเน สย🤖 AI จับคู่
imamhi sayane saya;
tha-ap421:10.3 #
เตนาหํ สุขิโต โหมิ🤖 AI จับคู่
Tenāhaṁ sukhito homi,
tha-ap421:10.4 #
ปตฺโถทนสฺสิทํ ผลํ ฯ |๙.๑๗๙| เอก🤖 AI จับคู่
patthodanassidaṁ phalaṁ.
tha-ap421:11.1 #
นวุเต ๑- อิโต กปฺเป🤖 AI จับคู่
Catunnavutito kappe,
tha-ap421:11.2 #
ยํ ทานมททึ ตทา🤖 AI จับคู่
yaṁ dānamadadiṁ tadā;
tha-ap421:11.3 #
ทุคฺคตึ นาภิชานามิ🤖 AI จับคู่
Duggatiṁ nābhijānāmi,
tha-ap421:11.4 #
ปตฺโถทนสฺสิทํ ผลํ ฯ🤖 AI จับคู่
patthodanassidaṁ phalaṁ.
tha-ap421:12.1 #
กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺ🤖 AI จับคู่
Kilesā jhāpitā mayhaṁ,
อ้างอิงฉัฏฐสังคายนา 57.415
tha-ap421:12.2 #
เพ สมูหตา นาโคว พนฺธนํ เฉตฺวา🤖 AI จับคู่
…pe…
tha-ap421:12.3 #
วิหรามิ อนาสโว ฯ🤖 AI จับคู่
viharāmi anāsavo.
tha-ap421:13.1 #
สฺวาคตํ วต เม อาสิ มม พุทฺธสฺส สนฺติ🤖 AI จับคู่
Svāgataṁ vata me āsi,
tha-ap421:13.2 #
เก ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา🤖 AI จับคู่
…pe…
tha-ap421:13.3 #
กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ🤖 AI จับคู่
kataṁ buddhassa sāsanaṁ.
tha-ap421:14.1 #
ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขา🤖 AI จับคู่
Paṭisambhidā catasso,
tha-ap421:14.2 #
ปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา🤖 AI จับคู่
…pe…
tha-ap421:14.3 #
กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ🤖 AI จับคู่
kataṁ buddhassa sāsanaṁ”.
tha-ap421:15.1 #
อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา ปตฺโถทนทายโก เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ🤖 AI จับคู่
Itthaṁ sudaṁ āyasmā patthodanadāyako thero imā gāthāyo abhāsitthāti.
tha-ap421:16.1 #
ปตฺโถทนทายกตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ ทสมํ มญฺจทายกตฺเถราปทานํ (๔๒๐) [๙] |๙.๑| อโนมทสฺสิสฺส อปเรน สมฺพุทฺโธ ทิปทุตฺตโม ปทุโม นาม นาเมน อสโม อปฺปฏิปุคฺคโล ฯ |๙.๒| ตสฺสาปิ อสมํ สีลํ สมาธิปิ อนนฺตโก ๑- อสงฺเขยฺยํ ญาณวรํ วิมุตฺติปิ อนูปมา ฯ |๙.๓| ตสฺสาปิ อตุลเตชสฺส ธมฺมจกฺกปฺปวตฺตเน อภิสมยา ตโย อาสุํ มหาตม ปวาหนา ฯ |๙.