📿 พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ)
พระ · สาย สวนโมกข์/ปัญญา · 33 หัวข้อ · จากคำสอน 71,340 ตอน
🌤️ เรื่องในชีวิต
ความเครียดและความกังวล
พุทธทาสภิกขุอธิบายความเครียดอย่างถึงราก ว่าคือผลของกิเลสและอุปาทานความยึดมั่น — และชี้จุดที่คนมองข้ามว่าความเครียดมีทั้ง "ฝ่ายบวก" (ได้สมใจ) และ "ฝ่ายลบ" (ไม่ได้ดังใจ) ซึ่งล้วนเผาใจทั้งคู่
**เครียดได้ทั้งบวกและลบ:**
- คนมักเข้าใจว่าเครียดเพราะไม่ได้ตามต้องการ แต่ที่จริงฝ่ายบวกก็เครียด — ดีใจจนนอนไม่หลับ กินข้าวไม่ลง ก็คือความเครียดอย่างหนึ่ง (ที่มา: คณะสมาธิภาวนา ครั้ง ๑ ธรรมะคำเดียวพอ)
- ความหวังว่าจะได้คือเครียดบวก ความกลัวว่าจะเสียไปคือเครียดลบ โลกปัจจุบันเครียดอยู่ด้วยสองอย่างนี้ เมื่อเห็นทุกสิ่งเป็นไปตามเหตุปัจจัย (ปฏิจจสมุปบาท) ความเป็นบวกลบก็หมดความหมาย (ที่มา: ธรรมะบรรยายแก่คณะชาวต่างประเทศ 2534 ครั้ง ๒ การปฏิบัติเพื่อความไม่เห็นแก่ตัว)
- ได้ก็เครียด ไม่ได้ก็เครียด เซ็งก็คือเครียดชนิดหนึ่ง ถ้ามีธรรมะแล้วทุกอย่างกลมกลืนพอดีกันไปหมด (ที่มา: อาสาฬหบูชาเทศนา ปี 2534 รู้จักธรรมะให้ถึงที่สุด (กัณฑ์ที่2))
**รากของความเครียดคือกิเลสและการแบก:**
- กิเลสเป็นเหตุให้เกิดความเครียด เพราะมันเห็นแก่ตัว — โลภะ โทสะ โมหะ ล้วนทำให้เครียด ชีวิตจะเยือกเย็นต้องว่างจากกิเลส (ที่มา: มาฆบูชาเทศนา ปี 2535 บรรยายแทนเทศน์ หัวข้อธรรมที่ต้องรู้และควรรู้)
- ความเครียดคือ "การแบกของหนักแห่งชีวิต" ซึ่งทางพุทธศาสนาเรียกว่าอุปาทาน — ต้องหมดความเครียดทั้งกายและจิตจึงเรียกว่าสุขภาพดี (ที่มา: ธรรมะบรรยายแก่คณะชาวต่างประเทศ 2534 ครั้ง ๒ การปฏิบัติเพื่อความไม่เห็นแก่ตัว)
- ความวิตกกังวลถึงสิ่งที่ยังไม่มา ความอาลัยอาวรณ์ถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว ล้วนรบกวนเผาผลาญจิตใจ (ที่มา: อบรมชาวต่างประเทศ อบรมผู้ปฏิบัติจิตตภาวนา 2531 ประโยชน์ของสิ่งที่เรียกว่าอตัมมยตา ครั้งที่๒)
**ทางออก:**
- รู้จักขันธ์ ๕ แล้วควบคุมได้ ก็เป็นปกติ ไม่ขึ้นไม่ลง ไม่เครียดโดยประการทั้งปวง (ที่มา: คณะสมาธิภาวนา ครั้ง ๓ ปฏิจจสมุปบาทในลักษณะของขันธ์ 5และอริยสัจสี่)
- ชีวิตที่ไม่เครียดคือชีวิตที่ว่างจากกิเลส ธรรมะช่วยให้บังคับตนควบคุมตนได้ถูกต้อง (ที่มา: มาฆบูชาเทศนา ปี 2535 บรรยายแทนเทศน์ หัวข้อธรรมที่ต้องรู้และควรรู้)
จิตฟุ้งซ่าน นอนไม่หลับ
พุทธทาสภิกขุวิเคราะห์ความฟุ้งซ่านอย่างถึงเหตุปัจจัย — มันคือนิวรณ์ที่มีทั้งเหตุจากนิสัยจิต ความหวังฝันเฟื่อง และเหตุภายนอก การแก้จึงต้องแก้ที่นิสัยและปฏิบัติให้เป็นระเบียบประจำ ไม่ใช่หวังผลทันที
**กลไกของความฟุ้งซ่าน:**
- สมองเหมือนเครื่องจักร พอถูกเขี่ยติดเกินจุดมันก็เดินไม่ยอมหยุด เหมือนคนนอนตาแห้งทั้งคืน — อย่าอวดว่าพอจิตฟุ้งแล้วทำอานาปานสติจะหยุดได้ง่ายๆ เมื่อเหตุปัจจัยมันมาก ต้องปฏิบัติให้เป็นระเบียบอยู่ประจำ อย่าให้อาการนี้เกิด (ที่มา: อบรมพระภิกษุธรรมปาฏิโมกข์ (ไม้อิงสามขา) ปี 2521 มดแมลง 5 ตัว)
- คนวิตกจริตคือผู้ที่จิตเคยชินกับความคิดจนเป็นนิสัย พอจะนอนความคิดก็เกิดขึ้นเองจนนอนไม่หลับ — ต้องไปแก้ที่นิสัยตั้งแต่เบื้องต้น หัดไม่คิดเมื่อจะนอน หัดนอนให้ง่าย ให้เข้าระเบียบของธรรมชาติ (ที่มา: คณะผู้ปฏิบัติสมาธิภาวนา ครั้ง ๓ ตอบปัญหา)
- คนสมัยนี้ถือว่า "ชีวิตอยู่ได้ด้วยความหวัง" เลยฝันเฟื่องสร้างวิมานในอากาศจนเป็นนิสัย คนแบบนี้ฟุ้งซ่านเก่ง นอนหลับยาก — และยังมีเหตุภายนอกช่วย เช่น อาหาร สิ่งเสพติดบางจำพวก (ที่มา: อบรมพระภิกษุธรรมปาฏิโมกข์ (ไม้อิงสามขา) ปี 2521 มดแมลง 5 ตัว)
**ความกระวนกระวายลึกๆ:**
- บางทีตื่นมาก็รำคาญ ละห้อยละเหี่ยใจโดยไม่รู้เรื่องอะไร — ส่วนลึกของจิตใต้สำนึกมันรู้สึกว่า "ทุกสิ่งยังไม่ปลอดภัย" ค้างอยู่ตลอดคืน (ที่มา: สนทนาธรรมวันอาทิตย์ ปี 2525 ประโยชน์ของธรรมะ)
**รู้จักหน้าตานิวรณ์:**
- นิวรณ์ตัวที่สามจิตแฟ้บ (ถีนมิทธะ — เฉื่อย ง่วง ถอยกำลัง) ตัวที่สี่จิตฟู (อุทธัจจกุกกุจจะ — เดือดพล่านออกมา) เป็นคู่ตรงข้าม — เมื่อใดจิตฟุ้งซ่านขอให้นึกให้ทันว่า "คือตัวนั้นเอง" (ที่มา: อบรมพระนวกะวัดชลประทานฯ ปี 2527 ลักษณะเดียวกับพุทธศาสนา)
ความโกรธ
พุทธทาสภิกขุวิเคราะห์ความโกรธถึงราก — มันมาจากตัณหา (ความอยากด้วยอำนาจความโง่) ทั้งอยากเด่นและไม่อยากให้เป็น และจำแนกระดับความโกรธจากรุนแรงถึงหม่นหมองเล็กๆ ที่เรามักไม่ทันสังเกต
**รากของความโกรธคือตัณหา:**
- ความโกรธมาจากตัณหา — ความอยากด้วยอำนาจของอวิชชา ถ้าอยากด้วยสติปัญญาไม่เรียกว่าตัณหา ลองสอบดูตัวเองว่ามี "โรคโกรธ" มากน้อยอย่างไร (ที่มา: อบรมพระนวกะราชภัฏ ปี 2518 ครั้ง 7 การเก็บความโกรธใส่ยุ้งฉาง)
- โกรธเพราะภวตัณหา: อยากดีอยากเด่น พอถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม ไม่ได้เด่นอย่างที่อยาก ก็โกรธ — "ขัดใจเมื่อไม่ได้โม้" (ที่มา: อบรมพระนวกะราชภัฏ ปี 2518 ครั้ง 7 การเก็บความโกรธใส่ยุ้งฉาง)
- โกรธเพราะวิภวตัณหา: ไม่อยากให้มีให้เป็น — ถูกขัดคอก็โกรธ แม้ความแก่ความเจ็บมาเยือนก็โกรธ กระทั่งโกรธสัตว์ โกรธสิ่งของ ทุบตีข้าวของที่ไม่มีความผิด (ที่มา: อบรมพระนวกะราชภัฏ ปี 2518 ครั้ง 7 การเก็บความโกรธใส่ยุ้งฉาง)
**ระดับของความโกรธ:**
- ความโกรธมีเป็นชั้น — รุนแรงเต็มที่ → หงุดหงิดขัดใจ → รำคาญ → หม่นหมองเล็กๆ น้อยๆ และคนแต่ละคนโกรธต่างกันแม้เจออารมณ์เดียวกัน เพราะเหตุปัจจัยภายในต่างกัน (ที่มา: อบรมพระที่หน้าโรงหนัง เรื่อง โอวาทปาฏิโมกข์ ปี 2513 ครั้งที่34/ศิลปะของความสุข)
**โทษของความโกรธ:**
- ความโกรธคือความดุร้ายของจิตใจ ทำลายมิตรสร้างศัตรู — พี่น้องก็ทะเลาะกันเพราะความโกรธ (ที่มา: อภิปรายในวันทำวัตร แผ่นที่ 1)
อกหัก ผิดหวังในความรัก
พุทธทาสภิกขุพูดเรื่องอกหักอย่างตรงและแรง — อย่าทุกข์ถึงขั้นทำลายตัวเองเพราะ "ผิดหวังอะไรนิดหน่อย" เพราะรากของความทุกข์คือการเอาความต้องการของเราไปผูกกับสิ่งที่ไม่เป็นไปตามใจ
**อย่าโง่เพราะอกหัก:**
- อย่าต้องมีความทุกข์ อย่าฆ่าตัวตายเหมือนคนโง่ๆ เพียงเพราะแฟนเปลี่ยนใจ — คนที่เข้าใจชีวิตเขาไม่ทุกข์กับเรื่องแบบนี้ เพราะรู้ว่าโลกนี้ไม่ได้มีคนนั้นเพียงคนเดียว ไม่ต้องนั่งร้องไห้น้ำตาเช็ดหัวเข่า (ที่มา: บรรยายธรรมกับนักศึกษา มศว.สงขลา ครั้ง 1 ทำไมจึงต้องศึกษาธรรมะ)
- ความเสียใจเกิดเมื่อสิ่งทั้งหลาย "ไม่เป็นให้เราตามที่เราต้องการ" แล้วเราก็นั่งร้องไห้อยู่ — ปมไม่ได้อยู่ที่สิ่งนั้น แต่อยู่ที่ความต้องการของเรา (ที่มา: วิสาขบูชาเทศนา ปี 2523 กัณฑ์ที่ 2 (ค่ำ))
การสูญเสียคนที่รัก
ท่านพุทธทาสภิกขุ ชี้รากของความโศก — โลกนี้เต็มไปด้วยการสูญเสียแทบเป็นรายวัน ยิ่งมีของรักมากยิ่งมีสิ่งที่จะ "ขยี้หัวใจ" ได้มาก และที่ทุกข์ก็เพราะยึดว่าเป็น "ของเรา"
**การสูญเสียเป็นธรรมดาของโลก:**
- โลกนี้เต็มไปด้วยการสูญเสีย เราแทบต้องสูญเสียอะไรอยู่ทุกวันไม่มากก็น้อย — ใครมีอะไรเป็นที่รักที่พอใจมาก ก็ยิ่งมีส่วนที่จะสูญเสียที่ขยี้หัวใจได้มาก ถ้าถือว่าการสูญเสียเป็นธรรมดาที่ต้องมีสำหรับทุกคน ใจก็สบาย (ที่มา: ธรรมปาฏิโมกข์ ปี 2511 ครั้งที่ 16 เรื่องการให้ทาน)
**ทุกข์เพราะยึดว่า "ของเรา":**
- ของหายก็ทุกข์ อุบัติเหตุพรากคนไปก็ทุกข์ เพราะรู้สึกว่ามี "ตัวเรา" และสิ่งนั้นเป็น "ของเรา" — ถ้าไม่ยึดถือว่าของเรา เมื่อมันจากไปก็ไม่เป็นทุกข์ (ที่มา: อบรมผู้ปฏิบัติจิตตภาวนาชาวต่างประเทศ 2530 ครั้ง ๑ ความทุกข์และเหตุให้เกิดทุกข์)
- เมื่อสิ่งทั้งหลายไม่เป็นไปตามที่เราต้องการ เราก็ได้แต่นั่งร้องไห้อยู่ — ความอยากให้เป็นดั่งใจนี่เองคือต้นทางของน้ำตา (ที่มา: วิสาขบูชาเทศนา ปี 2523 กัณฑ์ที่ 2 (ค่ำ))
การให้อภัย
ท่านพุทธทาสภิกขุ ยกอภัยทานเป็นหลักสำคัญของพระพุทธศาสนา — ขั้นสูงสุดคือ "พร้อมให้อภัยอยู่เรื่อยโดยไม่ต้องมีเรื่อง" และเตือนว่าผู้ไม่ยอมให้อภัยนั่นแหละกลับเป็นผู้รับบาปใส่ตน
**ให้อภัยขั้นสูงสุด — ให้โดยไม่ต้องมีเรื่อง:**
- การให้อภัยมีทั้งให้ต่อหน้า ให้ลับหลัง และที่สูงกว่านั้นคือทำใจ "พร้อมจะให้อภัยอยู่เรื่อย" โดยไม่ต้องรอให้มีเรื่องมากระเทือนจิตใจ — เพราะคนเราย่อมมีเรื่องกระทบกระทั่งกันเป็นประจำวันอยู่แล้ว (ที่มา: ทบทวนธรรมบรรยายภิกษุ ปี 2513 ครั้งที่ 3 เรื่อง อภัยทาน)