๔| ปฐมาภิสมเย พุทฺโธ โกฏิสตมโพธยิ ทุติยาภิสมเย ธีโร นวุติโกฏิมโพธยิ ฯ |๙.๕| ยทา จ ปทุโม พุทฺโธ โอวทิ สกมตฺรชํ ตทา อสีติโกฏีนํ ตติยาภิสมโย อหุ ฯ |๙.๖| สนฺนิปาตา ตโย อาสุํ ปทุมสฺส มเหสิโน โกฏิ สตสหสฺสานํ ปฐโม อาสิ สมาคโม ฯ |๙.๗| กฐินตฺถารสมเย อุปฺปนฺเน กฐินจีวเร ธมฺมเสนาปติตฺถาย ๒- ภิกฺขู สิพฺพึสุ จีวรํ ฯ |๙.๘| ตทา เต วิมลา ภิกฺขู ฉฬภิญฺญา มหิทฺธิกา ตีณิ สตสหสฺสานิ สมึสุ อปราชิตา ฯ |๙.๙| ปุนาปรํ โส นรวุสโภ ๓- ปวเน วาสํ อุปาคมิ ตทา สมาคโม อาสิ ทฺวินฺนํ สตสหสฺสานํ ฯ |๙.๑๐| อหนฺเตน สมเยน สีโห อาสึ มิคาภิภู@เชิงอรรถ: ๑ ยุ. อนนฺตกา ฯ ๒ ยุ. ... ปตตฺถาย ฯ ๓ ม. ยุ. นราสโภ ฯ วิเวกมนุพฺรูหนฺตํ ปวเน อทฺทสํ ชินํ ฯ |๙.๑๑| วนฺทิตฺวา สิรสา ปาเท กตฺวาน ตํ ปทกฺขิณํ ติกฺขตฺตุํ อภินาทิตฺวา ๑- สตฺตาหํ ชินมุปฏฺฐหึ ฯ |๙.๑๒| สตฺตาหํ วรสมาปตฺติยา วุฏฺฐหิตฺวา ตถาคโต มนสา จินฺตยิตฺวาน โกฏิภิกฺขู สมานยิ ฯ |๙.๑๓| ตทาปิ โส มหาวีโร เตสํ มชฺเฌ วิยากริ อปริเมยฺเย อิโต กปฺเป อยํ พุทฺโธ ภวิสฺสติ ฯ |๙.๑๔| อหุ กปิลวฺหยา รมฺมา นิกฺขมิตฺวา ตถาคโต ปธานํ ปทหิตฺวาน กตฺวา ทุกฺกรการิกํ ฯ |๙.๑๕| อชปาลรุกฺขมูลสฺมึ นิสีทิตฺวา ตถาคโต ตตฺถ ปายาสํ ปคฺคยฺห เนรญฺชรมุเปหิติ ฯ |๙.๑๖| เนรญฺชราย ตีรมฺหิ ปายาสํ อทิ โส ชิโน ปฏิยตฺต วรมคฺเคน โพธิมูลมฺหิ เอหิติ ฯ |๙.๑๗| ตโต ปทกฺขิณํ กตฺวา โพธิมณฺฑํ อนุตฺตรํ อสฺสตฺถรุกฺขมูลมฺหิ พุชฺฌิสฺสติ มหายโส ฯ |๙.๑๘| อิมสฺส ชนิกา มาตา มายา นาม ภวิสฺสติ ปิตา สุทฺโธทโน นาม อยํ เหสฺสติ โคตโม ฯ |๙.๑๙| อนาสวา วีตราคา สนฺตจิตฺตา สมาหิตา โกลิโต อุปติสฺโส จ อคฺคา เหสฺสนฺติ สาวกา อานนฺโท นามุปฏฺฐาโก อุปฏฺฐิสฺสติมํ ชินํ ฯ @เชิงอรรถ: ๑ ยุ. อภินนฺทิตฺวา ฯ |๙.๒๐| เขมา อุปฺปลวณฺณา จ อคฺคา เหสฺสนฺติ สาวิกา อนาสวา วีตราคา สนฺตจิตฺตา สมาหิตา ฯ |๙.๒๑| โพธิ ตสฺส ภควโต อสฺสตฺโถติ ปวุจฺจติ จิตฺโต จ หตฺถาฬวโก อคฺคา เหสฺสนฺตุปฏฺฐกา ฯ |๙.๒๒| นนฺทมาตา จ อุตฺตรา อคฺคา เหสฺสนฺตุปฏฺฐิกา อายุ วสฺสสตํ ตสฺส โคตมสฺส ยสสฺสิโน ฯ |๙.๒๓| อิทํ สุตฺวาน วจนํ อสมสฺส มเหสิโน อาโมทิตา นรมรู พุทฺธวีชงฺกุโร อยํ ฯ |๙.๒๔| อุกฺกุฏฺฐิสทฺทา วตฺตนฺติ อปฺโผเฏนฺติ หสนฺติ จ กตญฺชลี นมสฺสนฺติ ทสสหสฺสี สเทวกา ฯ |๙.๒๕| ยทิมสฺส โลกนาถสฺส วิรชฺฌิสฺสาม สาสนํ อนาคตมฺหิ อทฺธาเน เหสฺสาม สมฺมุขา อิมํ ฯ |๙.๒๖| ยถา มนุสฺสา นทึ ตรนฺตา ปฏิติตฺถํ วิรชฺฌิย เหฏฺฐา ติตฺถํ คเหตฺวาน อุตฺตรนฺติ มหานทึ ฯ |๙.๒๗| เอวเมว มยํ สพฺเพ ยทิ มุญฺจามิมํ ชินํ อนาคตมฺหิ อทฺธาเน เหสฺสาม สมฺมุขา อิมํ ฯ |๙.๒๘| ตสฺสาปิ วจนํ สุตฺวา ภิยฺโย จิตฺตํ ปสาทยึ อุตฺตรึ วตฺตมธิฏฺฐาสึ ทสปารมิปูริยา ฯ |๙.๒๙| จมฺปกํ นาม นครํ อสโม นาม ขตฺติโย อสมา นาม ชนิกา ปทุมสฺส มเหสิโน ฯ |๙.๓๐| ทสวสฺสสหสฺสานิ อคารํ อชฺฌาวสิ โส นนฺโท วสุ ยสตฺตโร ๑- ตโย ปาสาท มุตฺตมา ฯ |๙.๓๑| เตตฺตึส [๙] |๙.๖๘| ยา เม อโหสิ ชนิกา ผุสฺสตี นาม ขตฺติยา สา อตีตาสุ ชาตีสุ สกฺกสฺส มเหสี สิยา ๒- ฯ |๙.๖๙| ตสฺสา อายุกฺขยํ ทิสฺวา ๓- เทวินฺโท เอตทพฺรวิ ททามิ เต ทสวเร วรภทฺเท ยทิจฺฉสิ ฯ |๙.๗๐| เอวํ วุตฺตาว ๔- สา เทวี สกฺกํ ปุนิทมพฺรวิ กึ นุ เม อปราธตฺถิ กึ นุ เทสฺสา อหนฺตว รมฺมา จาเวสิ มํ ฐานา วาโตว ธรณีรุหํ ๕- ฯ |๙.๗๑| เอวํ วุตโตว ๖- โส สกฺโก ปุน ตสฺสิทมพฺรวิ น เจว เต กตํ ปาปํ น จ เม ตฺวมสิ อปฺปิยา ฯ |๙.๗๒| เอตฺตกํเยว เต อายุ จวนกาโล ภวิสฺสติ ฯ ปฏิคฺคณฺห มยา ทินฺเน วเร ทส วรุตฺตเม ฯ @เชิงอรรถ: ๑ ม. ยุ. อตฺตา น เมน เทสฺสิโย ฯ ๒ ม. ปิยา ฯ ยุ. จ มเหสิยา ฯ ๓ ม. ยุ.@ญตฺวา ฯ ๔ ม. ยุ. วุตฺตา จ สา เทวี ฯ ๕ ยุ. ธรณึ รุหํ ฯ ๖ ยุ. เอวํ วุตฺเต จ@โส สกฺโก ฯ |๙.๗๓| สกฺเกน สา ทินฺนวรา ตุฏฺฐหฏฺฐา ปโมทิตา มมํ อพฺภนฺตรํ กตฺวา ผุสฺสตี ทส วเร วริ ฯ |๙.๗๔| ตโต จุตา สา ผุสฺสตี ขตฺติเย อุปปชฺชถ เชตุตฺตรมฺหิ นคเร สญฺชเยน สมาคมิ ฯ |๙.๗๕| ยทาหํ ผุสฺสติยา กุจฺฉึ โอกฺกนฺโต ปิยมาตุยา มม เตเชน เม มาตา สทา ทานรตา อหุ ฯ |๙.๗๖| อธเน อาตุเร ชิณฺเณ ยาจเก อทฺธิเก ๑- ชเน สมเณ พฺราหฺมเณ ขีเณ เทติ ทานํ อกิญฺจเน ฯ |๙.๗๗| ทส มาเส ธารยิตฺวา กโรนฺเต ปุรํ ปทกฺขิณํ เวสฺสานํ วีถิยา มชฺเฌ ชเนสิ ผุสฺสตี มมํ ฯ |๙.๗๘| น มยฺหํ มตฺติกํ นามํ นปิ เปตฺติกสมฺภวํ ๒- ชาเตตฺถ ๓- เวสฺสวีถิยํ ตสฺมา เวสฺสนฺตโร อหุ ฯ |๙.๗๙| ยทาหํ ทารโก โหมิ ชาติยา อฏฺฐวสฺสิโก ตทา นิสชฺช ปาสาเท ทานํ ทาตุํ วิจินฺตยึ ฯ |๙.๘๐| หทยํ ทเทยฺยํ จกฺขุํ มํสํปิ รุธิรํปิ จ ๔- ทเทยฺยํ กายํ สาเวตฺวา ยทิ โก ๕- ยาจเย มมํ ฯ |๙.