- การให้อภัยเป็นหลักสำคัญในพระพุทธศาสนาทั้งโดยใจความและส่วนปลีกย่อย — ประเพณีทำวัตรขอขมาที่ทำกันเมื่อเข้าพรรษาหรือทุกคราวที่ล่วงเกินกัน คือสถาบันแห่งการให้อภัยที่สืบทอดมาแต่โบราณ (ที่มา: ทบทวนธรรมบรรยายภิกษุ ปี 2513 ครั้งที่ 3 เรื่อง อภัยทาน)
**การล่วงเกินคือบาปที่เกิดทันที:**
- อยู่ด้วยกันมาก ๆ ย่อมมีการล่วงเกินทั้งโดยเจตนาและพลั้งเผลอ ทางกาย วาจา ใจ — เมื่อล่วงเกินแล้ว บาปเกิดขึ้นในใจผู้ล่วงเกินทันทีไม่ว่าใครจะรู้หรือไม่ ถ้ายังไม่ได้ขอโทษ สิ่งสกปรกนั้นก็ไม่มีทางถูกล้างออก (ที่มา: ให้โอวาทแก่พระมาทำวัตร ให้โอวาทแก่พระมาทำวัตร)
**ไม่ให้อภัย = รับบาปใส่ตัว:**
- ผู้ที่ได้รับการขออภัยแล้วไม่ยอมให้อภัย นั่นแหละจะกลายเป็นผู้รับเอาบาปเอาโทษใส่ตนไว้ — "ฉะนั้นต้องให้อภัย รีบให้อภัย" การขอขมาและการให้อภัยคือการทำลายความยึดถือตัวตนของทั้งสองฝ่าย เป็นจุดตั้งต้นที่นำไปสู่ความหลุดพ้น (ที่มา: แสดงธรรมล้ออายุ ปี 2529 ครั้งที่ 1 ให้เข้าใจแห่งศาสนาของตนๆ)
**สังคมไร้การให้อภัย คือสังคมไร้ธรรมะ:**
- สมัยนี้เพียงมองตากันก็อาจถูกยิงตาย — คนชนิดนี้ให้อภัยใครไม่ได้เพราะไม่มีธรรมะเสียเลย การให้อภัยได้จึงเป็นเครื่องหมายของผู้มีสิ่งตรงกันข้ามกับโลภะ โทสะ โมหะ อยู่ในใจ (ที่มา: อบรมนักศึกษาเทคนิคหลังสวน เรื่อง ศีลธรรมหรือจริยธรรม)
การรับมือความเจ็บป่วย
ท่านพุทธทาสภิกขุ ชี้ว่าโรคมีสามทาง — กาย จิต วิญญาณ — และเคล็ดสูงสุดของการป่วยไม่ทุกข์คือ "อย่ามีตัวกูออกรับ" เอาความเจ็บไข้มาเป็นของกู
**โรคสามทาง:**
- จงรู้จักโรคทางกาย โรคทางจิต และโรคทางวิญญาณ — ประพฤติธรรมะให้ถูกต้องครบทั้งสามประการก็หมดปัญหา นี่คือหลักป้องกันโรคภัยไข้เจ็บในทุกสถาน (ที่มา: เหตุแห่งการเกิดโรค)
- ชีวิตที่ใกล้ชิดธรรมชาติเจ็บไข้ยาก — ผู้อยู่อย่างสมณะมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ จิตใจสดชื่นไม่วิตกกังวล — ส่วนโรคความดันสูง โรคหัวใจ เบาหวาน ล้วนเป็น "โรคสมัยใหม่" ของชีวิตที่ห่างไกลธรรมชาติ (ที่มา: อบรมพระนวกะในพรรษา ปี 2514 ครั้ง 8 จะเป็นพระให้ได้มากอย่างไร (ต่อ))
**อย่ามีตัวกูออกรับ:**
- ความเจ็บไข้ชนิดไหนก็ตาม ถ้าไม่มี "ตัวกู" ออกรับ ความเจ็บไข้ก็ไม่มีความหมาย — ที่ทุกข์ทรมานก็เพราะมีตัวกูรับเอาความเจ็บไข้มาเป็น "ของกู" แล้วกลัวว่า "กูจะตาย" — ไม่รับเอามาเป็นตัวกู ก็ไม่ต้องรับความเจ็บปวดรวดร้าวจากความคิดนั้น (ที่มา: ปาฐกถาธรรมทางโทรทัศน์พิเศษวันอาสาฬหบูชา)
- ต้อนรับความทุกข์ความเจ็บป่วยให้ดี ๆ เอามาเป็นครูเป็นการศึกษา — ยิ่งความแก่ความเจ็บความตายยิ่งสอนได้มาก อย่ากลัวจนทำอะไรไม่ถูก ศึกษาจนรู้ว่า "อ้อ มันเช่นนี้เอง มันเท่านี้เอง" แล้วใจคอก็ปกติ ถึงขั้น "เยาะเย้ยความเจ็บปวด" ได้ (ที่มา: พูดกับนักเรียนวันอาทิตย์จากหาดใหญ่)
**ศาสนาคือระบบการรักษาโรค:**
- การเตรียมตัวค้นคว้าหาวิธีรักษาคือ "ปริยัติ" การลงมือรักษาคือ "ปฏิบัติ" และการหายจากโรคคือ "ปฏิเวธ" ถึงมรรคผลนิพพาน — ทั้งศาสนาคือกระบวนการรักษาโรคของชีวิตนั่นเอง (ที่มา: อบรมพระนิสิต ม.มหิดล ชุด เตกิจฉกธรรม ปี 2514 ครั้งที่ 5 การแสวงการรักษาโรคด้วยศาสนา)
ธรรมะกับการทำงาน
คำสอนลายเซ็นของท่านพุทธทาสภิกขุ — "ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือการงาน การทำงานคือการปฏิบัติธรรม" — ที่ใดมีการทำหน้าที่ของมนุษย์ ที่นั่นมีธรรมะ แม้กลางทุ่งนา
**ธรรมะคือหน้าที่:**
- "ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือการงาน การทำงานคือการปฏิบัติธรรม" — ที่ใดมีการทำหน้าที่ของมนุษย์ ที่นั่นมีธรรมะ ไม่ต้องถามว่าที่วัดหรือที่บ้าน — แม้กลางทุ่งนา ถ้ามีการทำหน้าที่อย่างแท้จริง ที่นั่นมีธรรมะมากกว่าในวัดที่ไม่ทำหน้าที่เสียอีก และจงเป็นผู้สนุกสนานมีความสุขจากการทำงาน (ที่มา: ปาฐกถาธรรมทางโทรทัศน์สุราษฯและหาดใหญ่ รายการพุทธธรรมนำสุข ครั้ง ๕๖ การประพฤติธรรมเป็นความสนุก)
- ธรรมะคือสิ่งที่แม้พระพุทธเจ้าก็ทรงเคารพ — การศึกษาที่ไม่สมบูรณ์สอนเพียงว่าธรรมะคือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า แต่ไม่เคยบอกว่าธรรมะคือสิ่งที่พระองค์ทรงเคารพ ซึ่งก็คือ "หน้าที่" — ผู้เข้าใจข้อนี้ย่อมได้ประโยชน์ในการทำหน้าที่การงานอย่างสูง (ที่มา: อบรมพระนวกะราชภัฏจากวัดชลฯ ปี 2530 ชุด ธรรมะกับมนุษย์ ครั้ง 2 ธรรมะกับหน้าที่การงาน)
- ความหมายของธรรมะสี่ชั้น — ธรรมะคือธรรมชาติ คือกฎของธรรมชาติ คือหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ และคือผลที่ได้รับจากการปฏิบัติหน้าที่นั้น — การทำงานตามหน้าที่จึงเป็นการประพฤติดีเป็นกุศลอยู่ในตัว (ที่มา: อบรมพระธรรมทายาท ปี 2524 รุ่นที่ 1 ครั้งที่2/งานของพระธรรมทายาท)
**สิ่งที่โรงเรียนไม่เคยสอน:**
- สถานศึกษาสอนวิธีทำงานทำอาชีพอย่างลึกซึ้งถึงขั้นเทคโนโลยี "แต่ไม่เคยสอนในส่วนที่ว่า ทำอย่างไรการทำงานจึงจะไม่เป็นทุกข์" — ส่วนที่ขาดหายนี้คืองานของธรรมะโดยตรง (ที่มา: อบรมพระนวกะราชภัฏจากวัดชลฯ ปี 2530 ชุด ธรรมะกับมนุษย์ ครั้ง 6 ธรรมะช่วยให้การงานไม่เป็นทุกข์)
**ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่:**
- ทำหน้าที่การงานของตนให้ถูกต้องให้สมบูรณ์ นั่นแหละคือการปฏิบัติธรรมที่เพียงพอแล้ว — ขอแต่ให้ถูกต้องจริงสมบูรณ์จริง "ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่" ไม่เปิดช่องให้กิเลสเข้าครอบงำ — ความสำเร็จในการงานจะพาให้สว่างแจ่มแจ้งถึงขั้นวางเฉยไม่ยึดมั่นถือมั่น เป็นการบรรลุธรรมอยู่ในตัวการงาน (ที่มา: โลกว่าง จิตว่าง)
ความรักและครอบครัว
พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) มองความรักและครอบครัวผ่านแว่นธรรมะ โดยตั้งคำถามแก่นว่าความสัมพันธ์นั้นมีไว้เพื่อเพิ่มหรือลดอัตตา และเน้นว่าครอบครัวที่ดีต้องตั้งอยู่บนธรรมะ ไม่ใช่แค่ความรู้สึก
**คู่รักและอัตตา:**
- กับผู้ที่ทุกข์เพราะรู้สึกชีวิตไม่สมบูรณ์เมื่อไร้คู่ ท่านแนะให้ "คิดให้สิ้นสุดลงไปเสียก่อน" ว่าการจะมีคู่รักหรือมีครอบครัวนั้น "จะมีมาเพื่อช่วยกันเพิ่มอัตตา หรือเพื่อลดอัตตา" — นี่คือเกณฑ์ตัดสินคุณค่าทางธรรมของความสัมพันธ์ (ที่มา: ธรรมบรรยายแก่คณะต่างประเทศ 2534 ครั้ง ๔ ตอบ-ปัญหา)
**ครอบครัวที่ดีต้องมีธรรมะเป็นฐาน:**
- พระไตรปิฎกกล่าวหลักครอบครัวไว้เพียงพอ — ผัวที่ดีเมียที่ดีต้องทำอย่างไร — พอใช้เป็นหลักประพฤติปฏิบัติ ไม่แพ้ศาสนาอื่น (ที่มา: อบรมนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2516 ครั้ง 10 ศีลธรรมในฐานะเป็นธรรมศาสตราเพื่อตัดปัญหา)
- ครอบครัวรวมอยู่ในคำว่าทรัพย์ก็ได้ และรวมอยู่ในคำว่าไมตรีเมตตาความรักความเคารพนับถือ "ถ้ามันถูกต้อง นี่ก็เป็นครอบครัวที่ดี" (ที่มา: อบรมนิสิตแพทย์ (คุณหมอวิโรจน์) ปี 2517 ถาม - ตอบ ปัญหา (ต่อ))
- ถ้าพ่อบ้านมีธรรมะ ก็จะควบคุมบ้านให้มีธรรมะ "ก็เป็นครอบครัวที่มีธรรมะ ก็พอจะฝันเห็นสันติสุขสันติภาพได้" — ส่วนข้ออ้างเรื่องสิทธิเสมอภาคที่ทำให้วางมือ ท่านชี้ว่าเป็นเรื่องแก้ตัวมากกว่า (ที่มา: อบรมพระนวกะราชภัฏ ปี 2518 ครั้ง 15 ผลพลอยได้ที่เนื่องถึงกันและกันในโลก)
**การปรับใจในชีวิตคู่:**
- เมื่อทิฐิความเห็นไม่ตรงกัน ต้องพยายามแก้ไข "ต้องอดทนเหมือนกับว่าเลือดตาไหล" ยอมสละความสนุกสนานอื่นแล้วมาเอาความสนุกอยู่ที่การแก้ไขภายในครอบครัวให้ถูกต้อง (ที่มา: โอวาทลาสิกขา พระมาลา สิริวัน)
- คู่ที่รสนิยมไม่เสมอกัน ให้พยายามทำให้มันเหมือนกันเสมอกัน "จิตใจมันเป็นสิ่งที่ปรับปรุงได้ด้วยการศึกษา ด้วยการพยายาม" แล้วจะอยู่กันตลอดไปไม่ต้องหย่ากัน (ที่มา: อบรมนักศึกษาธรรมศาสตร์ ปี 2524 ครั้ง 4 ธรรมะกับกามารมณ์)
ความสุขที่แท้จริง
ความสุขที่แท้จริงในคำสอนของพระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) มิใช่ความเพลิดเพลินที่ต้องแลกด้วยเงิน หากแต่เป็นความสงบและความพอใจที่เกิดจากการทำหน้าที่อย่างถูกต้อง
**ความสุขที่แท้จริงคือความสงบ:**
- "ไอ้ความสุขที่แท้จริงคือความสงบ" — ท่านให้ถามเด็กอนุบาลดู: "เสียใจมันก็กินข้าวไม่ลง ดีใจก็กินข้าวไม่ลง เมื่อไม่ดีใจเมื่อไม่เสียใจจึงจะกินข้าวอร่อย นั่นคือความสงบ" (ที่มา: บรรยายแก่คณะครูนำโดย ดร.รุ่ง อุดมคติของอนุบาล)
- ความสุขจริงคือความพอใจเมื่อรู้สึกว่าเรามีความถูกต้อง หาได้ขณะกำลังทำการงาน สนุกในการทำงาน "จนรู้สึกว่าการงานนั่นแหละคือตัวธรรมะ ธรรมะคือหน้าที่ของมนุษย์" (ที่มา: ปาฐกถาธรรมทางโทรทัศน์สุราษฯและหาดใหญ่ รายการพุทธธรรมนำสุข ครั้ง ๓๐ เห็นความเพลิดเพลินเป็นความสุข)
**ความสุขแท้ไม่ต้องใช้เงินแม้แต่สตางค์เดียว:**
- "ความสุขที่แท้จริงนั้นมันเย็น คือพอใจในความรู้สึกว่าได้ทำหน้าที่ถูกต้องแล้ว... จิตใจมันก็เยือกเย็นและเป็นสุข โดยไม่ต้องใช้เงินแม้แต่สตางค์เดียว" (ที่มา: พูดกับนักศึกษาวิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช ปี 2526 ครั้ง 1 ธรรมคือหน้าที่ของสิ่งที่มีชีวิต)
- เมื่อได้ล้างจานก็เป็นสุข มีสมาธิอยู่ที่มือถือจาน กวาดบ้านก็มีสมาธิอยู่ที่ปลายไม้กวาด — "มีความสุขทุกวินาที ทุกกระเบียดนิ้ว ทุกอิริยาบถอย่างแท้จริง เรียกว่าความสุขที่แท้จริงไม่ต้องใช้เงินเลย" (ที่มา: อบรมคณะครูอาจารย์โรงเรียนมาแตร์เดอีและสาขา ชุด ชีวิตพัฒนาตามหลักแห่งศาสนา ครั้ง 1 ศาสนาของคู่กันกับชีวิต)
**ความเพลิดเพลินหลอกลวง — เห็นกงจักรเป็นดอกบัว:**
- ความสุขหลอกลวงคือความสุขของกิเลสของความโง่ — "เห็นกงจักรเป็นดอกบัว... ไปเอาสิ่งที่ไม่ใช่ความสุขมาเป็นความสุขก็ลุ่มหลงหนักเข้าๆ มันก็เป็นเหยื่อของไอ้กิเลสตัณหาเหล่านั้นจนหมดเนื้อหมดตัว" (ที่มา: อบรมนักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ ม. ธรรมศาสตร์ การงานคืออะไร และวิธีทำงานให้สนุกและเป็นสุขเมื่อกำลังทำงาน)
- ความเพลิดเพลินที่หลอกลวงต้องใช้เงินมาก — "นักเรียนนักศึกษาที่ถลุงเงินของพ่อแม่วินาศวอดวายไปหมดน่ะ เพราะว่าไปหลงไอ้ความเพลิดเพลินอันหลอกลวงทั้งนั้น" (ที่มา: พูดกับนักศึกษาวิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช ปี 2526 ครั้ง 1 ธรรมคือหน้าที่ของสิ่งที่มีชีวิต)
📿 หลักธรรม
การเจริญสติ
พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) สอนว่าสติคือแกนกลางของการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง ไม่ใช่เพียงสิ่งที่ฝึกในห้องกรรมฐาน แต่ต้องทำงานทุกขณะที่ผัสสะกระทบ และต้องเร็วพอจะตัดกระแสกิเลสก่อนจิตปรุงแต่งผิด
**สติต้องเร็วเหมือนฟ้าแลบ:**
- "พฤติของจิตมันเป็นไปรวดเร็วเหมือนกับฟ้าแลบ" ถ้าสติไม่มากพอไม่เร็วพอ ก็ไม่ทันเมื่อตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง — การฝึกสมาธิก็เพื่อให้มีสติมากพอและรวดเร็วทันแก่เวลา ไม่ใช่ง่ายแต่ไม่เหลือวิสัย (ที่มา: อบรมนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2523 ครั้ง 2 อธิบายอานาปานสติ)
- เรื่องของสติเป็นเรื่องต้องการความเร็ว — พอมีอะไรกระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ "สติไปเอาความรู้นั้นมาทันท่วงที ควบคุมการปรุงแต่งของจิตไม่ให้เกิดการปรุงแต่งที่ผิดๆ" (ที่มา: อนุโมทนาในพิธีตักบาตรวันขึ้นปีใหม่ ปี 2529 พิธีตักบาตรและคำปราศรัยในวันขึ้นปีใหม่)
**มีสติเมื่อผัสสะกระทบ — อย่าอร่อยกับมัน:**
- สติตามธรรมดาไม่พอจะหยุดกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาทในขณะแห่งผัสสะ จึงต้องพัฒนาสติด้วยอานาปานสติ — ฝึกสติอย่างเดียวยังได้ปัญญา สัมปชัญญะ สมาธิ พ่วงมาด้วย (ที่มา: ธรรมบรรยายแก่คณะต่างประเทศ 2534 ครั้ง ๓ อานาปานสติเครื่องหยุดกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท)
- กินอะไรอร่อยต้องมีสติทันท่วงทีว่านี่มันสักว่ารสอร่อย — "อร่อยเท่านั้นหนอ กูไม่อร่อยกับมึง นี่เรียกว่ามันมีสติ" แม้ความสบายก็เช่นกัน ให้รู้ว่าสบายเท่านั้นหนอ อย่าไปมีกูมีตัวตนเข้าไปสบาย (ที่มา: อบรมพระนวกะในพรรษา ปี 2521 ครั้ง 3 ถามตอบปัญหาธรรม)
**รู้สึกตัวก่อนทำ พูด คิด:**
- "อย่าคิด อย่าพูด อย่าทำอะไรลงไปโดยไม่รู้สึกตัวเสียก่อน" จะฉันอาหาร อาบน้ำ ลุก ยืน เดิน นั่งนอน ให้ฝึกรู้สึกตัวก่อน — จะทำจะพูดจะคิดอะไร นึกถึงพระพุทธเจ้าเสียก่อน หัดให้เคยชินเป็นนิสัย (ที่มา: สนทนาธรรมวันอาทิตย์ ปี 2524 ครั้ง 1 กิเลส)
- แม้การเคลื่อนไหวประจำวันอย่างต่ำที่สุด นั่ง นอน ลุก เดิน กินอาหาร อาบน้ำ กระทั่งออกจากห้อง ก็ขอให้ทำด้วยความมีสติเถิดจะได้ผลดี — ไม่มีสติแม้ลืมล็อกกุญแจก็เดือดร้อนทีหลัง (ที่มา: อบรมผู้ปฏิบัติจิตตภาวนาชาวต่างประเทศ 2530 ครั้ง ๔ การใช้อานาปานสติให้เป็นประโยชน์ในชีวิตประจำวัน)
สมาธิภาวนา
พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) สอนให้เข้าใจคำว่า "สมาธิภาวนา" อย่างถูกต้องตามพุทธวจนะ มิใช่แค่ "การเจริญสมาธิ" ตามที่เข้าใจกันทั่วไป แต่หมายถึงการทำความเจริญแก่จิตใจโดยมีสมาธิเป็นเครื่องมือ ครอบคลุมทั้งสมถะและวิปัสสนาจนถึงความดับทุกข์สิ้นเชิง
**ความหมายที่ถูกต้องของสมาธิภาวนา:**
- "เขาแปลกันผิดๆ ตามศาลาวัด สมาธิภาวนา แปลว่า การเจริญสมาธิ นั้นมันไม่ถูก" — ที่ถูกโดยเนื้อความคือ "ภาวนาความเจริญแห่งธรรมะ แห่งจิตใจโดยใช้สมาธิเป็นเครื่องมือ" และสมาธินี้จะคอยจดจ้องอยู่ที่การเกิดดับแห่งอุปาทาน ความรู้สึกว่าตัวกู (ที่มา: อาสาฬหบูชาเทศนา ปี 2533 กัณฑ์ที่ 1 (1.1) ธรรมจักรคืออะไรและทำไมกัน (1.2) ธรรมจักรคืออะไรและมีความสูงสุดถึงไหน)
- สมาธิภาวนาคือการทำความเจริญแก่จิตใจด้วยอำนาจสมาธิ — "เอกคตาจิต มีนิพานเป็นอารมณ์ สมาธิภาวนาสูงสุด ก็มีนิโรธแห่งความดับ เป็นจุดหมายปลายทาง" คลุมหมดทั้งสมถะและวิปัสสนา (ที่มา: อบรมพระภิกษุในพรรษา อบรมจิตตภาวนา ปี 2531 การปฏิบัติอานาปานสติ หมวด 4 ธัมมานุปัสสนา)
**สมาธิภาวนา ๔ อย่าง — อย่างที่สี่สำคัญสุด:**
- คำนี้มาจากพระพุทธวจนะโดยตรง (จตุกกนิบาต อังคุตตรนิกาย โรหิตัสสวรรค) — สมาธิภาวนามี ๔ อย่าง แล้วแต่ใครจะเลือกปฏิบัติ "และอย่างที่ ๔ คือสิ้นอาสวะนี้ เป็นสมาธิภาวนาที่ควรสนใจอย่างยิ่ง" โดยเฉพาะผู้ที่จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยวิปัสสนาธุระ (ที่มา: อบรมพระวิปัสสนาจารย์ ปี 2516 ครั้งที่2/ คำว่าสมาธิภาวนา)
- สมาธิภาวนาใช้ประโยชน์ได้ทั้งสองฝ่าย — ฝ่ายสันติภาพของโลกมนุษย์ยุคปัจจุบัน และเพื่อผลอันยิ่งใหญ่ของบุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อบรรลุมรรคผลนิพพาน (ที่มา: อบรมพระวิปัสสนาจารย์ ปี 2525 ครั้งที่ 1/การทำสมาธิภาวนา)
**สมาธิคือการเตรียมจิตให้พร้อมรู้แจ้ง:**
- "จิตตามธรรมดาไม่เหมาะสม เพราะไปคลุกคลีอยู่กับอารมณ์ บวกลบ บวกลบ บวกลบ หัวหกก้นขวิดอยู่แต่กับการดีใจเสียใจ กำไรขาดทุน" — ทำจิตให้เป็นสมาธิคือรวมกำลังจิตทั้งหมดมาเป็นจุดเดียวให้เข้มข้นแข็งแรง "เตรียมจิตให้เหมาะสำหรับจะรู้แจ้งนั้นเรียกว่าทำสมาธิ" (ที่มา: คณะผู้ปฏิบัติสมาธิภาวนา ครั้ง ๑ ธรรมปริทรรศน์สำหรับผู้ปฏิบัติจิตตภาวนา)
การปล่อยวาง
ท่านพุทธทาสภิกขุสอนเรื่องการปล่อยวางในหลายมิติ ตั้งแต่ระดับวัตถุไปจนถึงระดับจิตใจ โดยชี้ว่าการปล่อยวางคือสภาวะที่ทำให้ชีวิตเบาและไม่ทนทุกข์ทรมานโดยไม่จำเป็น
**ระดับของการปล่อยวาง**
- "สิ่งเบานั้นคือความปล่อยวาง" — ท่านอธิบายว่าการปล่อยวางมีหลายระดับ ทั้ง "ปล่อยวางวัตถุ" เช่นวางของหนัก และ "ปล่อยวางทางจิต" คือสลัดความกลัดกลุ้มออกไป แต่ปัญหาคือ "มันยังมีสิ่งบางสิ่งที่ไม่ได้รู้สึกว่าตนได้ถืออยู่หิ้วอยู่แบกอยู่ แล้วจะวางได้อย่างไร" (ที่มา: ธรรมบรรยายประจำวันเสาร์ และวันรับตา ยายตรงวันเดียวกัน)
**การปล่อยวางจากตัวกู-ของกู**
- ท่านสอนว่าผู้ปฏิบัติธรรมจะ "ไม่ทนทรมาน ด้วยเรื่องตัวกู ของกู จนเน่าเข้าโลงไป แต่จะรู้สึกปล่อยวางได้ในระยะหนึ่ง" (ที่มา: ธรรมปาฏิโมกข์ ปี 2511 ครั้งที่ 11 เรื่องลดหูลดหาง (ธรรมชาติว่างจากตัวกู-ของกู))
- ในเรื่องการงาน ท่านฝากหลักไว้สั้น ๆ ว่า "ทำงานด้วยจิตว่าง" (ที่มา: การทำงานเป็นการปฏิบัติธรรม)
ความทุกข์และการดับทุกข์
ท่านพุทธทาสภิกขุ สอนว่าแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาสามารถย่อลงเหลือเพียงเรื่องเดียวคือความทุกข์และการดับทุกข์ ซึ่งทั้งสองสิ่งนี้ต้องรู้พร้อมกันและเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก
**ความทุกข์และเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์**
- ทุกข์และเหตุให้เกิดทุกข์เป็นคู่หนึ่ง ความดับทุกข์กับวิธีที่จะดับทุกข์เป็นอีกคู่หนึ่ง รวมเป็นอริยสัจ ๔ แต่หากลดให้เหลือ ๑ อย่าง ก็คือ "ดับทุกข์ ก็พอแล้ว" (ที่มา: การประชุมทางวิชาการโครงการพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนจริยศึกษา (สำนักงานการประถมศึกษาแห่งชาติ) เรื่อง รายงานตอบปัญหาและปรึกษาหารือหลักสูตรจริยศึกษา)
- ความทุกข์เกิดเมื่อมี "ผัสสะโง่ เวทนาโง่" กล่าวคือเกิดเมื่อขาดความรู้พอในขณะที่ความทุกข์กำลังจะเกิดขึ้น (ที่มา: อบรมพระนวกะวัดชลประทานฯ ปี 2531 ครั้ง 1 พระพุทธศาสนาคืออะไร ?)