๘๑| สภาวํ จินฺตยนฺตสฺส อกปฺปิตมสณฺฐิตํ ๖- อกมฺปิ ตตฺถ ปฐวี สิเนรุวนวฏํสกา ฯ |๙.๘๒| อนฺวฑฺฒมาเส ปนฺนรเส ปุณฺณมาเส อุโปสเถ ปจฺจยํ นาคมารุยฺห ทานํ ทาตุํ อุปาคมึ ฯ @เชิงอรรถ: ๑ ยุ. ปฏฺฐิเก ฯ ๒ ยุ. เมตฺติกสมฺภวํ ฯ ๓ ยุ. ชาโตมฺหิ ฯ ๔ ยุ. รุหิรํปิจ ฯ@๕ ม. ยุ. โกจิ ฯ ๖ ม. ยุ. อกมฺปิตม... ฯ |๙.๘๓| กาลิงฺครฏฺฐวิสยา พฺราหฺมณา อุปคจฺฉุ มํ อยาจุํ มํ หตฺถินาคํ ธญฺญํ มงฺคลสมฺมตํ ฯ |๙.๘๔| อวุฏฺฐิโก ชนปโท ทุพฺภิกฺโข ฉาตโก มหา ททาหิ ปวรํ นาคํ สพฺพเสตํ คชุตฺตมํ ฯ |๙.๘๕| ททามิ น วิกมฺปามิ ยํ มํ ยาจนฺติ พฺราหฺมณา สนฺตํ นปฺปฏิคุยฺหามิ ทาเน เม รมตี มโน ฯ |๙.๘๖| น เม ยาจกมนุปฺปตฺเต ปฏิกฺเขโป อนุจฺฉโว มา เม ภิชฺชิ สมาทานํ ทสฺสามิ วิปุลํ คชํ ฯ |๙.๘๗| นาคํ คเหตฺวา โสณฺฑาย ภิงฺคาเร รตนามเย ชลํ หตฺเถ อากิริตฺวา พฺราหฺมณานํ อทํ คชํ ฯ |๙.๘๘| ปุนาปรํ ททนฺตสฺส สพฺพเสตํ คชุตฺตมํ ตทาปิ ปฐวี กมฺปิ สิเนรุวนวฏํสกา ฯ |๙.๘๙| ตสฺส นาคสฺส ทาเนน สิวโย กุทฺธา สมาคตา ปพฺพาเชสุํ สกา รฏฺฐา วงฺกํ คจฺฉตุ ปพฺพตํ ฯ |๙.๙๐| เตสํ นิจฺฉุภมานานํ อกมฺปิตมสณฺฐิตํ มหาทานํ ปวตฺเตตุํ เอกวรมยาจิหํ ๑- ฯ |๙.๙๑| ยาจิตา สิวโย สพฺเพ เอกํ วรมทํสุ เม สาวยิตฺวา กณฺณเภรึ มหาทานํ ททามหํ ฯ |๙.๙๒| อเถตฺถ วตฺตตี สทฺโท ติมุโล ๒- เภรโว มหา ทาเนนิมํ ๓- นีหรนฺติ ปุน ทานํ ททาตยํ ๔- ฯ @เชิงอรรถ: ๑ ม. เอกํ วรมยาจิสํ ฯ ยุ. ...จิสฺสํ ฯ ๒ ม. ยุ. ตุมุโล ฯ ๓ ยุ. ทาเนนมํ ฯ@๔ ยุ. ททามหํ ฯ |๙.๙๓| หตฺถี ๑- อสฺเส รเถ ทตฺวา ทาสึ ทาสํ ควํ ธนํ มหาทานํ ททิตฺวาน นครา นิกฺขมึ ตทา ฯ |๙.๙๔| นิกฺขมิตฺวาน นครา นิวตฺเตตฺวา วิโลกิเต ตทาปิ ปฐวี กมฺปิ สุเนรุวนวฏํสกา ฯ |๙.๙๕| จตุวาหิรถํ ๒- ทตฺวา ฐตฺวา จตุมหาปเถ เอกากิโก ๓- อทุติโย มทฺทึ ๔- เทวีทมพฺรวึ ฯ |๙.๙๖| ตฺวํ มทฺทิ กณฺหํ คณฺหาหิ ลหุกา เอสา กนิฏฺฐกา ๕- อหํ ชาลึ คหิสฺสามิ ครุโก ภาติโก หิ โส ฯ |๙.๙๗| ปทุมํ ปุณฺฑรีกํว มทฺที กณฺหาชินํ ๖- คหิ อหํ สุวณฺณพิมฺพํ ว ชาลึ ขตฺติยมคฺคหึ ฯ🤖 AI จับคู่
Patthodanadāyakattherassāpadānaṁ navamaṁ.
‹ กลับสารบัญ เล่ม ๓๓ — ขุททกนิกาย อปทาน ๒
ความน่าเชื่อถือ: ✓ ทางการ 🤖 AI จับคู่ ✎ ร่าง — "ร่าง" คือจับคู่อัตโนมัติ อาจคลาดเคลื่อน ยังไม่ตรวจทาน