**วิธีดับทุกข์ที่ต้นเหตุ**
- "ความหลงใหลในกามารมณ์เป็นต้นเหตุ ก็หยุดเสีย ความโง่เขลาในทางที่จะทำอะไรผิดๆ ก็หยุดเสีย ความบันดาลโทสะไม่บังคับจิตเหล่านี้ มันก็หยุดเสีย" เพราะต้นเหตุแห่งทุกข์สรุปอยู่ที่โลภะ โทสะ โมหะ และสุดท้ายคืออวิชชาความไม่รู้อย่างถูกต้องตามที่เป็นจริง (ที่มา: บรรยายแก่นักศึกษาจากเทคนิคเชียงใหม่และ วค.นครศรีฯ ธรรมเทคนิค)
- หากมีสติสัมปชัญญะวิ่งมาทันท่วงที "หยุดความคิดนึกเลวร้ายนี้เสีย ดับทุกข์ได้ที่นั่น" แต่หากปล่อยให้เกิดทุกข์เสียก่อนแล้วค่อยรอให้จางไปนั้น ถือว่าไม่เก่ง (ที่มา: อบรมนักศึกษามหาวิทยาลัยศรีนรินทรวิโรฒ ปี 2519 ครั้ง 2 พุทธศาสนาเท่าที่มีในตัวเรา)
**การดับทุกข์คือสิ่งสำคัญที่สุดเหนือปัญหาอื่นทั้งปวง**
- ความรู้เรื่องทุกข์และความดับทุกข์ต้องเกิดพร้อมกัน "รู้ความทุกข์มากขึ้นเท่าไหร่ก็รู้ความดับทุกข์มากขึ้นเท่านั้น" เช่นเดียวกับผู้อยู่ในกองไฟย่อมรู้ความร้อนและรู้สิ่งตรงกันข้ามได้มากขึ้นพร้อมกัน (ที่มา: อบรมพระภิกษุธรรมปาฏิโมกข์ ปี 2514 การเกิดและการดับของตัวกู-ของกู)
- คำถามอื่น เช่น ตายแล้วเกิดหรือไม่ ใครสร้างโลก เทวดาหรือนรกมีจริงหรือไม่ ล้วนรอได้ทั้งนั้น เพราะ "ปัญหามันอยู่ในลักษณะเหมือนกับไฟกำลังไหม้อยู่ที่ศีรษะของเรา...มันต้องดับไฟกันก่อน" (ที่มา: สนทนาธรรมวันอาทิตย์ ปี 2524 ครั้ง 1 กิเลส)
อริยสัจ ๔
ท่านพุทธทาสภิกขุสอนว่าอริยสัจ ๔ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา ที่ไม่ควรเพียงแต่ท่องชื่อ แต่ต้องซึมซาบให้ถึงความหมายอย่างลึกซึ้ง
**อริยสัจในฐานะกฎธรรมชาติ**
- ท่านเน้น ๔ คำสำคัญสำหรับผู้ศึกษา ได้แก่ Nature, Law, Duty, Result โดยกล่าวว่า "๔ คำนี้ เข้าใจให้ดีๆ แล้วก็จะเข้าใจทั้งหมดของอริยสัจ" (ที่มา: ธรรมะบรรยายแก่คณะชาวต่างประเทศ 2532 ครั้ง ๑ อริยสัจจ์๔ (ทำความเข้าใจบางอย่างก่อนบรรยายเรื่องอริยสัจ))
**อุปมาอริยสัจกับการรักษาโรค**
- คัมภีร์วิสุทธิมรรคเปรียบอริยสัจ ๔ ไว้ว่า ทุกข์ได้แก่โรค สมุทัยได้แก่สมุฐานของโรค นิโรธคือสภาพที่ปราศจากโรค และอัฏฐังคิกมรรคเป็นวิธีทำให้ปราศจากโรค (ที่มา: อบรมพระนิสิต ม.มหิดล ชุด เตกิจฉกธรรม ปี 2514 ครั้งที่ 2 การที่สัตว์โลกเป็นไข้ของอวิชชา)
- เมื่อตัณหา (อริยสัจที่ ๒) ไม่มี ทุกข์ (อริยสัจที่ ๑) ก็มีไม่ได้ เมื่อทุกข์มีไม่ได้ก็เป็นทุกขนิโรธ (อริยสัจที่ ๓) และการสกัดกั้นการปรุงแต่งของจิตเมื่อตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูกได้กลิ่น คืออัฏฐังคิกมรรค (ที่มา: วิสาขบูชาเทศนา ปี 2514 กัณฑ์ 2)
**อริยสัจคือเรื่องดับตัวกูของกู**
- อริยสัจอย่างพิสดารคือการขยายความอริยสัจที่ ๒ และที่ ๓ ออกไปเป็นปฏิจจสมุปบาทฝ่ายสมุทยวารและนิโรธวาร ส่วนข้อ ๑ และข้อ ๔ คงเดิม (ที่มา: อบรมพระที่หน้าโรงหนัง เรื่อง โอวาทปาฏิโมกข์ ปี 2512 ครั้งที่27/บทส่งท้ายซึ่งการละเสียซึ่งตัวกูของกู)
- "เรื่องอริยสัจ ๔ ก็ไม่ใช่เรื่องอะไรอื่นนอกจากเรื่องดับตัวกูของกู" เพราะเมื่อปฏิบัติตามมรรคมีองค์ ๘ ดับตัณหาได้ อุปาทานก็ดับ ความทุกข์ก็ไม่มี (ที่มา: อบรมพระที่หน้าโรงหนัง เรื่อง โอวาทปาฏิโมกข์ ปี 2512 ครั้งที่27/บทส่งท้ายซึ่งการละเสียซึ่งตัวกูของกู)
- ท่านย้ำว่าอย่าเพียงออกชื่อเฉยๆ แต่ต้องซึมซาบทันทีว่า "โอ้,ผลของความโง่ ผลของอยากด้วยความโง่ เหตุของมันก็คือความอยากด้วยความโง่ ความดับของมัน ก็คือ ดับความอยากนั้นเสีย หนทางดับความอยากนั้นเสีย ก็คือ มรรคมีองค์ ๘" (ที่มา: อาสาฬหบูชาเทศนา ปี 2533 กัณฑ์ที่ 1 (1.1) ธรรมจักรคืออะไรและทำไมกัน (1.2) ธรรมจักรคืออะไรและมีความสูงสุดถึงไหน)
ปฏิจจสมุปบาท
พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) ได้แสดงธรรมเรื่องปฏิจจสมุปบาทไว้อย่างลึกซึ้งและหลากหลายแง่มุม ตั้งแต่โครงสร้างของกระบวนการเกิดทุกข์ไปจนถึงแก่นที่ว่าด้วยการเกิดและดับแห่ง "ตัวกูของกู" ซึ่งท่านพุทธทาสถือว่าเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาทั้งหมด
**ปฏิจจสมุปบาทคืออะไร และทำไมจึงสำคัญ**
- ปฏิจจสมุปบาทมีคำอธิบาย ๒ แบบ และเป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ (ที่มา: ความลับของชีวิต คือ เรื่องอนัตตา)
- ผู้ที่ไม่รู้เรื่องปฏิจจสมุปบาทก็ไม่อาจดับทุกข์ได้ เพราะปฏิจจสมุปบาทคือกลไกของความทุกข์ทั้งปวง (ที่มา: คณะสมาธิภาวนา ครั้ง ๒ ปฏิจจสมุปบาทเรื่องของสิ่งที่มีชีวิตทุกชนิดทุกระดับ)
- การเห็นปฏิจจสมุปบาทคือการเห็นพระพุทธเจ้าและเห็นพระพุทธศาสนาโดยหัวใจ และคำบาลีที่ถูกต้องคือ ปฏิจฺจสมุปฺปาท (ที่มา: ธรรมะบรรยายแก่คณะชาวต่างประเทศ 2532 ครั้ง ๒ ปฏิจจสมุปบาท ๘ อาการ)
**โครงสร้างและลักษณะของปฏิจจสมุปบาท ๑๒**
- ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ประการ ตั้งแต่อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ เรื่อยไปจนจบ เรียกรวมว่า ปฏิจจสมุปปันนธรรม ซึ่งในตัวมันมีลักษณะแห่งอนิจจัง ปฏิจจสมุปบาทจึงเป็นเครื่องช่วยให้เราเห็นอนิจจัง แต่คนโง่ไม่เห็นเอง จึงกลายเป็นของลึกลับ ทั้งที่จริงมันแสดงอยู่อย่างเปิดเผย (ที่มา: อบรมปฏิบัติจิตตภาวนา ค่ายดับทุกข์ 2533 ปฏิจจสมุปบาท โดยประยุกต์)
- กระบวนการเริ่มจากอวิชชา ซึ่งเป็นภาวะปราศจากความรู้ ก่อให้เกิดสังขารคืออำนาจการปรุง แล้วไปคว้าเอาวิญญาณธาตุตามธรรมชาติมาปรุงให้เป็นวิญญาณในทางอายตนะ จากนั้นวิญญาณก็ให้เกิดนามรูป ดังที่ว่า วิญญาณะปัจจะยานามะรูปัง (ที่มา: บรรยายแก่พระนิสิตมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ปี 2533 ครั้งที่ 3 เรื่องโครงสร้างที่สำคัญที่เป็นหัวใจในการผูกแพ)
- เมื่อกระบวนการดำเนินไปจนเป็นภพเต็มที่แล้วก็เป็นชาติ คลอดออกมาก็เป็น "กู" นั่นเอง นี่คือปฏิจจสมุปบาทในมิติของการเกิดตัวตน (ที่มา: บรรยายส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ปี 2533 ธรรมบรรยายส่งท้ายปีเก่า)
**แก่นของปฏิจจสมุปบาท: การเกิดและดับแห่งตัวกูของกู**
- ท่านพุทธทาสสรุปว่าเมื่อเข้าใจว่าอริยสัจ ๔ คือเรื่องดับตัวกูของกู ก็จะเข้าใจได้ว่าปฏิจจสมุปบาทบอกวิธีเกิดและวิธีดับแห่งตัวกูของกู โดยฝ่ายสมุทยวารบอกวิธีเกิดแห่งตัวกู และฝ่ายนิโรธวารบอกวิธีดับแห่งตัวกู (ที่มา: อบรมพระที่หน้าโรงหนัง เรื่อง โอวาทปาฏิโมกข์ ปี 2512 ครั้งที่27/บทส่งท้ายซึ่งการละเสียซึ่งตัวกูของกู)
- ท่านสรุปปฏิจจสมุปบาททั้งหมดว่า "เรื่องปฏิจจสมุปบาทก็คือเรื่องเกี่ยวกับตัวกูของกูโดยตรง นี่เราสรุปปฏิจจสมุปบาททั้งหมดลงในคำว่าดับตัวกูของกูก็ได้" (ที่มา: อบรมพระที่หน้าโรงหนัง เรื่อง โอวาทปาฏิโมกข์ ปี 2512 ครั้งที่27/บทส่งท้ายซึ่งการละเสียซึ่งตัวกูของกู)
สติปัฏฐาน ๔
พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) สอนว่าสติปัฏฐาน ๔ คือหัวใจของการปฏิบัติธรรมและเป็นเครื่องมือโดยตรงในการบรรลุมรรคผลนิพพาน ส่วนธรรมะอื่นในโพธิปักขิยธรรมล้วนแวดล้อมและสนับสนุนสติปัฏฐาน ๔ นี้
**สติปัฏฐาน ๔ คือตัวงานหลักที่รวมศีล สมาธิ ปัญญาไว้ครบ**
- สติปัฏฐาน ๔ คือการพิจารณากาย เวทนา จิต ธรรม ในฐานะเครื่องมือให้บรรลุมรรคผลนิพพาน จัดเป็นโพธิปักขิยธรรม เรียกสั้น ๆ ว่ามีสติหรือทำสติ "ถ้ามีสติชนิดนี้ ก็คือมีศีล สมาธิ ปัญญา สมบูรณ์แล้วผลของมันคือมรรคผลนิพพานก็ต้องตามมา" (ที่มา: อบรมพระนวกะในพรรษา ปี 2512 ครั้ง 31 ธรรมะในฐานะเป็นเครื่องมือสติปัฏฐาน 4)
- ในขณะที่เพ่งพิจารณาด้วยกำลังจิตทั้งหมดให้เห็นว่าสิ่งทั้งหลายสักว่าเป็นไปตามธรรมชาติ "ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา" นั้น ศีล สมาธิ ปัญญาจะครบอยู่ในจุดเดียวกัน นี่คือสติปัฏฐานสมบูรณ์ (ที่มา: อบรมพระนวกะในพรรษา ปี 2512 ครั้ง 31 ธรรมะในฐานะเป็นเครื่องมือสติปัฏฐาน 4)
- สติปัฏฐาน ๔ เป็นตัวหลักหรือตัวงานหลักที่ต้องประพฤติ ส่วนธรรมะอื่น ๆ เช่น อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ มรรคมีองค์ ๘ ล้วนเป็นอุปกรณ์ที่สนับสนุนให้สติปัฏฐาน ๔ สำเร็จตามความมุ่งหมาย คือตัดกิเลสและบรรลุมรรคผลนิพพาน และจะหาพบอยู่ในนั้นด้วยเมื่อปฏิบัติถูกต้อง (ที่มา: อบรมพระนวกะในพรรษา ปี 2523 ครั้ง 7 ถาม ตอบปัญหา)
**สติปัฏฐาน ๔ เป็นศูนย์กลางของโพธิปักขิยธรรม**
- "เรื่องสติปัฏฐาน ๔ เป็นเรื่องหัวใจ เป็นเรื่องสำคัญ เรื่องอื่นมันแวดล้อมสติปัฏฐาน ๔" เมื่อสติปัฏฐาน ๔ สำเร็จประโยชน์ก็เป็นกำลังวิปัสสนาขับเคลื่อนแพแล่นใบไปได้ (ที่มา: บรรยายแก่พระนิสิตมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ปี 2533 ครั้งที่ 3 เรื่องโครงสร้างที่สำคัญที่เป็นหัวใจในการผูกแพ)
- สติปัฏฐาน 4 เป็นข้อแรก เมื่อมีสติในสติปัฏฐาน 4 แล้ว ธรรมะอื่นทั้งหมดในโพธิปักขิยธรรมได้แก่ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 และมรรคมีองค์ 8 ก็มีตามมา (ที่มา: คณะผู้ปฏิบัติจิตตภาวนา ก ข ก กา แห่งความดับทุกข์ ภาค 2)
**สติปัฏฐาน ๔ มุ่งสู่การเห็นอนัตตาและละความยึดถือตัวตน**
- กระบวนการของสติปัฏฐาน ๔ คือการฝึกสติให้รู้จักกายผ่านลมหายใจจนกายสงบระงับ จากนั้นดูเวทนาที่เกิดขึ้น ดูจิตในขณะนั้น แล้วใช้จิตที่เป็นสมาธิพิจารณาธรรม "พิจารณาอนิจจัง ทุกขัง" รวมอยู่ในสติปัฏฐาน ๔ (ที่มา: อบรมพระธรรมทายาท ปี 2529 รุ่นที่5 ครั้งที่2/โพธิปักขิยธรรม)
- ท่านสอนว่าศูนย์กลางของสติปัฏฐาน ๔ คือกาย เวทนา จิต ธรรม และ "สติปัฏฐาน ๔ นั้น จะต้องละในความยึดถือว่าตัวตน สัตว์บุคคล เรา เขา แล้วก็ทำให้เกิดอนัตตา เห็นความไม่ใช่สัตว์บุคคล ตัวตนเราเขา ฝ่ายที่ต้องละคือ อัตตา ตัวตน" (ที่มา: อบรมพระธรรมทายาท ปี 2529 รุ่นที่5 ครั้งที่2/โพธิปักขิยธรรม)
กรรมและผลของกรรม
พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) อธิบายเรื่องกรรมและผลของกรรมไว้อย่างเป็นระบบและลึกซึ้ง โดยเชื่อมโยงกับหลักวิทยาศาสตร์และปฏิจจสมุปบาท ให้เห็นว่ากรรมไม่ใช่เพียงความเชื่อ แต่เป็นกฎธรรมชาติที่ตรวจสอบได้
**นิยามกรรม ๓ คำ และบทบาทของเจตนา**
- กรรม คือการกระทำที่ทำด้วยเจตนา เมื่อกระทำแล้วย่อมเกิดผล ท่านให้จำไว้ ๓ คำ ได้แก่ "กรรม" "ผลกรรม" และ "ผู้รับผลกรรม" โดยผู้ที่ได้รับผลโดยตรงคือผู้ทำนั่นเอง (ที่มา: อบรมครู ชุด หลักธรรมะเพื่อความเป็นครู ครั้ง 3 ธรรมที่เป็นหน้าที่สรุปลงในคำว่า "ธรรม")
- หากการกระทำนั้นมีเจตนา เรียกว่ากรรม ผลที่ออกมาเรียกว่าวิบาก แต่ถ้าไม่มีเจตนา การกระทำนั้นเรียกว่ากิริยา และผลสนองตอบเรียกว่าปฏิกิริยา (ที่มา: ไม่มีชื่อเรื่อง 19 เรื่อง จิตวิทยาในพุทธศาสนา)
- กรรมเก่า ได้แก่ ร่างกาย ตา หู จมูก ซึ่งล้วนเป็นผลของกรรมที่สั่งสมมา ส่วนกรรมใหม่คือการกระทำที่เกิดขึ้นในขณะนี้จากการที่มีอายตนะเหล่านั้นแล้วกระทำต่อไปอีก (ที่มา: อบรมพระนวกะในพรรษา ปี 2514 ครั้ง 20 ศึกษาพุทธศาสนาอย่างวิทยาศาสตร์เรื่องกรรม (ต่อ))
**กรรม ๔ ประเภท และกรรมที่เหนือดีเหนือชั่ว**
- กรรมมี ๔ อย่าง คือ กรรมดำ (กรรมชั่ว เช่น ฆ่าสัตว์ ให้ผลเป็นทุกข์) กรรมขาว (กรรมดี เช่น ทำบุญให้ทาน เป็นไปเพื่อความสุข) กรรมดำขาวเจือกัน (ดีและชั่วปะปน ให้ผลเป็นทั้งสุขและทุกข์) และกรรมไม่ดำไม่ขาว (ที่มา: เทศน์วันส่งตา - ยาย กัณฑ์ บ่าย)
- พระพุทธเจ้าสอนเรื่องกรรมไว้อีกข้อ คือกรรมที่เป็นที่สิ้นสุดแห่งกรรมชั่วและกรรมดี ซึ่งเป็นกรรมเหนือชั่วเหนือดี อย่างนี้มีแต่ในพุทธศาสนาเท่านั้น (ที่มา: ไม่มีชื่อเรื่อง 19 เรื่อง จิตวิทยาในพุทธศาสนา)
**กรรมในภาษาปฏิจจสมุปบาทและการสิ้นสุดกรรม**
- คำว่า "กรรม" เป็นภาษาสมมติหรือภาษาชาวบ้านสำหรับผู้ที่มีความอยากจะทำ แต่ถ้าพูดภาษาพระอริยเจ้า ก็มีแต่หลักว่าเพราะสิ่งนี้เป็นปัจจัยสิ่งนี้จึงเกิดขึ้น ซึ่งนั่นคือปฏิจจสมุปบาท (ที่มา: อบรมพระนวกะในพรรษา ปี 2514 ครั้ง 20 ศึกษาพุทธศาสนาอย่างวิทยาศาสตร์เรื่องกรรม (ต่อ))
- กรรมเกิดมาจากผัสสะ ดังนั้นหากจัดการให้ผัสสะหมดความหมาย กรรมก็จะสิ้นสุดลง (ที่มา: อบรมพระนวกะในพรรษา ปี 2514 ครั้ง 18 ศึกษาพุทธศาสนาอย่างวิทยาศาสตร์เรื่องกรรม)
การทำบุญให้ทาน
พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) ได้แสดงธรรมเรื่องการทำบุญให้ทานไว้อย่างลึกซึ้ง โดยเน้นว่าทานที่แท้จริงต้องเป็นไปเพื่อขัดเกลากิเลสและเป็นประโยชน์ส่วนรวม มิใช่เพื่อแสวงผลตอบแทนส่วนตัว
**ทานที่แท้ต้องล้างบาป ไม่ใช่ค้ากำไร**
- การให้ทานที่ถูกต้องต้อง "ช่วยลดความเห็นแก่ตัว ให้ทานไปเท่าไรมันเอาความเห็นแก่ตัวออกไป" มิใช่เป็นการค้ากำไรเกินควร (ที่มา: บรรยายแก่คณะลูกเสือจากสุพรรณบุรี)
- "ถ้าให้ทำบุญให้ทานเอาสวรรค์ มันค้ากำไรเกินควร ไม่ใช่ทำบุญ ไม่ใช่บุญ" การทำทานเพื่อเพิ่มความร่ำรวย ความงดงาม หรือความสนุกสนาน ล้วนไม่ใช่บุญแท้ (ที่มา: บรรยายแก่คณะลูกเสือจากสุพรรณบุรี)
**ความหมายของทานและบุญ**
- คำว่า "ทาน" แปลว่าการให้หรือการบริจาค มีความหมายกว้างขวาง ไม่ใช่เพียงการให้สิ่งของ แต่หมายถึงการให้ทุกชนิด อย่างน้อยมีถึง ๖ ชนิด (ที่มา: ทบทวนธรรมบรรยายภิกษุ ปี 2513 ครั้งที่ 2 เรื่อง การให้ทาน)
- "ทำทานก็คือทำบุญนั่นแหละ" โดยคำว่า "บุญ" โดยพยัญชนะแปลว่าเครื่องทำให้ฟูใจสบายใจ โดยอรรถะหมายความว่าเครื่องล้างบาป (ที่มา: สนทนาธรรมวันอาทิตย์ ปี 2522 ครั้ง 1 ถาม-ตอบ ปัญหา)
**ระดับของการให้ทาน: จากต่ำสู่สูง**
- ท่านพุทธทาสจำแนกระดับการให้ทานไว้ตามความมุ่งหมาย เริ่มจากการให้เพื่อผูกมิตรหรือตอบแทน → ให้เพื่อเอาหน้าเอาเกียรติ → ให้เพื่อไปเกิดในสวรรค์ได้วิมานหรือเกิดสวยเกิดรวย → ให้เพื่อทำลายความเห็นแก่ตัวและกิเลสคือความตระหนี่ → ให้เพื่อให้พระศาสนาตั้งอยู่ได้เป็นประโยชน์แก่คนทั้งโลก (ที่มา: จงพอกพูนหนทางแห่งความสงบ - ธรรมเทศนาแก่คณะทอดกฐินที่มาแวะเยี่ยมสวนโมกข์)
- ควรเลือกการให้ทานในระดับที่สูงขึ้น เพราะการให้ทานที่ได้บุญน้อยคือได้คนเดียว ส่วนการให้ทานที่ได้บุญมากคือได้กันทั้งโลก การให้ทานโดยหวังช่วยให้พระศาสนายังอยู่ได้จึงเป็นทานชั้นสูงสุด (ที่มา: จงพอกพูนหนทางแห่งความสงบ - ธรรมเทศนาแก่คณะทอดกฐินที่มาแวะเยี่ยมสวนโมกข์)
นิพพาน
พุทธทาสภิกขุ อธิบายว่านิพพานเป็นภาวะที่เข้าถึงได้ในชีวิตนี้ ไม่เกี่ยวกับความตาย และมีลักษณะเป็นความเย็นถึงที่สุดและความว่างอย่างยิ่ง
**ลักษณะของนิพพาน**
- นิพพานเป็นภาวะที่ "เหนือสุขเหนือทุกข์ เหนือบุญ เหนือบาป เรียกว่านิพพาน" (ที่มา: แสดงธรรมล้ออายุ ปี 2516 ครั้งที่ 1 เรื่องล้อโลก (ต่อ))
- นิพพานคือความเย็นถึงที่สุด ดังที่ท่านสรุปว่า "เย็นถึงที่สุดที่เรียกว่านิพพาน" (ที่มา: อบรมนักศึกษาครูบาอาจารย์จาก มศว. ประสานมิตร กทม. ครั้ง 1 นิพพานเท่าที่พุทธบริษัทต้องทราบ)
- นิพพานเป็นความว่างอย่างยิ่ง และ "นิพพานไม่มีความทุกข์อย่างยิ่ง" (ที่มา: อบรมนักศึกษา มศว. ปี 2529 ครั้ง 1 ศาสนากับวิทยาศาสตร์)
**นิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้ ไม่เกี่ยวกับความตาย**
- "นิพพานไม่เกี่ยวกับความตาย" คือไม่ใช่สิ่งที่จะได้ต่อเมื่อสิ้นชีวิต (ที่มา: แสดงธรรมล้ออายุ ปี 2529 ครั้งที่ 1 ให้เข้าใจแห่งศาสนาของตนๆ (เนื้อล้วนๆ))
- นิพพานเป็นสิ่งที่สัมผัสได้แม้ชั่วคราวในชีวิตประจำวัน ที่ท่านเรียกว่า "นิพพานชั่วคราวในชีวิตประจำวัน" (ที่มา: แสดงธรรมล้ออายุ ปี 2529 ครั้งที่ 1 ให้เข้าใจแห่งศาสนาของตนๆ (เนื้อล้วนๆ))
พรหมวิหาร ๔
พุทธทาสภิกขุสอนว่าพรหมวิหาร ๔ คือแก่นของจิตตภาวนาในพระพุทธศาสนา เป็นการอยู่อย่างประเสริฐที่ทำได้จริงในชีวิตนี้ ไม่ต้องรอตายหรือรอเป็นพระอรหันต์
**ความหมายของพรหมวิหาร ๔**
- เมตตาคือความรักความเมตตาต่อสรรพสัตว์ กรุณาคือความคิดจะช่วยเหลือมีความเสียสละที่จะช่วย มุทิตาคือความยินดีไม่อิจฉาริษยาในผู้ที่ได้ประสบความสำเร็จ ส่วนอุเบกขาคือการคอยจ้องดูอยู่เสมอว่าเมื่อไรจะช่วยได้ สี่อย่างนี้รวมเรียกว่า "พระพรหมวิหาร คือ เป็นอยู่อย่างประเสริฐ" (ที่มา: บรรยายแก่ชาวพุทธ - คริสต์ ครั้ง ๒ ระบบจิตตภาวนาในพระพุทธศาสนา)
**อุเบกขา: ความหมายที่มักเข้าใจผิด**
- คำว่าอุเบกขาที่แปลกันว่า "วางเฉย เมื่อช่วยไม่ได้ก็วางเฉยเสีย" นั้น "มันไม่ถูกตามตัวหนังสือ" เพราะ "อุเบกขานี่แปลว่าจ้องดู คือจ้องดูอยู่ว่าเมื่อไรจะช่วยได้" (ที่มา: การประชุมทางวิชาการโครงการพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนจริยศึกษา (สำนักงานการประถมศึกษาแห่งชาติ) ครั้ง 4 มรรคมีองค์แปด (สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ))
- ในข้ออุเบกขานั้น แม้เมื่อโอกาสยังไม่มีก็ยังช่วยไม่ได้ แต่พอโอกาสมีก็จะช่วยทันที จึงเป็นการคอยจ้องดูอยู่เสมอว่าเมื่อไรจะช่วยได้ (ที่มา: บรรยายแก่ชาวพุทธ - คริสต์ ครั้ง ๒ ระบบจิตตภาวนาในพระพุทธศาสนา)
**พรหมวิหารในชีวิตจริง**
- คำว่า "พรหม" แปลว่า "ประเสริฐ" และพรหมวิหารธรรมคือ "ธรรมเป็นเครื่องอยู่ของพรหม ได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา" ซึ่งปฏิบัติได้ "อยู่ที่นี่ ในโลกนี้" (ที่มา: การประชุมทางวิชาการโครงการพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนจริยศึกษา (สำนักงานการประถมศึกษาแห่งชาติ) ครั้ง 8 ธรรมชีวีกับครูผู้สร้างโลก)
- พรหมวิหารเป็นหนึ่งใน ๔ วิหาร ได้แก่ ทิพยวิหาร พรหมวิหาร อริยวิหาร และสุญตาวิหาร "มีได้ในชีวิตนี้ แม้ในพวกฆราวาส" เพราะ "เริ่มตอนตายแล้ว มันไม่มีประโยชน์" และการรอเป็นพระอรหันต์ก็ "ยังไม่รู้เมื่อไร ก็รีบเอา...กันเสียแต่เดี๋ยวนี้เถอะ" (ที่มา: อบรมพระนิสิต ม.มหิดล ชุด เตกิจฉกธรรม ปี 2514 ครั้งที่ 14 ความไม่มีโรคแห่งชีวิต)
- บิดามารดาเป็นพระพรหม เพราะเป็นผู้สร้างดังที่พระพรหมสร้างโลก และ "ประกอบไปด้วยพรหมวิหาร ๔" จึงควร "เคารพบิดามารดานั่นแหละว่าเป็นพระพรหม" (ที่มา: เทศน์ในวันรับตา ยาย กัณฑ์บ่าย ตา ยาย สองภาษา)
ขันธ์ ๕
พุทธทาสภิกขุ อธิบายขันธ์ ๕ ว่าเป็นส่วนประกอบของชีวิตที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย แบ่งออกเป็นรูปขันธ์และนามขันธ์ทั้งสี่ และชี้ให้เห็นว่าการยึดมั่นในขันธ์เหล่านั้นคือรากเหง้าของทุกข์
**ความหมายและโครงสร้างของขันธ์ ๕**
- ขันธ์ห้า คือส่วนแต่ละส่วนที่ประกอบกันขึ้นเป็นอัตภาพร่างกายหรือชีวิต โดยมีส่วนที่เป็นรูปอยู่ส่วนหนึ่งคือรูปขันธ์ และมีส่วนที่เป็นน้ำหรือเป็นจิตอยู่สี่ส่วนคือพวกนามขันธ์ คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ (ที่มา: แสดงธรรมล้ออายุ ปี 2530 ครั้งที่ 2 สิ่งที่ต้องปฏิรูปคืออะไร)
- ขันธ์ ๕ คือส่วนที่ประกอบกันเป็นชีวิตนั่นเองแหละ ชีวิตหนึ่งๆมันมีส่วน ๕ ส่วนที่ประกอบกันเข้าอยู่ แบ่งเป็น ๒ ส่วน ส่วนวัตถุหรือร่างกายส่วนที่ ๑ เรียกว่ารูปขันธ์ ทีนี้ต่อไปอีก ๔ ส่วนเหลือน่ะเป็นเรื่องใจ (ที่มา: อบรมนักเรียนโรงเรียนเทพศิรินทร์ กทม. ปี 2532 ครั้ง 3 อัตตา - อนัตตา)
- ขันธ์ทั้ง ๕ มันสับเปลี่ยนกันส่งเสริมกัน ถ้าไม่มีรูปขันธ์ มันก็ไม่มีเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ถ้าไม่มีความรู้สึกทางเวทนา มันก็ทำอะไรไม่ได้ ไม่มีสังขารก็คิดนึกอะไรไม่ได้ มันก็เหมือนกับท่อนไม้ ไม่มีวิญญาณก็สัมผัสอะไรในภายนอกตัวไม่ได้ (ที่มา: บรรยายแก่นักศึกษาและเจ้าหน้าที่บริษัทไทวา พุทธธรรมในฐานะเทคโนโลยี)
**ลักษณะการเกิดขึ้นของขันธ์ ๕**
- ขันธ์ห้าไม่ใช่ว่ามันเหมือนกับเอาแตงโมมาลูกหนึ่งแล้วผ่าออกเป็นห้าส่วน แต่มันเกิดตามเหตุตามปัจจัยทีละส่วนเป็นตอนเป็นส่วน แล้วก็เนื่องกันไปครบทั้งห้าส่วนก็เป็นสิ่งที่เรียกว่าขันธ์ห้า "ห้า" นี่ก็คือรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ (ที่มา: คณะสมาธิภาวนา ครั้ง ๓ สภาวธรรม คือขันธ์ห้า)
- ขันธ์ทั้งห้ามีส่วนทั้งห้านี่เกิดขึ้นดับไป เกิดขึ้นดับไป ไม่รู้กี่สิบหรือกี่ร้อยชุดในแต่ละวัน มันเกิดขึ้นเป็นขันธ์เฉยๆนั้นมันก็อย่างหนึ่ง เกิดขึ้นเป็นขันธ์แล้วยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวตนนั่นก็อย่างหนึ่ง (ที่มา: แสดงธรรมล้ออายุ ปี 2530 ครั้งที่ 2 สิ่งที่ต้องปฏิรูปคืออะไร)
**ขันธ์ ๕ ในฐานะที่ตั้งแห่งความยึดมั่นและทุกข์**
- บาลีว่า "รูปูปาทานักขันโธ เวทะนูปาทานักขันโธ สัญญูปาทานักขันโธ สังขารูปาทานักขันโธ วิญญาณูปาทานักขันโธ" ซึ่งแปลว่าขันธ์เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือรูปขันธ์ที่ยึดมั่นก็เป็นทุกข์ เวทนาขันธ์ที่ยึดมั่นก็เป็นทุกข์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ที่ยึดมั่นก็เป็นทุกข์เช่นกัน (ที่มา: อบรมพระนวกะราชภัฏ ปี 2520 ครั้ง 5 อานิสงส์สูงสุดของการบังคับความรู้สึก)
ศีล ๕
พุทธทาสภิกขุสอนเรื่องศีล ๕ ด้วยแนวทางที่แหวกแนวจากการท่องจำแบบพิธีกรรม ท่านย้ำว่าการถือศีล ๕ ที่แท้จริงต้องเข้าถึง "วิญญาณ" ของศีล นั่นคือหลักแห่งการไม่ประทุษร้ายใน ๕ มิติ ซึ่งครอบคลุมกว้างกว่าตัวอักษร และยังชี้ให้เห็นว่าหลักศีลธรรม ๕ ประการนี้มีอยู่ก่อนพุทธกาล เป็นสากลข้ามศาสนา ไม่ใช่ข้อบัญญัติเฉพาะพุทธเท่านั้น
**การนิยามศีล ๕ ใหม่: หลักแห่งการไม่ประทุษร้าย**
- พุทธทาสภิกขุสรุปวิญญาณของศีล ๕ ว่า "ศีลข้อที่ ๑ ไม่ให้ประทุษร้ายชีวิต และร่างกายของผู้อื่น โดยวิธีใดก็ตาม ศีลข้อที่ ๒ ไม่ให้ประทุษร้ายทรัพย์สมบัติของผู้อื่น โดยวิธีใดก็ตาม ศีลข้อที่ ๓ ไม่ให้ประทุษร้ายของรักของใคร่ ในความหมายที่เป็นของรักของใคร่ของผู้อื่น โดยวิธีใดก็ตาม" (ที่มา: แสดงธรรมล้ออายุ ปี 2513 กัณท์ 1 เรื่องทั่วไป)
- ศีลข้อ ๔ หมายถึงไม่ประทุษร้ายสิทธิอันชอบธรรมหรือความเป็นธรรมของผู้อื่นด้วยวาจา และศีลข้อ ๕ คือการประทุษร้ายสติสัมปชัญญะอันปกติของตัวเองให้เสียไป — ท่านชี้ว่าเจตนาแห่งการประทุษร้ายเป็นหัวใจของการขาดศีล (ที่มา: อบรมพระนิสิต ม.มหิดล ชุด เตกิจฉกธรรม ปี 2514 ครั้งที่ 15 โอวาทลาสิกขา)
- ท่านย้ำว่าใครถือศีล ๕ ให้ได้ตามนิยามนี้ "จะเป็นคนดีที่สุดทั้งใน แง่โลก แง่ธรรมะ แง่ไหนก็ตาม ในศาสนาไหนก็ตาม" เพราะไม่ประทุษร้ายชีวิตร่างกาย ทรัพย์สมบัติ ของรัก ความเป็นธรรม และสติสมปฤดีของตนเอง (ที่มา: อบรมพระนวกะในพรรษา ปี 2513 ครั้ง 2 วินัย)
**ความหมายกว้าง: รัศมีครอบจักรวาล**
- ท่านชี้ว่าศีล ๕ ที่ว่า "ไม่ให้ฆ่าสัตว์ ไม่ให้ลักทรัพย์ ไม่ให้ประพฤติผิดในกาม ไม่ให้พูดเท็จ ไม่ให้ดื่มน้ำเมา มีเท่านี้ แต่แล้วรัศมีของมันครอบไปหมด เรียกว่า ครอบจักรวาล" — การถือให้ได้จริงต้องถือให้ครอบคลุมความหมายกว้างขวาง (ที่มา: แสดงธรรมล้ออายุ ปี 2513 กัณท์ 1 เรื่องทั่วไป)
- แม้ในกรณีเล็กน้อย เช่น ของใช้ของเล่นที่เด็กรักเป็นพิเศษ ก็จัดเป็นของรักตามศีลข้อ ๓ หากไปแตะต้องก็ถือว่าประทุษร้ายของรักแล้ว ไม่จำต้องเป็นเรื่องชู้สาวเท่านั้น (ที่มา: โอวาททัศนาจรแก่นักเรียนสหมิตรวิทยาคม)
**ศีลธรรมสากลก่อนพุทธกาล**
- ท่านพุทธทาสชี้แจงว่าศีล ๕ "มีมาก่อนพุทธกาล กระทั่งพุทธกาลพระพุทธเจ้าท่านก็ทรงรับเข้าไว้ในระบบเดียวกับคำสอนในศาสนาของท่าน ในศาสนาอื่นก็มี แต่จะพูดไว้ในคำพูดที่ต่างกัน แต่ความหมายเหมือนกันแท้" เพราะฉะนั้นศีล ๕ เพียง ๕ ประการก็พอสำหรับให้มนุษย์มีศีลธรรมอยู่กันด้วยความเป็นผาสุก (ที่มา: อบรมลูกเสือ ค่ายธรรมบุตร เรื่อง ความมุ่งหมายของลูกเสือนั้นคือศีลธรรม)
- ท่านยืนยันว่า "ศีล ๕ ข้อนี้ขอให้ยอมรับว่ามันเป็นศีลธรรมดั้งเดิมก่อนพุทธศาสนา ถ้าก่อนพุทธศาสนา ก็ต้องก่อนคริสเตียนน่ะ" โดยอธิบายทั้ง ๕ ข้อในกรอบ "อย่าประทุษร้าย" เหมือนกันในทุกศาสนา (ที่มา: อบรมครูคริสต์ ครั้ง 1 ความเป็นสากลของสิ่งที่เรียกว่าศีลธรรม)
มรรคมีองค์ ๘
พุทธทาสภิกขุสอนว่าอริยมรรคมีองค์ ๘ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา เป็นหนทางสายกลางทางเดียวที่ประกอบขึ้นด้วยองค์ ๘ ซึ่งต้องทำงานร่วมกันพร้อมกันจึงจะเรียกว่า "มรรค" ได้ และเมื่อสมบูรณ์แล้วก็เป็น "ส่วนเหตุ" ที่นำไปสู่ความดับทุกข์
**มรรคคือทางเดียว ไม่ใช่แปดทาง**
- พุทธทาสภิกขุย้ำว่า มรรคมีเพียงทางเดียว แต่ประกอบด้วยองค์ประกอบ ๘ อย่าง แล้วต้องครบทั้ง ๘ อย่าง จึงจะเรียกว่ามรรค ถ้ามันยังแยกกันอยู่ ก็เรียกชื่อตามชื่อของธรรมะนั้นๆ ไม่อาจจะเรียกว่ามรรค (ที่มา: การประชุมทางวิชาการโครงการพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนจริยศึกษา (สำนักงานการประถมศึกษาแห่งชาติ) ครั้ง 1 เรื่อง มัชฌิมาปฏิปทาหรืออริยมรรคมีองค์แปดนั้นเป็นประมวลแห่งจริยธรรม)
- ท่านอธิบายว่า มรรคนั้นมันเดี่ยว แต่มันมีองค์ประกอบ ๘ องค์ อย่าไปเรียกว่ามรรค ๘ มรรค ๘ ตามเขา พูดผิดๆ เพราะทางสายกลางนี้ "ถูกต้องและสำเร็จประโยชน์" (ที่มา: อบรมนักศึกษาวิทยาลัยครูสงขลา ปี 2527 ครั้ง 4 ทางสายกลาง)
**องค์ ๘ ทำงานพร้อมกันครบถ้วน**
- ท่านสอนว่า "เมื่อประกอบพร้อมกันทั้ง ๘ องค์ล้วนแต่ถูกต้อง" จึงเป็นมรรค โดย "มรรคมีองค์ ๘ นี้เป็นส่วนเหตุ" ที่จิตใจต้องดำเนินไปอย่างถูกต้อง (ที่มา: วิสาขบูชาเทศนา ปี 2527 ทางเดินของชีวิต (กัณฑ์ที่ 3ดึก))
- ท่านยังอธิบายว่า "เมื่อมันอยู่ด้วยสติปัญญาที่ถูกต้องว่า อันนี้เป็นอย่างนี้ มันก็ถูกต้องเป็นสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโปอยู่ในตัว มันต้องการดับทุกข์อยู่ในตัว การพูดจาผิดไม่ได้ เพราะมันพูดออกมาจากจิตใจ" (ที่มา: อบรมพระภิกษุธรรมปาฏิโมกข์ ปี 2514 ความถูกต้องสำหรับตัวกู-ของกู)
- ท่านแบ่งโครงสร้างภายในไว้ว่า ๒ องค์แรกมันเป็นปัญญารู้ ... ๓ องค์ถัดมาเป็นศีล เป็นชั้นระเบียบภายนอก อีก ๓ องค์ถัดไปมันก็เป็นชั้นระดับจิตใจลึกเข้าไป แปลว่าทั้ง ๓ ระดับมันถูกต้องหมด (ที่มา: อบรมพระนวกะในพรรษา ปี 2526 ชีวิตโวหาร)
**ย่อเป็น ศีล สมาธิ ปัญญา และขยายเป็น สัมมัตตะ ๑๐**
- ท่านอธิบายว่า "องค์ ๘ นั้นย่นเหลือเพียง ๓ คือเป็น ศีล สมาธิ ปัญญา" และทำอะไรที่ประกอบด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา คือ ประกอบไปด้วย องค์ ๘ แห่งอริยมรรค นั่นเอง เลยมี อริยมรรค อยู่ในทุกการงาน ทุกสิ่งที่กระทำ (ที่มา: วิสาขบูชาเทศนา ปี 2527 ทางเดินของชีวิต (กัณฑ์ที่ 3ดึก))
- ท่านสอนเพิ่มเติมว่า "ถ้าเพิ่มเข้าอีก ๒ องค์ที่เป็นส่วนผล สัมมาญาณะ สัมมาวิมุติกลายเป็น ๑๐ อย่างนี้เรียกว่าสัมมัตตะ ๑๐ แปลว่า ความถูกต้อง ๑๐ ประการ นี่รวมทั้งปฏิบัติทั้งปฏิเวธเข้าไปด้วยกัน" (ที่มา: อบรมพระนวกะวัดชลประทานฯ ปี 2531 ครั้ง 3 พระพุทธศาสนาคืออะไร ?)
- ท่านสรุปว่า "อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้เข้าใจว่าคงจะจำกันได้ เพราะว่านั่นน่ะคือตัวศาสนา ตัวแท้ของศาสนา เนื้อตัวของศาสนาน่ะอยู่ที่อริยมรรคมีองค์ ๘" พร้อมระบุว่า "เป็น ๘ ถูกต้องแล้วก็ไม่มีทางผิด" (ที่มา: อบรมนักศึกษาจากเทคโนพระจอมเกล้า ธนบุรี การทำชีวิตให้มีธรรมะ)
ไตรลักษณ์
พุทธทาสภิกขุสอนว่าไตรลักษณ์คือความจริงสามประการที่สรุปสรรพสิ่งในจักรวาลได้ ได้แก่ อนิจจัง (ความไม่เที่ยง) ทุกขัง (ความเป็นทุกข์) และ อนัตตา (ความไม่ใช่ตัวตน) ซึ่งท่านถือว่าเป็นหัวใจของการศึกษาธรรมะและการปฏิบัติวิปัสสนา ไม่ใช่สิ่งที่รู้ได้จากตำราแต่ต้องมองลงไปจริง ๆ ที่ตัวของความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ที่มีอยู่ในใจหรือเกิดอยู่กับร่างกาย
**ความจริงสามประการที่ต้องเห็นด้วยตนเอง**
- "ลักษณะแรก คือ ลักษณะแห่งความไม่เที่ยง ลักษณะสอง ลักษณะแห่งความเป็นทุกข์ ลักษณะสาม ลักษณะแห่งความเป็นอนัตตา" พุทธทาสภิกขุอธิบายว่านี่คือที่มาของพระไตรลักษณ์ในพระพุทธภาษิต (ที่มา: มาฆบูชาเทศนา ปี 2522 กัณฑ์ 3 ดึก)
- ความจริงทั้งหมดนั้นมาสรุปไว้ที่คำสั้น ๆ เพียง ๓ คำคือ "ความไม่เที่ยง ความมีลักษณะแห่งความทุกข์ และความไม่ใช่ตัวใช่ตน" และ "ความจริงข้อนี้ไม่เกี่ยวกับหนังสือ เพราะไม่อาจจะรู้จักได้โดยอาศัยหนังสือเป็นสื่อ เพราะว่าต้องมองลงไปจริง ๆ ที่ตัวของความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ที่มีอยู่ในใจหรือเกิดอยู่กับร่างกายยาวประมาณวาหนึ่งนี้" (ที่มา: แสดงธรรมล้ออายุ ปี 2509 กัณท์ 3 (ต่อ))
- "เห็นว่าไม่เที่ยงคือไหลเรื่อย เปลี่ยนแปลงเรื่อย เห็นว่าการที่ต้องผูกพันธ์กันอยู่กับสิ่งไม่เที่ยงมันก็เป็นทุกข์ ทั้งไม่เที่ยงและทั้งเป็นทุกข์ จะเอาเหตุผลอันไหนมาเรียกมันว่า อัตตา หรือตัวกูตัวตน" ท่านชี้ว่าสามลักษณะนี้เชื่อมโยงกันเป็นเหตุเป็นผล (ที่มา: อบรมปฏิบัติจิตตภาวนา ค่ายดับทุกข์ 2533 อานาปานสติโดยประสงค์ (หมวด3-4))
**ไตรลักษณ์กับการปฏิบัติวิปัสสนาและชีวิตประจำวัน**
- "การทำ วิปัสสนา นั้นไม่มีอะไรอื่นเลย นอกไปจากพิจารณาให้เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของสิ่งที่มีความเป็นอย่างนั้น" และการปฏิบัติอานาปานสติก็มุ่งไปสู่การเห็นไตรลักษณ์นั่นเอง (ที่มา: มาฆบูชาเทศนา ปี 2522 กัณฑ์ 3 ดึก)
- พุทธทาสภิกขุสอนให้ใช้ไตรลักษณ์เป็นเครื่องมือในทุกสถานการณ์ว่า "เมื่อได้ทุกข์ เป็นทุกข์ก็ให้ พระไตรลักษณ์ มาช่วยทันท่วงที ให้หายความรู้สึกที่เป็นทุกข์ว่า โอ้, มันเป็นอย่างนี้เอง" ตลอดจนเวลาได้ลาภหรือเสื่อมลาภก็ให้พระไตรลักษณ์มาช่วยมิให้หลงระเริงหรือหดหู่ (ที่มา: มาฆบูชาเทศนา ปี 2522 กัณฑ์ 3 ดึก)
- "พระพุทธเจ้าตรัสเพียงคำเดียวว่า ไม่เที่ยง แต่มันคาบเกี่ยวไปถึง ทุกข์และอนัตตา เป็นพระไตรลักษณ์ขึ้นมา" ชี้ให้เห็นว่าอนิจจังเป็นประตูสู่การเข้าใจสองลักษณะที่เหลือ (ที่มา: อบรมปฏิบัติจิตตภาวนา ค่ายดับทุกข์ 2533 อานาปานสติโดยประสงค์ (หมวด3-4))
**ไตรลักษณ์ในฐานะสัจธรรมสากล**
- พุทธทาสภิกขุชี้ว่าไตรลักษณ์เป็นลักษณะของ "สรรพสิ่งทั้งหลายในสากลโลกนี้จะต้องมีลักษณะอย่างนี้อยู่ด้วยกันทั้งนั้น" ไม่ว่าจะเป็นสังขารหรือธรรมทั้งปวง (ที่มา: การอภิปรายและสรุปการอภิปรายในวันสิ้นปี ศรัทธา)
- ท่านสังเกตว่าคำว่า "ไตร" (สาม) ปรากฏในสิ่งสูงสุดของหลายศาสนา เช่น รัตนตรัย ไตรลักษณ์ ตรีมูรติ และ Trinity ในคริสต์ศาสนา เพื่อชี้ให้เห็นนัยสำคัญของตัวเลขสามในบริบทของสัจธรรม (ที่มา: อบรมพระนิสิต ม.มหิดล ชุด เตกิจฉกธรรม ปี 2514 ครั้งที่ 5 การแสวงการรักษาโรคด้วยศาสนา)
- "ศึกษาให้เห็นความจริงของสิ่งทั้งปวง และความจริงทั้งหมดนั้นมาสรุปไว้ที่คำสั้น ๆ เพียง ๓ คำ" เพราะการเห็นไตรลักษณ์สามารถทำได้หลายแง่หลายมุม ทั้งในด้านสติปัญญา สมาธิ และการพิจารณาปฏิจจสมุปบาท (ที่มา: แสดงธรรมล้ออายุ ปี 2509 กัณท์ 3 (ต่อ))
โพชฌงค์ ๗
พุทธทาสภิกขุ อธิบายโพชฌงค์ ๗ ในฐานะ "องค์แห่งการตรัสรู้" ที่ใช้ได้กว้างขวางกว่าที่คนทั่วไปเข้าใจ — ไม่ใช่เพียงธรรมะชั้นสูงสำหรับนักบวช แต่เป็นหลักปฏิบัติที่นำไปใช้ในชีวิตทุกระดับได้จริง ทั้งการงาน การค้าขาย และการปฏิบัติธรรมอย่างละเอียด
**ความหมายและขอบเขตของโพชฌงค์ ๗**
- "โพชฌะ" มีรากเดียวกับ "โพธิ" คือการตรัสรู้ ท่านอธิบายว่า "โพชฌงค์ก็แปลว่า องค์ของการตรัสรู้ โพชฌะในที่นี้คือโพธินั่นเอง รูปปรับเปลี่ยนได้ แต่เนื้อความหรือใจความอันเดียวกันคงเดิม" (ที่มา: อบรมพระนวกะในพรรษา ปี 2512 ครั้ง 33 ธรรมะในฐานะเป็นเครื่องมือโพชฌงค์ 7)
- โพชฌงค์ ๗ ครอบคลุมทั้ง "โพธิโลก ๆ" และ "โพธิธรรมะชั้นสูง" ท่านกล่าวว่า "ทำมาหากิน ทำไร่ทำนาค้าขาย ลองเอาไปใช้ดูใน ๗ อย่างนี้ หรือทำงานฝีมือศิลปะ เป็นศิลปิน เป็นหมอ เป็นทนายความ เป็นอะไรก็ตาม ก็ลองใช้ ๗ อย่างนี้ดู มันจะประสบความสำเร็จ" (ที่มา: อบรมพระนวกะในพรรษา ปี 2512 ครั้ง 33 ธรรมะในฐานะเป็นเครื่องมือโพชฌงค์ 7)
- ท่านกล่าวกับผู้ฟังว่า "โพชฌงค์ ๗ องค์ ที่apply อย่างนี้ใช้ได้แก่การงานทุกชนิด แม้แต่การงานที่ต่ำต้อยที่สุด จะตักน้ำ ผ่าฝืนของพวกคนใช้ ถ้ารู้จักใช้องค์ประกอบอย่างนี้ แล้วก็จะสำเร็จได้เหมือนกัน ถึงที่สุดได้เหมือนกัน" (ที่มา: อบรมพระธรรมฑูต ปี 2514 (ภาคเช้า) ครั้งที่ 4 เรื่ององค์ประกอบที่จะทำความสำเร็จในหน้าที่ของธรรมฑูต)
**โพชฌงค์ ๗ กับการปฏิบัติขั้นละเอียด**
- ท่านเน้นว่าโพชฌงค์ ๗ คือ "หลักปฏิบัติที่ดี" ในขั้นละเอียด หลังจากได้เรียนรู้มามากแล้ว สิ่งที่เหลือคือ "จะเดินไปอย่างไร ไอ้ที่เรียนไว้มากๆ รู้ไว้มากๆนี่จะเอามาใช้มันอย่างไร ใช้ให้มันถูกต้องให้มันเป็นการปฏิบัติทางกาย วาจา ใจ เดินไปให้ดี" (ที่มา: อบรมพระนวกะราชภัฏจากวัดชลฯ ปี 2526 ชุด ธรรมะปริทรรศน์โดยพื้นฐาน ครั้งที่ 4 เรื่องปฏิบัติธรรมกันเมื่อไร?)
- สมาธิในกรอบโพชฌงค์ ๗ ทำหน้าที่จริงในการชำระกิเลส ท่านอธิบายว่า "สมาธิมันทำหน้าที่ตามแบบของมัน มันก็สะอาดเข้มแข็งและว่องไว สมาธิมีองค์คุณ ๓ ประการ มันสะอาดจากนิวรณ์ มันเข้มแข็งๆ มีกำลังกล้าและว่องไวที่จะทำหน้าที่" และเมื่อเพ่งดูจิตที่ตั้งมั่นนั้น ย่อมถึงขั้นอุเบกขา (ที่มา: แสดงธรรมล้ออายุ ปี 2533 กัณฑ์ 4 มรรค โพชฌงค์ สุญญตา อานาปานสติ)
- ท่านกล่าวว่า "โพชฌงค์แปลว่าองค์แห่งการตรัสรู้ สติ ธัมมวิจยะ วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา ๗ อย่างนี้ เป็นหลักที่เคยอธิบายไว้ในหนังสือหลายเล่ม ต้องผ่านวิธีนั้นแหละ มันถึงจะหมดกิเลส" (ที่มา: อบรมนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2516 ครั้ง 3 จิตว่าง)
**คุณค่าและความลึกซึ้งของโพชฌงค์ ๗**
- ท่านแสดงความเคารพในธรรมหมวดนี้อย่างชัดเจนว่า "ใครไปยิ่งศึกษาแตกฉานในเรื่องโพชฌงค์ ๗ ก็จะยิ่งนับถือพระพุทธเจ้ามากขึ้น จะเคารพศรัทธาในพระพุทธเจ้ามากขึ้น เห็นว่าสมกับที่เป็นพระพุทธเจ้า แล้วพระธรรมนี้ก็ดีเหลือเกิน ผู้ปฏิบัติตามคงจะเอาตัวรอดได้" (ที่มา: สนทนาธรรมวันอาทิตย์ ปี 2524 ครั้ง 4 มหายาน หินยาน)
- ก่อนหน้านี้คนมักยกโพชฌงค์ไว้สูงจนไม่เข้าถึง ท่านอธิบายว่า "ก่อนนี้มันยกไว้สูงจนไม่มาเกี่ยวกับเราเลย" แต่แท้จริงโพชฌงค์ใช้ได้ตั้งแต่เรื่องโลกทั่วไปจนถึงการหลุดพ้น และสัมพันธ์กับมรรคมีองค์ ๘ อย่างใกล้ชิด (ที่มา: อบรมพระนวกะในพรรษา ปี 2512 ครั้ง 34 การสโมทานธรรม)
โลกธรรม ๘
พุทธทาสภิกขุ สอนเรื่องโลกธรรม ๘ ว่าเป็นสิ่งที่มีประจำอยู่ในโลก เป็นภาวะที่ทุกชีวิตต้องเผชิญ และเป็นเหตุให้จิตใจหวั่นไหวได้ หากไม่รู้จักมัน
**ความหมายและองค์ประกอบของโลกธรรม ๘**
- โลกธรรม ๘ มีอยู่ ๔ คู่ ๘ อย่าง ได้แก่ "ความได้ลาภและความเสื่อมลาภคู่หนึ่ง ความได้ยศได้เกียรติแล้วก็เสื่อมยศเสื่อมเกียรตินี่คู่หนึ่ง ความได้สุขความพอใจและความได้ทุกข์ที่ไม่พอใจ นี่อีกคู่หนึ่ง แล้วก็นินทาแล้วก็สรรเสริญอีกคู่หนึ่ง" (ที่มา: อบรมนักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ อาสาฬหบูชา ปี 2518 ครั้ง 4/4 การจมอยู่ในโลก)
- โลกธรรมเป็น "สิ่งประจำโลก" กระจายอยู่ทั่วทั้งโลก จึงได้ชื่อว่าโลกธรรม (ที่มา: อบรมนักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ อาสาฬหบูชา ปี 2518 ครั้ง 4/4 การจมอยู่ในโลก)
**โลกธรรม ๘ ในฐานะ "เขี้ยวของโลก"**
- พุทธทาสภิกขุเรียกโลกธรรม ๘ ว่า "เขี้ยวของโลก" โดยแบ่งเป็น ๒ ฝ่าย ฝ่ายที่น่าพอใจ ได้แก่ "ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข" และฝ่ายที่ไม่น่าพอใจ ได้แก่ "ไม่มีลาภ ไม่มียศ นินทาและทุกข์" (ที่มา: บรรยายภาพปริศนาธรรม ชุดเอ็มมานูเอล เชอแมน)
- ฝ่ายที่น่ายินดีนั้น "มันก็ทำให้โง่ ให้หลง ให้บ้า ให้ติดพัน ให้ร้องไห้ เมื่อไม่ได้ตามที่ต้องการ" ส่วนฝ่ายที่ไม่น่าพอใจ "มันก็กัดเอาเจ็บปวดอยู่เป็นธรรมดา" (ที่มา: บรรยายภาพปริศนาธรรม ชุดเอ็มมานูเอล เชอแมน)
- การมองเห็นโลกธรรมทั้งปวงว่าเป็นเขี้ยวของโลก ย่อมทำให้ไม่ถูกกัด "อย่างน้อยก็ไม่ต้องเป็นโรคประสาท" (ที่มา: บรรยายภาพปริศนาธรรม ชุดเอ็มมานูเอล เชอแมน)
อิทธิบาท ๔
ท่านพุทธทาสภิกขุอธิบายอิทธิบาท ๔ ว่าเป็นธรรมะในฐานะ "เครื่องมือ" สำหรับทุกคน ทั้งชาวบ้านผู้ปรารถนาความสำเร็จในชีวิตการงาน และพระภิกษุผู้มุ่งสู่นิพพาน โดยชี้ว่าเนื้อแท้ของธรรมชุดนี้เป็นอย่างเดียวกัน แตกต่างกันเพียงระดับและปริมาณ ท่านยังโยงอิทธิบาท ๔ เข้ากับสติปัฏฐาน ๔ และสัจจะ แสดงให้เห็นว่าธรรมทั้งหลายเชื่อมถึงกันอย่างแนบแน่น
**ความหมายของ "อิทธิบาท" และองค์ประกอบทั้งสี่**
- ท่านให้นิยามไว้ชัดว่า "อิทธิ มันแปลว่า ฤทธิ์ บาท มันแปลว่า รากฐาน หรือเครื่องให้งอกงามขึ้นมา อิทธิบาท แปลว่า เครื่องมือให้เกิดฤทธิ์ขึ้นมา ฤทธิ์นี่คือ ความสำเร็จ" (ที่มา: อบรมพระนิสิต ม.มหิดล ชุด เตกิจฉกธรรม ปี 2514 ครั้งที่ 9 เครื่องมือวิเศษสำหรับทุกคน)
- อิทธิบาท ๔ ประกอบด้วย ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ใช้ได้ทั้งกับชาวบ้านในการทำงานให้สำเร็จและในการปฏิบัติเพื่อนิพพาน โดยเนื้อแท้เป็นอย่างเดียวกัน ต่างเพียงระดับ ดังที่ท่านกล่าวว่า "และอิทธิบาท 4 นั้นมันก็อย่างเดียวกันที่จะใช้ปฏิบัติเพื่อไปนิพพาน" (ที่มา: ปาฐกถาธรรมที่พุทธสมาคม หมวดธรรมทำงานด้วยจิตว่าง)
- วิริยะในฐานะอิทธิบาทมุ่งที่กำลังกายเป็นส่วนใหญ่ ส่วนจิตตะคือ "ที่ไปใช้กำลังทางจิตอย่างรุนแรงกัน" (ที่มา: อบรมพระนวกะในพรรษา ปี 2512 ครั้ง 28 ธรรมะในฐานะเป็นเครื่องมือ (อิทธิบาท ข้อที่ 2))
**อิทธิบาทในการปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔**
- ท่านชี้ว่าอิทธิบาท ๔ มีอยู่แล้วโดยธรรมชาติในการปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ "ต้องมีอิทธิบาท คือต้องพอใจในการปฏิบัตินั้นหรือผลของการปฏิบัตินั้น แล้วก็มีความพากเพียร วิริยะอิทธิบาทอย่างยิ่งอยู่ แล้วก็มีจิตตะอิทธิบาท พยายามที่จะเอาใจใส่ฝักใฝ่อย่างยิ่งอยู่ แล้วก็มีวิมังสาอิทธิบาท แยกแยะใคร่ครวญสอบสวนอยู่ อิทธิบาททั้ง ๔ มันก็เลยมีอยู่ในการปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ นั่นเอง" (ที่มา: อบรมพระธรรมทายาท ปี 2529 รุ่นที่5 ครั้งที่2/โพธิปักขิยธรรม)
**อิทธิบาทและสัจจะ**
- ท่านอธิบายว่าอิทธิบาทเกิดจากการตั้งสัจจะ "อิทธิบาทนี่มันเกิดในสัจจะ เกิดมาจากสัจจะ เพราะเราตั้งสัจจะลงไปมันถึงจะมี ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา" แล้วอิทธิบาทก็ย้อนกลับมาส่งเสริมสัจจะนั้นให้บริบูรณ์ (ที่มา: ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสิ่งสิ่งเดียว คือ จิต)
- ผู้ที่ทำครบทั้ง ๔ ประการ "ก็จะประสพความสำเร็จในสิ่งที่เกินกว่าธรรมดา หรือเหนือไปกว่าธรรมดาได้บ้างตามสมควร" (ที่มา: มาฆบูชาเทศนา ปี 2522 กัณฑ์ 1 บ่าย)
⭐ คำสอนเฉพาะทาง
จิตว่างและตัวกู-ของกู
พุทธทาสภิกขุ อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างจิตว่างกับตัวกู-ของกูไว้ว่า จิตว่างคือสภาวะปกติแท้จริงของจิต และความทุกข์ทั้งปวงเกิดขึ้นเมื่อใดก็ตามที่ความรู้สึกตัวกู-ของกูครอบงำจิตนั้น
**จิตว่างคืออะไร และว่างในแบบใด**
- โลกนี้ว่างจากตัวกู-ของกูแต่เราไม่รู้สึก (ที่มา: ความลับของชีวิต คือ เรื่องอนัตตา)
- จิตว่าง "คือจิตปกติ" โดยคำว่าว่างมีความหมายพิเศษ เป็น "ว่างทางสติปัญญา ว่างทางความรู้ ไม่ใช่ว่างทางวัตถุ" ไม่ใช่ความว่างแบบไม่มีอะไรอย่างทางวัตถุ (ที่มา: อบรมพระธรรมทายาท ปี 2525 ครั้งที่5/ธรรมะในส่วนการเผยแผ่)
- จิตว่างนั้นคือจิตที่ยังปราศจากความรู้สึกนึกคิด ที่เป็นความหมายแห่งตัวกูของกู นี่จิตยังว่างอยู่ ส่วนเมื่อมีความรู้สึกเดือดพล่านอยู่ด้วยความหมายแห่งตัวกูของกู นี่เรียกว่าจิตไม่ว่าง (ที่มา: อบรมนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2516 ครั้ง 3 จิตว่าง)
**จิตว่างว่างจากอะไร และเต็มด้วยอะไร**
- จิตว่างนี้ ว่างจาก concept ต่าง ๆ ที่เป็นตัวกู-ของกู ว่างจากความสำคัญมั่นหมายที่เป็นตัวกู-ของกู ไม่ใช่ว่างจากความคิดนึกไปเสียทั้งหมด แต่มันกลับเต็มอยู่ด้วยสติปัญญา ว่างจากกิเลสตัณหา แต่เต็มอยู่ด้วยสติปัญญา (ที่มา: อบรมพระที่หน้าโรงหนัง เรื่อง โอวาทปาฏิโมกข์ ปี 2513 ครั้งที่1/การจับฉวยทางวิญญาณ)
**ตัวกู-ของกูทำให้จิตไม่ว่างและเป็นทุกข์อย่างไร**
- บุถุชนก็จะเกิดความรู้สึกเป็นตัวกูของกูขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ได้ เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วมันก็ทุกข์ เมื่อนั้นเรียกว่าจิตไม่ว่าง แล้วก็ปรุง ๆ กันไปจนถึงเกิดอหังการ มมังการ ขึ้นมา คือตัวกูหรือของกู (ที่มา: บรรยายแก่ครูจากวิทยาลัยครูจันทรเกษม กทม. ปี 2525 ครั้ง 2 ธรรมะที่ควรเติมลงในชีวิต)
- ความโลภก็ร้อน ความโกรธก็ร้อน ความหลงก็ร้อน นั่นน่ะคืออาการของไอ้ที่ ตัวกู-ของกู ที่มันได้เกิดขึ้นแล้ว มันก็ทำจิตให้ไม่ว่าง ดังนั้นถ้าไม่มี ตัวกู-ของกู ในความหมายใด อย่างนี้ก็เรียกว่าจิตว่าง (ที่มา: อบรมนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปี 2516 ครั้ง1 จิตว่างนั้นมีลักษณะอย่างไร ?)
- ตัวกูของกูนี่ มันเป็น Concept ที่มันโง่ มันบ้า มันหลง อย่ามีอันนั้น เรียกว่า จิตว่าง ว่างจากตัวกู เพราะฉะนั้นทำงานทุกชนิด ด้วยจิตว่าง มันไม่มีทางผิด มีแต่ถูก ๑๐๐% เสมอไป (ที่มา: อบรมพระที่หน้าโรงหนัง เรื่อง โอวาทปาฏิโมกข์ ปี 2512 ครั้งที่ 9/ไม่มีใครผิดใครถูก มีแต่อะไรผิดอะไรถูก)
การทำงานด้วยจิตว่าง
พุทธทาสภิกขุ สอนให้มองการทำงานเป็นการปฏิบัติธรรม โดยมีหลักสำคัญคือการทำงานด้วย "จิตว่าง" — จิตที่ปราศจากตัวกู-ของกู อันเป็นรากเหง้าแห่งทุกข์ทั้งปวง
**จิตว่างในการทำงานคืออะไร**
- ทำงานด้วยจิตว่าง คือการทำงานด้วยสติปัญญาโดยไม่มีความหวังแห่งตัวกู ของกู ผู้ที่ทำงานด้วยจิตเช่นนี้จะไม่รู้สึกเป็นทุกข์ จะนอนหลับสนิท จะทำอะไรได้ดี และมีความสุขเป็นไปในตัว (ที่มา: แสดงธรรมล้ออายุ ปี 2523 กัณฑ์ 2 (บ่าย))
- จิตว่างนั้นมีคุณสมบัติของจิตทุกอย่าง เว้นแต่กิเลสไม่มี คือไม่มีกิเลสว่าตัวกู ว่าของกู จึงเป็นเครื่องมือวิเศษที่นำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ (ที่มา: อบรมพระนวกะในพรรษา ปี 2526 เกี่ยวกับคำว่า "ว่างๆ-สูญๆ" ในพุทธศาสนา (ต่อ))
**จิตว่างทำให้งานดีและเป็นอิสระ**
- จิตว่างคือจิตที่ Free ที่เป็นอิสระที่สุด ไม่ใช่จิตที่ถูกผูกมัดติดนั่นติดนี่อยู่ ทำงานด้วยจิตว่างจะเฉลียวฉลาดที่สุด แคล่วคล่องที่สุด Active ที่สุด และเมื่อได้ผลของงานมาเป็นเงินเป็นชื่อเสียงก็อย่าเอามายึดมั่นด้วยจิตโง่เขลา ต้องว่าเป็นของฝากไว้กับธรรมชาติเหมือนกับฝากเงินไว้กับธนาคาร (ที่มา: อธิบายธรรมะแก่นักศึกษากลุ่มพุทธศาสตร์จุฬา ที่โรงหนัง ธรรมเพียงคำเดียว)
- ทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่างจะมีผลดีที่สุด ว่างจากอุปาทาน ว่างจากความรู้สึกว่าตัวตน แต่จิตนั้นยังคงรู้ว่าสะอาด รู้ว่าสว่าง รู้ว่าสงบ โดยไม่ได้ยึดถือในสิ่งเหล่านี้เลย (ที่มา: อบรมพระนวกะราชภัฏจากวัดชลฯ ปี 2523 ชุด ต่อหางสุนัข ครั้ง 8 ความสะอาด สว่าง สงบ)
**หลักปฏิบัติครบวงจรตลอดชีวิตประจำวัน**
- ทำงานก็ทำด้วยจิตว่าง รับผลงานก็รับด้วยจิตว่าง เก็บผลงานไว้ก็เก็บไว้ด้วยจิตว่าง กินผลงานเข้าไปก็กินด้วยจิตว่าง หรือจะแจกจ่ายให้ผู้อื่นได้กินด้วยก็ทำไปด้วยจิตว่าง ทำงานด้วยจิตว่างจึงไม่เหน็ดเหนื่อย เพราะไม่ได้ทำด้วยความยึดมั่นถือมั่นเพื่อตัวกู (ที่มา: บรรยายแก่ครูจากวิทยาลัยครูจันทรเกษม กทม. ปี 2525 ครั้ง 2 ธรรมะที่ควรเติมลงในชีวิต)
- หลักที่ทรงสรุปไว้คือ ทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง สัมผัสสิ่งทุกสิ่งด้วยจิตว่าง บริโภคสิ่งทุกสิ่งด้วยจิตว่าง และพักผ่อนด้วยจิตว่าง (ที่มา: อบรมพระนวกะในพรรษา ปี 2526 เกี่ยวกับคำว่า "ว่างๆ-สูญๆ" ในพุทธศาสนา (ต่อ))
อานาปานสติ
พุทธทาสภิกขุได้อธิบายอานาปานสติไว้ในหลายวาระ โดยเน้นว่าเป็นทั้งการปฏิบัติขั้นสูงและหัวใจของพระพุทธศาสนา ครอบคลุมตั้งแต่การกำหนดลมหายใจไปจนถึงการรู้แจ้งในธรรมะขั้นสูงสุด
**ความหมายและนิยามของอานาปานสติ**
- อานาปานสติแปลอย่างถูกต้องตามภาษาบาลีว่า สติกำหนดอยู่ที่ truth หรือ fact ก็ได้ truth หรือ fact ของธรรมชาติอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ กำหนดอยู่ทุกครั้งที่หายใจออกและหายใจเข้า (ที่มา: ธรรมะบรรยายแก่คณะชาวต่างประเทศ 2534 ครั้ง ๔ ตอบ ปัญหา)
- อานาปานสติ แปลว่า สติกำหนดความจริงอันสูงสุดข้อใดข้อหนึ่งอยู่ทุกครั้งที่หายใจออกเข้า โดยครั้งแรกอาจกำหนดเพียงลมหายใจก็ได้ ต่อมาก็กำหนดสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวกับลมหายใจ จนกระทั่งกำหนดอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอยู่ทุกครั้งที่หายใจ รู้ธรรมะสูงขึ้นไปจนถึงที่สุดว่าหลุดพ้นแล้ว (ที่มา: - การเยี่ยมชมปฏิจจสมุปบาท อานาปานสติอย่างคร่าวๆ)
- อานาปานสติเป็นหนึ่งในอนุสติ ๑๐ ซึ่งประกอบด้วย พุทธานุสติ ธรรมานุสติ สังฆานุสติ ศีลานุสติ จาคานุสติ เทวตานุสติ มรณานุสติ กายคตาสติ อานาปานสติ และอุปสมานุสสติ โดยอานาปานสตินั้นแปลกกว่าอนุสติอื่นๆ (ที่มา: อบรมพระธรรมฑูต ปี 2514 (ภาคค่ำ) ครั้งที่4/สมาธิภาวนาหรืออธิจิตตาโยคปริทัศน์โดยการเปรียบเทียบ)
**โครงสร้าง ๑๖ ขั้น และหมวดที่ ๑**
- อานาปานสติภาวนาคือสติปัฏฐานสี่ มีอยู่ ๑๖ ขั้น แบ่งออกเป็น ๔ หมวด หมวดละ ๔ ขั้น หมวดแรกพูดถึงร่างกายคือลมหายใจ ได้แก่ ลมหายใจยาว ลมหายใจสั้น กายทั้งปวงคือลมหายใจปรุงแต่งกาย และทำกายสังขารคือลมหายใจให้สงบระงับ (ที่มา: วิสาขบูชาเทศนา ปี 2523 กัณฑ์ที่ 3 (รุ่ง))
- อานาปานสติหมวดที่ ๑ ขั้นสุดท้ายที่ว่าทำกายสังขารให้ระงับอยู่หายใจเข้าหายใจออกนั้น คือการบรรลุฌาน ที่เรียกว่ามีความสุขที่นี่และเดี๋ยวนี้ อันได้แก่ความมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ (ที่มา: อบรมพระธรรมฑูต ปี 2514 (ภาคค่ำ) ครั้งที่4/สมาธิภาวนาหรืออธิจิตตาโยคปริทัศน์โดยการเปรียบเทียบ)
ธรรมะกับการศึกษาและความเป็นครู
พุทธทาสภิกขุ ได้แสดงทัศนะเกี่ยวกับธรรมะกับการศึกษาและความเป็นครูไว้อย่างลึกซึ้ง โดยมองว่าครูมิใช่เพียงผู้ถ่ายทอดวิชาความรู้ หากแต่คือผู้นำธรรมะไปสู่ชีวิตของผู้เรียน
**ครูคือผู้เผยแผ่ธรรมะ สังกัดพระพุทธเจ้าโดยไม่รู้ตัว**
- ครูคือผู้ "เปิดประตูทางวิญญาณด้วยการเผยแผ่ธรรมะให้เขารู้จักธรรมะ ทำจิตใจให้เปิดโล่งสู่แสงสว่างของธรรมะ" และ "ครูที่ทำหน้าที่ของตนอย่างดี ก็คือผู้ประกาศธรรมะเหมือนกัน จึงว่าเป็นครูสังกัดอยู่กับพระพุทธเจ้า ครูทุกคนนั่นสังกัดอยู่กับพระพุทธเจ้าโดยไม่รู้สึกตัว" (ที่มา: อบรมครูจากวิทยาครูเพชรบุรี ธรรมะกับครู)
**พื้นฐานความเป็นครูคือความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้อง**
- "การที่จะเป็นครูนั้น...ในฐานะที่เป็นมนุษย์ก็เป็นมนุษย์ให้ถูกต้องเสียก่อน จะเป็นครูเป็นอะไรก็ตาม ส่วนพื้นฐานมันคือเป็นมนุษย์ แล้วต้องเป็นมนุษย์ให้ถูกต้องเสียก่อน แล้วความเป็นครูหรืออะไรมันจะมาเกาะอยู่ได้ก็ที่ความเป็นมนุษย์" (ที่มา: อบรมนักศึกษามหาวิทยาลัยศรีนครินทร์ประสานมิตร ข้อสังเกตเกี่ยวกับการศึกษาในยุคปัจจุบัน)
- "เราจงช่วยกันทำหน้าที่ของครูเถิด ไม่เพียงแต่สอนหนังสือ หรือสอนอาชีพ แต่จะต้องสอนธรรมะด้วย ธรรมะคือความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้อง สอนให้เขามีความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้องให้ได้" (ที่มา: พูดกับครูใน อ.ไชยา ในงานวันครู (ตอนต้นเป็นพิธีในงานวันครู))
**การศึกษาปัจจุบันเป็น "หมาหางด้วน" ต้องช่วยกัน "ต่อหาง" ด้วยธรรมะ**
- "โลกต้องทนทรมานอยู่ในลักษณะอย่างนี้เพราะว่าการศึกษาในโลกนี้เป็นเหมือนกับหมาหางด้วน กระทรวงจะสั่งหรือไม่สั่งก็ช่วยกันต่อหางหมาสักที...คือหยอดพระธรรมพระศาสนาลงไปในการศึกษา จะสอนหนังสือก็ได้ จะสอนวิชาชีพก็ได้ ในระดับอนุบาลก็ได้ ระดับวิทยาลัยก็ได้ ขอให้หยอดธรรมะลงไปในตัวการศึกษา" (ที่มา: อบรมนักศึกษาครูจากนครฯ ธรรมะจำเป็นสำหรับความเป็นมนุษย์)
ความเห็นแก่ตัว
พุทธทาสภิกขุ ได้แสดงธรรมถึงโทษและธรรมชาติของความเห็นแก่ตัวไว้อย่างลึกซึ้งในหลายโอกาส ชี้ให้เห็นว่าความเห็นแก่ตัวคือรากของความเสื่อมทั้งปวง ทั้งในระดับบุคคลและสังคม
**ความเห็นแก่ตัว (selfish) ต่างจาก self อย่างอื่น**
- ความเห็นแก่ตัวนั้นเป็นเรื่องทำด้วยความโง่ ด้วยอวิชชา ด้วยกิเลสตัณหา จึงไม่มีทางถูกต้อง ต่างจาก self อย่างอื่นที่ไม่ใช่การเห็นแก่ตัว เช่น self-acknowledged คือรู้จักตัวเอง self-respect คือเคารพตัวเอง self-confidence คือเชื่อตัวเอง และ self-developed คือพัฒนาตัวเอง (ที่มา: อบรมสามเณร จากศานติไมตรี การพัฒนาชีวิตตามแบบชาวพุทธ)
**ความเห็นแก่ตัวทำลายโลก**
- ความเห็นแก่ตัวนั้นทำลายโลก ในขณะที่ความไม่เห็นแก่ตัวพัฒนาโลก และโลกนี้เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว (ที่มา: อบรมสามเณร จากศานติไมตรี การพัฒนาชีวิตตามแบบชาวพุทธ)
- ความเห็นแก่ตัวฆ่าตัวเองและฆ่าผู้อื่น แม้กระทั่งลูกเมียบิดามารดา ฆ่าพระอรหันต์ ทำลายประโยชน์หมดทั้งทางโลกและทางโลกุตระ และเมื่อเห็นแก่ตัวแล้วการเอาเปรียบก็เกิดขึ้น เมื่อผู้อื่นทำงาน มันไม่ทำงาน แต่ก็ยังเอาแต่ประโยชน์ (ที่มา: อบรมพระนวกะในพรรษา ปี 2533 ครั้ง 6 ความเห็นแก่ตัว)
**ความเห็นแก่ตนทำลายตนเอง**
- ความเห็นแก่ตนนั้นกลับทำลายตน เพราะความเห็นแก่ตนเป็นความโง่ ไม่ใช่ความฉลาด และทำให้ขี้เกียจในการทำหน้าที่ของตน เมื่อเห็นแก่ตนแล้วก็ไม่ทำหน้าที่ มีแต่จะนอนรอรับประโยชน์ (ที่มา: แสดงธรรมล้ออายุ ปี 2533 กัณฑ์ 2 สมุทัย)
ℹ️ สรุปจากคำสอนที่รวบรวมไว้ — เชิงพรรณนา ไม่ใช่คำแถลงทางการของครูบาอาจารย์